D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 504/2537

ผล: แก้ อาญา

นาย สุรินทร์ แสง ขำโจทก์ นาย เดิม ชัย บุตรศ รีจำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ

3พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ดังนี้ ปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ

4จำเลยฎีกาว่า ศาลฎีกานำคำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยไม่เห็นด้วยนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

5จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 จำคุก 1 ปี

6จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

7พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

8ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ส่วนที่

9จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลฎีกานำคำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาแล้ว ฟังได้ว่าโจทก์ทราบถึงการกระทำผิด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2528โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2528 จึงไม่เกินกำหนด 3 เดือนคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยไม่เห็นด้วยที่ศาลฎีกานำคำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้นเห็นว่า ปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วที่วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีนี้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 แต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ก็ยังคงบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่เช่นเดิมแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิด บัญญัติระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่ากฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิดกับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3"

10พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้จำคุก6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยรับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครอง ระดับ 5 และไม่เคยมีประวัติความประพฤติเสียหายหรือเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีเห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตาม มาตรา 29, 30 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 504/2537นาย สุรินทร์ แสง ขำโจทก์นาย เดิม ชัย บุตรศ รีจำเลย ป.วิ.พ. ม. 144 ป.วิ.อ. ม. 15

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ

3พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ดังนี้ ปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ

4จำเลยฎีกาว่า ศาลฎีกานำคำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยไม่เห็นด้วยนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

5จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 จำคุก 1 ปี

6จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

7พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

8ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ส่วนที่

9จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลฎีกานำคำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาแล้ว ฟังได้ว่าโจทก์ทราบถึงการกระทำผิด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2528โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2528 จึงไม่เกินกำหนด 3 เดือนคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยไม่เห็นด้วยที่ศาลฎีกานำคำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้นเห็นว่า ปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วที่วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีนี้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 แต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ก็ยังคงบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่เช่นเดิมแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิด บัญญัติระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่ากฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิดกับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3"

10พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้จำคุก6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยรับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครอง ระดับ 5 และไม่เคยมีประวัติความประพฤติเสียหายหรือเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีเห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตาม มาตรา 29, 30(กู้เกียรติ สุนทรบุระ-สะสม สิริเจริญสุข-ชัยนาท พันตาวงศ์)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุ(1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 มาใช้บังคับโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นอกจากการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144ตามที่ศาลฎีกาอ้างแล้ว เกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งผูกพันคู่ความก็ต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 มาใช้บังคับด้วยแม้คดีจะถึงที่สุดหรือไม่ก็ตาม (2) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น ตามมาตรา 144 ต้องเป็นเรื่องดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น กฎหมายจึงจะห้าม อาจเป็นศาลเดียวกันนั้นชั้นไหนก็ได้ อาจเป็นศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ ถ้าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอื่น ก็ไม่ต้องด้วยตัวบทมาตรา 144 (3) คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 จำคุก 1 ปี

11จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

12พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป

13ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน (หมายความว่า พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ฯลฯ มาตรา 3 จำคุก 1 ปี)จำเลยจึงฎีกาขึ้นมา จะเห็นได้ว่าคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่

14จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ให้ยกฟ้องโจทก์จึงได้ฎีกา (ไม่ใช่

15จำเลยฎีกา) ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ขาดอายุความพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีจำเลยจึงได้ฎีกาขึ้นมา ไม่ใช่

16โจทก์ฎีกาขึ้นมาอย่างครั้งแรก เป็นการขึ้นมาสู่ศาลฎีกาครั้งที่สองของคดีนี้ ตามฎีกาฉบับนี้ ปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ถึงที่สุดแล้ว ในตอนที่คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาครั้งแรกโดยโจทก์เป็นผู้ฎีกาขึ้นมา การที่

17ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจึงย่อมผูกพันจำเลยด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เมื่อคำพิพากษาฎีกาผูกพันคู่ความจำเลยจึงจะอ้างเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แต่คดีนี้จำเลยกลับมาอ้างว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว จึงต้องห้ามตามกฎหมาย (4) แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในครั้งแรกตามที่

18โจทก์ฎีกาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยก็ยังฎีกาขึ้นมาอีกว่า "ศาลฎีกานำคำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาแล้ว ฟังว่าโจทก์ทราบถึงการกระทำผิดเมื่อวันที่20 มีนาคม 2528 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2528 จึงไม่เกินกำหนด 3 เดือน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยไม่เห็นด้วยที่ศาลฎีกานำคำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้น"ซึ่งสรุปแล้วหมายความว่า จำเลยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ไว้ในครั้งแรกแล้วว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ (ไม่ใช่

19จำเลยฎีกา เพราะไม่ใช่เรื่องที่จำเลยจะฎีกา)คดีของจำเลยก็ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ด้วยในขณะเดียวกัน เพราะประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในครั้งแรกแล้ว ซึ่งคำพิพากษาฎีกาตอนแรกนั้นย่อมผูกพันโจทก์ จำเลยในคดีดังกล่าว จำเลยกลับมากล่าวอ้างในฎีกาของจำเลยซึ่งขึ้นมาสู่ศาลฎีกาในครั้งหลังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงเป็นศาลเดียวกันนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 (5) เมื่อพูดถึงคำพิพากษาฎีกาผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ก็ย่อมจะเกี่ยวพันกับกรณีฟ้องซ้ำตามมาตรา 148(แม้ปัญหาตามมาตรา 145,148 ศาลฎีกาไม่ยกขึ้นกล่าวถึงในฎีกาฉบับนี้ก็ตาม) รูปเรื่องรูปคดีน่าจะพิจารณาประกอบไปพร้อมกันทีเดียว โดยหลักการ ทั้งตามมาตรา 144 และ 148 ต้องเป็นคู่ความเดียวกันอาจอยู่คนละฝ่ายหรือฝ่ายเดียวกันมาก่อนก็ได้ โจทก์อาจกลับมาเป็นจำเลยหรือจำเลยกลับมาเป็นโจทก์ในคดีใหม่ก็ได้ เพราะตัวบทมาตรา 144ได้จำกัดว่าต้องเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น และมาตรา 148 ได้จำกัดว่าในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันนั้นอยู่แล้ว ตามมาตรา 144 ห้ามทั้งศาลและคู่ความ ส่วนตามมาตรา 148 ห้าม เฉพาะคู่ความ ไม่เกี่ยวกับศาลการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ไม่จำเป็นต้องเป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 เพราะกรณีดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คดีไม่จำเป็นต้องถึงที่สุด (อาจถึงที่สุดก็ได้) แต่กรณีฟ้องซ้ำนั้นคดีจะต้องถึงที่สุด (คดีถึงที่สุดเมื่อใด ขอให้ดูมาตรา 147) แต่กรณีที่เป็นฟ้องซ้ำ อาจเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำได้ ตามมาตรา 144ไม่จำกัดว่าต้องเป็นคดีเท่านั้น อาจเป็นประเด็นแห่งคดีก็ได้แต่ก็จำกัดเฉพาะในศาลเดียวกัน ส่วนตามมาตรา 148 จำกัดเฉพาะต้องเป็นคดี คดีที่มาฟ้องใหม่อันจะเป็นฟ้องซ้ำนั้นอาจฟ้องที่ศาลอื่นก็ได้ (6) ปัญหาจึงมีว่าตามฎีกาที่บันทึกนี้ซึ่งศาลฎีกาถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 นอกจากนี้จะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำชั้นฎีกาได้หรือไม่ และถ้าหากถือว่าเป็นฟ้องซ้ำชั้นฎีกาได้ จะนำบทบัญญัติกฎหมายใดมาใช้บังคับ จะบังคับกันตามมาตรา 39(4)แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อนุโลมนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 มาใช้บังคับ สำหรับตามฎีกาที่บันทึกนี้ การฟ้องซ้ำในชั้นฎีกา จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) มาใช้บังคับย่อมไม่ได้แน่ เพราะตามมาตรา 39(4) นั้น จากบทบัญญัติตอนแรกที่ว่า"สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป" เห็นได้ชัดว่าใช้เฉพาะกรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลย แม้โดยหลักจะถือว่าคู่ความแต่ละชั้นศาลนั้น ฝ่ายใดยื่นฟ้อง ฝ่ายนั้นก็เป็นโจทก์ของชั้นศาลนั้น อีกฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นจำเลยหรือ

20จำเลยอุทธรณ์ฎีกาชั้นศาลนั้น ถ้าหากเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้ว โจทก์ยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันอีกก็เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173(1) แต่ถ้า

21ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องของโจทก์ แม้จะถือว่าคดีนั้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามมาตรา 39(4) แล้ว ถ้าโจทก์ยังคงยื่นอุทธรณ์ฎีกาเพื่อให้ศาลสูงลงโทษจำเลย ก็ยังถือได้ว่าเป็นคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามมาตรา 39(4) นี้เช่นเดียวกัน (7) แต่ตามฎีกาฉบับที่บันทึกนี้ จำเลยกลายเป็นโจทก์ชั้นฎีกาซึ่งจำเลยจะต้องฎีกาว่าตนไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษ หรือคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วอย่างที่จำเลยปฏิบัติอยู่ในคดีนี้ ฉะนั้นจะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำชั้นฎีกาหรือไม่ จึงต้องอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อนุโลมนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 มาใช้บังคับ อุทธรณ์ฎีกาเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) เพราะเป็นการที่คู่ความที่อุทธรณ์ฎีกาขึ้นไปนั้นเสนอข้อหาหรือฟ้องต่อศาลสูงว่า ศาลล่างทำไม่ถูกประการใดเราจะเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามฎีกาฉบับนี้ เมื่อศาลฎีกาชี้ขาดในตอนที่

22โจทก์ฎีกาขึ้นไปนั้น (คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาครั้งแรก แม้จำเลยจะไม่เป็นฝ่ายที่ฎีกาขึ้นไปก็ตาม) ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความคำพิพากษาฎีกาย่อมเป็นที่สุดในตอนนั้นและผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความและพ่ายแพ้ตั้งแต่ตอนนั้น เมื่อจำเลยแพ้คดีชั้นอุทธรณ์ครั้งหลัง (ซึ่งครั้งแรกเคยชนะชั้นศาลอุทธรณ์) เพราะถูก

23ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่พิพากษาจำคุกจำเลยจำเลยจึงเป็นฝ่ายฎีกาขึ้นไป จำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีที่

24โจทก์ฎีกาขึ้นไปเป็นครั้งแรก ประเด็นที่ จำเลยฎีกาขึ้นไปว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ก็เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คดีของจำเลยที่ฎีกาตอนหลัง จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่

25โจทก์ฎีกาตอนแรก ไม่เพียงแต่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอย่างที่ศาลฎีกาอ้างเท่านั้น ไพจิตรปุญญพันธุ์คำพิพากษา: โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

26จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 จำคุก 1 ปี

27จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

28พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

29ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ส่วนที่

30จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลฎีกานำคำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาแล้ว ฟังได้ว่าโจทก์ทราบถึงการกระทำผิด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2528โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2528 จึงไม่เกินกำหนด 3 เดือนคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยไม่เห็นด้วยที่ศาลฎีกานำคำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้นเห็นว่า ปัญหาเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วที่วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีนี้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 แต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ก็ยังคงบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่เช่นเดิมแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิด บัญญัติระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่ากฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิดกับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3"

31พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้จำคุก6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยรับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครอง ระดับ 5 และไม่เคยมีประวัติความประพฤติเสียหายหรือเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีเห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตาม มาตรา 29, 30

(กู้เกียรติ สุนทรบุระ - สะสม สิริเจริญสุข - ชัยนาท พันตาวงศ์)