ย่อ / หลักกฎหมาย
1เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5) แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่อาจตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ. และจำเลยที่ 1 เข้ามาบริหารกิจการโรงแรมแทน พ. โดยตลอด โดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้ทักท้วง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า หุ้นส่วนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ตกลงกันให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงอยู่ต่อไป โดยตกลงรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ. เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน ทั้งได้ความว่าห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงประกอบกิจการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนรุ่นแรกของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังประสงค์ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. คงอยู่เพื่อประกอบกิจการต่อไป โดยตกลงรับทายาทของหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน และแม้ พ. จะทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลาน แต่โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของ พ. ซึ่งเข้าไปบริหารกิจการโรงแรมโดยหุ้นส่วนอื่นให้ความยินยอม ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงยังไม่เลิกกันตามมาตรา 1055 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกัน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นของ พ. ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ตามพินัยกรรมจึงมีอำนาจฟ้องเรียกหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของ พ. ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. โดยไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในโรงแรม ข. โฮเต็ล (ที่ถูก หุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ) และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 (ที่ถูก 9366) และ 9367 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม ข. โฮเต็ลให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
3จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
4โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่
5จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายพิศลย์และนางชูศรี นายพิศลย์เป็นบุตรของนายเพิ่มบุญและนางจางโหมม้วย มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 3 คน คือ นายพิศลย์ จำเลยที่ 1 และนางสาวลัดดาวัลย์ เมื่อปี 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 วันที่ 22 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน วันที่ 25 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย วันที่ 10 สิงหาคม 2525 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นางจางโหมม้วยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญ วันที่ 24 สิงหาคม 2525 นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2
6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องด้วยเหตุที่ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) และยังไม่ได้จัดการชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่อาจตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของคู่ความว่า หลังจากนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญ และจำเลยที่ 1 เข้ามาบริหารกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลแทนนายเพิ่มบุญโดยตลอดตั้งแต่ปี 2525 นับถึงวันฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นเวลา 37 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้ทักท้วง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า นางสำเภาและนางสาวลาวัลย์หุ้นส่วนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ตกลงกันให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงอยู่ต่อไป โดยตกลงรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน ทั้งจำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แล้ว นางสำเภาโอนหุ้นให้แก่นางจันทร์จิรา ส่วนนางสาวลาวัลย์โอนหุ้นให้แก่นายสงวน สอดคล้องกับสำเนาคำขอจดทะเบียนพาณิชย์และสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2533 นางสำเภายื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์โดยระบุชื่อนางสำเภา จำเลยที่ 1 และนายสงวนเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. และเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 นายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์ ได้ออกใบทะเบียนพาณิชย์เพื่อแสดงว่า นายสงวน นางจันทร์จิรา และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลในปี 2514 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนรุ่นแรกของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังประสงค์ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. คงอยู่เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลต่อไป โดยนางสำเภาและนางสาวลาวัลย์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนายเพิ่มบุญ ต่อมาจำเลยที่ 1 และนางสำเภาตกลงรับนายสงวนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนางสาวลาวัลย์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และนายสงวนยังตกลงรับนางจันทร์จิราเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนางสำเภา จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) แม้นายเพิ่มบุญจะทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลานของนายเพิ่มบุญ แต่
7โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของนายเพิ่มบุญซึ่งเข้าไปบริหารกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลโดยหุ้นส่วนอื่นให้ความยินยอม ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงยังไม่เลิกกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกัน จึงไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตายและห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เลิกกันแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. มาเป็นของโจทก์ทั้งสอง และ
8พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับประเด็นอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เมื่อปรากฏตามสำนวนว่าคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาในประเด็นอื่น ๆ ไปเสียในคราวเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่อีก
9มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญถือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ การจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เป็นทรัพย์สินที่นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์นำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. หรือไม่ โดย
10จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา มิใช่กรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งเป็นนิติบุคคล ขณะจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ระบุเพียงว่า จำเลยที่ 1 นางสำเภา และนายสงวนลงหุ้นด้วยเงินคนละ 70,000 บาท ไม่ปรากฏว่าได้นำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นด้วย เห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ระบุว่า วันที่ 13 มกราคม 2512 นายสุรชัยและนางสาวลาวัลย์ร่วมกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลง วันที่ 14 สิงหาคม 2512 นายสุรชัยทำนิติกรรมให้ที่ดินทั้งสองแปลงเฉพาะส่วนของตนแก่นายเพิ่มบุญ ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลง ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีเจตนานำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. มิเช่นนั้นนายเพิ่มบุญและนางสาวลาวัลย์ก็ไม่จำต้องจดทะเบียนให้นางสำเภาเข้ามามีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ประกอบกับ
11จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม ไม่ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. อีกทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองก็นำสืบว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล โดยลงหุ้นกันคนละ 70,000 บาท มิได้นำสืบโต้แย้งว่า ที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ปลูกสร้างอาคารโรงแรม ข. โฮเต็ลบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมาหลายสิบปี โดยมิได้จ่ายค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์หรือค่าเช่าให้แก่บุคคลที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ผู้เป็นหุ้นส่วนได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 มาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ที่ดินทั้งสองแปลงซึ่งรวมทั้งส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นทรัพย์สินที่เอามาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. นายเพิ่มบุญซึ่งเป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ย่อมมีสิทธิจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นของตนที่มีอยู่ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน มิได้ยกให้แก่นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสอง เมื่อนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย หุ้นของนายเพิ่มบุญย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องกับหุ้นส่วนและทรัพย์สินในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ที่เอามาใช้ในกิจการของห้างไม่ว่าในทางใด การที่นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งที่นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นส่วนในห้างซึ่งย่อมรวมถึงทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่จำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญถือกรรมสิทธิ์รวม การทำนิติกรรมระหว่างนางจางโหมม้วยกับจำเลยที่ 1 และการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งนายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกให้แก่โจทก์ทั้งสองไปแล้ว กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2525 จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ไปเป็นของจำเลยที่ 1 กับทั้งจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่านางจางโหมม้วยได้โอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญโอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งเป็นทรัพย์สินตามพินัยกรรมที่ตกได้แก่โจทก์ทั้งสองไปให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
12มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายเพิ่มบุญฟ้องเรียกเอาหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ซึ่งเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรมตั้งแต่เจ้ามรดกตาย นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมต้องโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรม แต่กลับโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงมิใช่เป็นการจัดการมรดกตามกฎหมายซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่กรณีเป็นการที่โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตามพินัยกรรมใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของตนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่มีกำหนดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อเป็นดังที่วินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฟังขึ้น
13พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ในส่วนของนายเพิ่มบุญ แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
(ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล - ฉัตรชัย ไทรโชต - เอื้อน ขุนแก้ว)
ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายเทิดศักดิ์ บุณยไวโรจน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสายัณห์ ศรีดวม