ย่อ / หลักกฎหมาย
1โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรายเดือนรวม 36 งวด เป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 ต้องถือว่าจำเลยผิดนัดชำระงวดที่เหลือทั้งหมด สิทธิเรียกร้องจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป และจะครบกำหนดห้าปีในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารฯ เคยฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกันกับคดีนี้เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ภายในกำหนดอายุความห้าปี แต่
2ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องเข้ามาใหม่ภายในอายุความ และไม่มีคู่ความยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกากับฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2560 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคท้าย อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่การฎีกาคดีผู้บริโภคโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 ประกอบ มาตรา 49 วรรคสอง เมื่อคดีถึงที่สุดในวันดังกล่าวอันเป็นวันหลังจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 จึงเป็นการฟ้องเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถึงที่สุด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 355,321.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน 143,020.76 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
2จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
3โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
4โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) 175,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.99 ต่อปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 6,590 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 มกราคม 2555 และทุกวันที่ 23 ของเดือนถัดไปทุกเดือน กำหนดชำระให้ครบถ้วนภายใน 36 เดือน หากผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามที่กำหนดยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราสูงสุด ยอมชำระค่าปรับล่าช้าในอัตราที่กำหนด และไม่ตัดสิทธิธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ที่จะเรียกร้องให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้โดยพลัน หลังจากจำเลยรับเงินจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา คิดถึงวันที่ 5 มีนาคม 2556 จำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 143,020.76 บาท และดอกเบี้ย 16,459.87 บาท รวมเป็นเงิน 159,480.63 บาท ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2556 ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาบัตรเครดิตรวมทั้งภาระหนี้ของจำเลยในคดีนี้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องชำระหนี้ค้างชำระแก่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน 143,020.76 บาท นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 195,840.48 บาท รวมเป็นเงิน 355,321.11 บาท ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกันกับคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว
5โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำ พิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องคดีเข้ามาใหม่ภายในอายุความ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 31 ตุลาคม 2560
6คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรายเดือนรวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 มกราคม 2555 และชำระงวดถัดไปทุกวันที่ 23 ของทุกเดือน หากผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใด ยินยอมให้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เรียกดอกเบี้ยอัตราสูงสุด ค่าปรับล่าช้า และมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาทั้งหมดคืนได้ทันที อันเป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ การที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาโดยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 15 ตุลาคม 2555 จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดชำระงวดที่เหลือทั้งหมดตลอดมา สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้น อายุความฟ้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างย่อมต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) คือ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป โจทก์ในฐานะผู้รับโอนต้องรับสิทธิเรียกร้องของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในอายุความ ซึ่งจะครบกำหนดห้าปีในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เมื่อก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกัน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ภายในกำหนดอายุความ 5 ปี ตามกฎหมาย แต่
7ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ และคู่ความไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกากับฎีกาคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภค จึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2560 ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคท้าย อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่การฎีกาคดีผู้บริโภคโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 ประกอบมาตรา 49 วรรคสอง เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภค ในคดีก่อนที่
8พิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ ถึงที่สุดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง การที่โจทก์เสนอคำฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 จึงเป็นการฟ้องคดีเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีก่อนถึงที่สุด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
9พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(ทองธาร เหลืองเรืองรอง - ประมวญ รักศิลธรรม - บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์)
ศาลจังหวัดสงขลา - นายปุณณัตถ์ บุนนาคศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ