คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2568
ประชุมใหญ่ศาลปกครองกลาง ศาลผู้ส่งความเห็น ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลผู้รับความเห็น นางสาว ว. ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี
ย่อ / หลักกฎหมาย
1คดีนี้ นางสาว ว ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา ที่ 1 บริษัท ก ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1481/2567 ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา เมื่อปี 2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปรับปรุงก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมวางท่อระบายน้ำ บ่อพักและรางวี ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2566 ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีต่อสำนักงานที่ดิน ผลการรังวัดปรากฏว่าถนนคอนกรีตและป้ายประกาศรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน คิดเป็นเนื้อที่โดยประมาณ 35.9 ตารางวา เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถนนท่อระบายน้ำ บ่อพัก และรางวี ขนย้ายเศษวัสดุรื้อป้ายประกาศที่รุกล้ำเข้ามาในบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดี ปรับที่ดินให้มีสภาพเช่นเดิม ห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดิน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเดือนละ 26,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนลูกรัง ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้หวงกันหรือสงวนสิทธิในแนวเขตที่ดินของตน และเจ้าของที่ดินได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ระหว่างดำเนินการก่อสร้างถนนคอนกรีตดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีมิได้แสดงสิทธิโต้แย้งคัดค้านการก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาทางสาธารณะโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องเนื่องจากงานที่รับจ้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่มีแนวเขตรั้วกั้นแสดงอาณาเขต ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทำงานตามแบบแสดงรายละเอียดของที่รับจ้างและภายใต้การควบคุม สั่งงาน ดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมิได้ประมาทเลินเล่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ฟ้องคดีนี้จึงไม่มีอำนาจฟ้องผู้ฟ้องคดีที่ 2 ต่อศาลปกครอง ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำ และทางบกในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมวางท่อระบายน้ำ บ่อพัก และรางวี รุกล้ำเข้ามาในบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีมิได้ให้ความยินยอม ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นคำขอ ที่ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยมีประเด็นหลักแห่งคดีที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมวางท่อระบายน้ำ บ่อพัก และรางวี เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ แม้กรณีจะมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามข้อโต้แย้งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก่อนว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่ศาลปกครองก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามข้อ 41 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ศาลจังหวัดสมุทรปราการเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำละเมิดโดยการก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย โดยผู้ถูกฟ้องที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินที่ใช้ก่อสร้างถนนมีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ ไม่มีการก่อสร้างถนนหรือปักป้ายรุกล้ำออกนอกเขตทางสาธารณประโยชน์ จึงไม่เป็นการละเมิด คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อศาลได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็สามารถพิพากษาคดีได้โดยไม่ต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนคอนกรีตของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
(ไม่มี)
- -