D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2538

ผล: กลับ แพ่ง

คำสั่งคำร้องที่

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยแม้เป็นข้อกฎหมาย แต่ก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการ วินิจฉัย จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวม ยังไม่ได้จดทะเบียนแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนและจำเลยเป็นทายาทคนหนึ่งของนายเชื้อ จำเลยจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านทั้งหมดนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 73)

2ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3625 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลีจังหวัดนครเขื่อนขันธ์ (สมุทรปราการ) โดยให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 3 ออกจากที่ดินพิพาทแล้วส่งมอบ ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 300 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

3ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 68) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 71)คำสั่ง ฎีกาของจำเลยพออนุโลมได้ว่า จำเลยโต้แย้งคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ซึ่งเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกับบุคคลอื่น ยังมิได้แบ่ง การครอบครองเป็นส่วนสัดนั้น ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 และ 1359 ดังนั้นหาก

4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม บทกฎหมายดังกล่าว ก็จะต้อง พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ข้อฎีกาของจำเลยจึงเป็นสาระแก่คดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระ แก่คดีจึงไม่ชอบ ให้รับฎีกาของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1270/2538นางสมพรรณ รวมศิลป์โจทก์นางสาวชวาลา ล๊อกเก็ตจำเลยนางสาวชวาลา ล๊อกเก็ต จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 249ความว่า

2จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยแม้เป็นข้อกฎหมาย แต่ก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการ วินิจฉัย จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวม ยังไม่ได้จดทะเบียนแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนและจำเลยเป็นทายาทคนหนึ่งของนายเชื้อ จำเลยจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านทั้งหมดนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 73)

3ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3625 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลีจังหวัดนครเขื่อนขันธ์ (สมุทรปราการ) โดยให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 3 ออกจากที่ดินพิพาทแล้วส่งมอบ ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 300 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

4ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 68) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 71)คำสั่ง ฎีกาของจำเลยพออนุโลมได้ว่า จำเลยโต้แย้งคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ซึ่งเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกับบุคคลอื่น ยังมิได้แบ่ง การครอบครองเป็นส่วนสัดนั้น ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 และ 1359 ดังนั้นหาก

5ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม บทกฎหมายดังกล่าว ก็จะต้อง พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ข้อฎีกาของจำเลยจึงเป็นสาระแก่คดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระ แก่คดีจึงไม่ชอบ ให้รับฎีกาของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป(สุนพ กีรติยุติ-จำลอง สุขศิริ-สมบัติ เดียวอิศเรศ)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา:

(สุนพ กีรติยุติ - จำลอง สุขศิริ - สมบัติ เดียวอิศเรศ)