D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2537

ผล: แก้ อาญา
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยซึ่งขับรถยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์อื่นมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ แม้จะอ้างว่าได้มอบให้ พ. เป็นคนคอยแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และในวันรุ่งขึ้นได้มาพบเจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็ตามก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้จำเลยจึงมีความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคแรก160 วรรคแรก

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,300, 390 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),78, 157, 160

2จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

3ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43, 157, 78 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคแรก), 160 วรรคแรกฐานขับรถประมาทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาทฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุปรับ 500 บาท รวมปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

4จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อลากรถพ่วงของผู้เสียหายที่ 1 มาตามถนนบางเลน-ลาดหลุมแก้ว มุ่งหน้าไปทางอำเภอลาดหลุมแก้ว เมื่อจำเลยขับรถลงสะพานมาได้สวนกับรถยนต์เก๋งของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งนายอดิศรขับมาและเกิดชนกันขึ้น เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกและรถยนต์เก๋ง ดังกล่าวได้รับความเสียหาย และนายอดิศรกับนางสาวรัชดาได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทหรือไม่ พยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยไม่มั่นคงเพียงพอที่จะฟังว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทดังฟ้องจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่

5ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยหลบหนีโดยไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงหรือไม่นั้นศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว จำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ แม้จำเลยจะอ้างว่าได้มอบให้นายไพโรจน์เป็นคนคอยแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และในวันรุ่งขึ้นได้มาพบเจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็ตาม เมื่อจำเลยออกไปจากที่เกิดเหตุและมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงทันทีก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้ จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคแรก,160 วรรคแรก ดังที่

6ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2537พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง นครปฐมโจทก์นาย อำนาจ พา นิชจำเลย พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 78 วรรคแรก, ม. 160 วรรคแรก เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยซึ่งขับรถยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์อื่นมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ แม้จะอ้างว่าได้มอบให้ พ. เป็นคนคอยแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และในวันรุ่งขึ้นได้มาพบเจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็ตามก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้จำเลยจึงมีความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคแรก160 วรรคแรก

7โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,300, 390 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),78, 157, 160

8จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

9ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43, 157, 78 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคแรก), 160 วรรคแรกฐานขับรถประมาทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาทฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุปรับ 500 บาท รวมปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

10จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อลากรถพ่วงของผู้เสียหายที่ 1 มาตามถนนบางเลน-ลาดหลุมแก้ว มุ่งหน้าไปทางอำเภอลาดหลุมแก้ว เมื่อจำเลยขับรถลงสะพานมาได้สวนกับรถยนต์เก๋งของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งนายอดิศรขับมาและเกิดชนกันขึ้น เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกและรถยนต์เก๋ง ดังกล่าวได้รับความเสียหาย และนายอดิศรกับนางสาวรัชดาได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทหรือไม่ พยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยไม่มั่นคงเพียงพอที่จะฟังว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทดังฟ้องจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่

11ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยหลบหนีโดยไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงหรือไม่นั้นศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว จำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ แม้จำเลยจะอ้างว่าได้มอบให้นายไพโรจน์เป็นคนคอยแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และในวันรุ่งขึ้นได้มาพบเจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็ตาม เมื่อจำเลยออกไปจากที่เกิดเหตุและมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงทันทีก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้ จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคแรก,160 วรรคแรก ดังที่

12ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์(ทวิช กำเนิดเพ็ชร์-ประสิทธิ์ แสนศิริ-สมภพ โชติกวณิชย์)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 บัญญัติว่า"ผู้ใดขับรถหรือขี่ ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ และให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีกับต้องแจ้งชื่อตัวชื่อสกุลและที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่ หลบหนีไปหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด" โดยมีมาตรา 160 วรรคแรกและวรรคสองเป็นบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 78 ดังกล่าวข้างต้น จากการพิจารณามาตรา 78 แล้ว สามารถเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตราดังกล่าวได้ว่า มุ่งที่จะให้มีการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากกรณีรถชนกันก่อนทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งยังเป็นประโยชน์และสะดวกรวดเร็วในการรวบรวมพยานหลักฐานและรู้ตัวคนขับของเจ้าพนักงานตำรวจอีกด้วย ฉะนั้น ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน แม้จะมิใช่เกิดขึ้นเพราะความผิดของตนก็ตาม ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับอันตรายและความเสียหาย และแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที หากไม่ปฏิบัติตามก็ต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายบังคับไว้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 126/2531) สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อลากรถพ่วงของผู้เสียหายที่ 1 แล้วสวนทางกับรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 เกิดชนกันขึ้น แม้จะฟังว่าเหตุรถชนนั้นมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยก็ตาม ก็ยังถือว่าจำเลยได้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้จึงมีความผิดตาม มาตรา 78 วรรคแรก และมาตรา 160 วรรคแรกส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปแจ้งและพบเจ้าพนักงานตำรวจแทนแล้วนั้น จำเลยไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดได้เพราะเป็นกรณีที่ต้องทำเองเฉพาะตัว กฎหมายมิได้ระบุให้มอบอำนาจทำการแทนในกรณีเช่นนี้ได้ ทั้งยังเห็นได้อีกว่า การมอบอำนาจดังกล่าวขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรา 78 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายประสงค์จะรักษาชีวิตร่างกายของประชาชนเป็นอันดับแรก จึงกำหนดให้แจ้งเหตุต่อพนักงานตำรวจทันที หากรอให้จำเลยออกจากที่เกิดเหตุแล้วไปมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมาแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจจะเรียกว่าทันทีได้อย่างไร จิตฤดี วีระเวสส์คำพิพากษา:

13โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,300, 390 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),78, 157, 160

14จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

15ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43, 157, 78 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคแรก), 160 วรรคแรกฐานขับรถประมาทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาทฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุปรับ 500 บาท รวมปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

16จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อลากรถพ่วงของผู้เสียหายที่ 1 มาตามถนนบางเลน-ลาดหลุมแก้ว มุ่งหน้าไปทางอำเภอลาดหลุมแก้ว เมื่อจำเลยขับรถลงสะพานมาได้สวนกับรถยนต์เก๋งของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งนายอดิศรขับมาและเกิดชนกันขึ้น เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกและรถยนต์เก๋ง ดังกล่าวได้รับความเสียหาย และนายอดิศรกับนางสาวรัชดาได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทหรือไม่ พยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยไม่มั่นคงเพียงพอที่จะฟังว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทดังฟ้องจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่

17ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยหลบหนีโดยไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงหรือไม่นั้นศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว จำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ แม้จำเลยจะอ้างว่าได้มอบให้นายไพโรจน์เป็นคนคอยแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และในวันรุ่งขึ้นได้มาพบเจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็ตาม เมื่อจำเลยออกไปจากที่เกิดเหตุและมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงทันทีก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้ จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคแรก,160 วรรคแรก ดังที่

18ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2537พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง นครปฐมโจทก์นาย อำนาจ พา นิชจำเลย พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 78 วรรคแรก, ม. 160 วรรคแรก เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยซึ่งขับรถยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์อื่นมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ แม้จะอ้างว่าได้มอบให้ พ. เป็นคนคอยแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และในวันรุ่งขึ้นได้มาพบเจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็ตามก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้จำเลยจึงมีความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคแรก160 วรรคแรก

19โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,300, 390 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),78, 157, 160

20จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

21ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43, 157, 78 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคแรก), 160 วรรคแรกฐานขับรถประมาทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาทฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุปรับ 500 บาท รวมปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

22จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อลากรถพ่วงของผู้เสียหายที่ 1 มาตามถนนบางเลน-ลาดหลุมแก้ว มุ่งหน้าไปทางอำเภอลาดหลุมแก้ว เมื่อจำเลยขับรถลงสะพานมาได้สวนกับรถยนต์เก๋งของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งนายอดิศรขับมาและเกิดชนกันขึ้น เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกและรถยนต์เก๋ง ดังกล่าวได้รับความเสียหาย และนายอดิศรกับนางสาวรัชดาได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทหรือไม่ พยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยไม่มั่นคงเพียงพอที่จะฟังว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทดังฟ้องจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่

23ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยหลบหนีโดยไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงหรือไม่นั้นศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว จำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ แม้จำเลยจะอ้างว่าได้มอบให้นายไพโรจน์เป็นคนคอยแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และในวันรุ่งขึ้นได้มาพบเจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็ตาม เมื่อจำเลยออกไปจากที่เกิดเหตุและมิได้ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงทันทีก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้ จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคแรก,160 วรรคแรก ดังที่

24ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ - ประสิทธิ์ แสนศิริ - สมภพ โชติกวณิชย์)