D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2566

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2566

ผล: ยืน อาญา

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์ นาง ส.จำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ศาลนำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงินดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อชำระหนี้ตามเช็คให้ผู้เสียหายมารับไป และเมื่อผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1คดีสืบเนื่องจาก โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

2จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 6 เดือน

3ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 12 กันยายน 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 300,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหาย วันที่ 23 มิถุนายน 2563

4ศาลฎีกา พิพากษาแก้โทษจำเลยเป็นจำคุก 2 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 4 เดือน วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหายของผู้จัดการมรดกผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายรับเงินได้ วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการขอรับเงินของผู้จัดการมรดกผู้เสียหาย และขอรับเงิน 300,000 บาท ที่วางไว้ต่อศาลคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกานำเงินค่าเสียหาย 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้มาวินิจฉัยแล้ว และมีคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่มีเหตุให้ศาลชั้นต้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้อง

5จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะต้องสั่งคืนเงิน 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีบันทึกหรือพยานหลักฐานใด ๆ ที่เป็นข้อตกลงกับผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายตกลงด้วยกับการยอมรับเงิน 300,000 บาท แล้วจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย คงมีแต่จำเลยที่เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นว่ามีข้อตกลงดังกล่าว กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายมีข้อตกลงในการถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้การชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเป็นการพ้นวิสัยที่จะต้องคืนแก่จำเลยผู้วางชำระหนี้ แต่การวางเงินของจำเลยดังกล่าวตามพฤติการณ์แล้วสอดคล้องกับการที่

7จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีการอการลงโทษให้แก่จำเลยและเมื่อปรากฏว่าศาลฎีกานำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงิน 300,000 บาท ดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อการชำระหนี้ตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายมารับไป และการที่ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้อีก ที่

8ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

(พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง - ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ - เอกวิทย์ วัชชวัลคุ)

ศาลแขวงพระนครใต้ - นายนรินทร์ สันติสากลวุฒิศาลอุทธรณ์ - นายวิทยา วีระประจักษ์