D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2492

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2492

ผล: แก้ ถูกอ้าง 3 ฉบับ

อัยการประจวบคีรีขันธ์โจทก์ นายเภา โถแก้ว ที่ 1 นายแพว โถแก้ว ที่ 2 นายวน แพรสี ที่ 3 นายทน หมู่น้อย ที่ 4จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 251, ม. 249, ม. 50

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานสมคบกันฆ่าคนตายโดยเจตนาแต่ ทางพิจารณาได้ความว่า ผู้ตายทั้งสองคนเป็นปรปักษ์คู่ต่อสู้กัน จำเลยเป็นพรรคพวกผู้ตายฝ่ายหนึ่ง ได้เข้าต่อสู้กับผู้ตายอีกฝ่ายหนึ่งกับพรรคพวกโดยใจสมัครเพราะมีการท้าทายกันก่อน รูปคดีไม่แน่ว่า จำเลยมีเจตนาจะฆ่ากัน จำเลยบางคนต่างวิ่งมาช่วยในที่เกิดเหตุ จำเลยกระทำหนักมือบ้าง เบามือบ้าง ควรวางโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายไม่เจตนา จำเลยคนหนึ่งมีไม้ตะบองส่วนจำเลยคนอื่นมีขวานและมีดซุย แต่บาดแผลของผู้ตายล้วนแต่บาดแผลเรียบ แพทย์ลงความเห็นว่า ถูกของแข็งมีคมไม่มีรอยถูกแผลตี ดังนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยนั้นได้ใช้ไม้ตะบองตีผู้ตายด้วย บิดาจำเลยสมัครใจต่อสู้ และทำร้ายกับผู้ตาย จำเลยเข้าช่วยบิดาทำร้ายผู้ตาย ดังนี้ จำเลยจะแก้ตัวว่าทำโดยป้องกันบิดาไม่ได้ เพราะบิดาจำเลยเป็นฝ่ายผิดเหมือนกันโจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยทั้ง 4 คนสมคบกันใช้ขวาน และมีด ไม้ตะบองทำร้ายนายบิน นายทับถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษ

2จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 249 จำคุกคนละ15 ปี

3ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังว่า นายแพว นายเภาจำเลยเป็นบุตรชายนายทับ นายบินฝ่ายหนึ่ง และนายทับฝ่ายหนึ่ง แต่ละฝ่ายมีพรรคพวกเข้าร่วมมือต่อสู้ทำร้ายกันโดยใจสมัครเพราะมีการท้าทายและต่างมีอาวุธจากบนเรือนลงไปยังพื้นดิน แล้วต่อสู้กัน ต่างฝ่ายต่างมีบาดแผลนายทับถูกบาดเจ็บที่คอเป็นบาดแผลฉกรรจ์มากถึงตายแผลเดียวเท่านั้น ก็ไม่สามารถต่อสู้ต่อไปได้นายบินมีบาดแผลถึง 10 แผลน่าเชื่อว่า พวกของนายทับคือจำเลยเป็นผู้กลุ้มรุมทำร้ายตามคำพยานโจทก์ นายวนจำเลยมีขวาน นายแพวมีมีดซุย นายทนมีมีดซุยนายเภามีไม้ตะบอง บาดแผลของนายบินล้วนแต่ปากแผลเรียบ แพทย์ลงความเห็นว่าถูกอาวุธของแข็งมีคม ไม่มีรอยแผลถูกตีจึงไม่น่าเชื่อว่านายเภาจำเลยได้ใช้ไม้ตะบองตีนายบิน ส่วนนายวน นายแพว นายทนจำเลยน่าเชื่อว่าได้ใช้อาวุธทำร้ายนายบินจริงรูปคดีไม่แน่นักว่าเจตนาจะฆ่ากัน จำเลยต่างคนต่างวิ่งมาช่วยในเวลาเกิดเหตุ อาจจะทำไปโดยหนักมือบ้าง เบามือบ้าง ควรวางโทษนายวน นายแพว นายทนจำเลย ฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 251นายแพวจำเลยจะแก้ตัวว่าทำเพื่อป้องกันบิดาไม่ได้ เพราะบิดาตนสมัครใจเข้าต่อสู้และทำร้ายกับนายบินซึ่งเป็นฝ่ายผิดเหมือนกัน

4พิพากษาแก้ให้ลงโทษนายวน นายแพว นายทนจำเลย ตามมาตรา 251มีบันทึกกฎหมายลักษณะอาญา ให้จำคุกคนละ 7 ปี ปล่อยนายเภาจำเลยไป ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2492อัยการประจวบคีรีขันธ์โจทก์นายเภา โถแก้ว ที่ 1 นายแพว โถแก้ว ที่ 2 นายวน แพรสี ที่ 3 นายทน หมู่น้อย ที่ 4จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 251, ม. 249, ม. 50

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานสมคบกันฆ่าคนตายโดยเจตนาแต่ ทางพิจารณาได้ความว่า ผู้ตายทั้งสองคนเป็นปรปักษ์คู่ต่อสู้กัน จำเลยเป็นพรรคพวกผู้ตายฝ่ายหนึ่ง ได้เข้าต่อสู้กับผู้ตายอีกฝ่ายหนึ่งกับพรรคพวกโดยใจสมัครเพราะมีการท้าทายกันก่อน รูปคดีไม่แน่ว่า จำเลยมีเจตนาจะฆ่ากัน จำเลยบางคนต่างวิ่งมาช่วยในที่เกิดเหตุ จำเลยกระทำหนักมือบ้าง เบามือบ้าง ควรวางโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายไม่เจตนา จำเลยคนหนึ่งมีไม้ตะบองส่วนจำเลยคนอื่นมีขวานและมีดซุย แต่บาดแผลของผู้ตายล้วนแต่บาดแผลเรียบ แพทย์ลงความเห็นว่า ถูกของแข็งมีคมไม่มีรอยถูกแผลตี ดังนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยนั้นได้ใช้ไม้ตะบองตีผู้ตายด้วย บิดาจำเลยสมัครใจต่อสู้ และทำร้ายกับผู้ตาย จำเลยเข้าช่วยบิดาทำร้ายผู้ตาย ดังนี้ จำเลยจะแก้ตัวว่าทำโดยป้องกันบิดาไม่ได้ เพราะบิดาจำเลยเป็นฝ่ายผิดเหมือนกันโจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยทั้ง 4 คนสมคบกันใช้ขวาน และมีด ไม้ตะบองทำร้ายนายบิน นายทับถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษ

2จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 249 จำคุกคนละ15 ปี

3ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังว่า นายแพว นายเภาจำเลยเป็นบุตรชายนายทับ นายบินฝ่ายหนึ่ง และนายทับฝ่ายหนึ่ง แต่ละฝ่ายมีพรรคพวกเข้าร่วมมือต่อสู้ทำร้ายกันโดยใจสมัครเพราะมีการท้าทายและต่างมีอาวุธจากบนเรือนลงไปยังพื้นดิน แล้วต่อสู้กัน ต่างฝ่ายต่างมีบาดแผลนายทับถูกบาดเจ็บที่คอเป็นบาดแผลฉกรรจ์มากถึงตายแผลเดียวเท่านั้น ก็ไม่สามารถต่อสู้ต่อไปได้นายบินมีบาดแผลถึง 10 แผลน่าเชื่อว่า พวกของนายทับคือจำเลยเป็นผู้กลุ้มรุมทำร้ายตามคำพยานโจทก์ นายวนจำเลยมีขวาน นายแพวมีมีดซุย นายทนมีมีดซุยนายเภามีไม้ตะบอง บาดแผลของนายบินล้วนแต่ปากแผลเรียบ แพทย์ลงความเห็นว่าถูกอาวุธของแข็งมีคม ไม่มีรอยแผลถูกตีจึงไม่น่าเชื่อว่านายเภาจำเลยได้ใช้ไม้ตะบองตีนายบิน ส่วนนายวน นายแพว นายทนจำเลยน่าเชื่อว่าได้ใช้อาวุธทำร้ายนายบินจริงรูปคดีไม่แน่นักว่าเจตนาจะฆ่ากัน จำเลยต่างคนต่างวิ่งมาช่วยในเวลาเกิดเหตุ อาจจะทำไปโดยหนักมือบ้าง เบามือบ้าง ควรวางโทษนายวน นายแพว นายทนจำเลย ฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 251นายแพวจำเลยจะแก้ตัวว่าทำเพื่อป้องกันบิดาไม่ได้ เพราะบิดาตนสมัครใจเข้าต่อสู้และทำร้ายกับนายบินซึ่งเป็นฝ่ายผิดเหมือนกัน

4พิพากษาแก้ให้ลงโทษนายวน นายแพว นายทนจำเลย ตามมาตรา 251มีบันทึกกฎหมายลักษณะอาญา ให้จำคุกคนละ 7 ปี ปล่อยนายเภาจำเลยไป(เลขวณิชธรรมวิทักษ์-มนูภันย์วิมลสาร-พิบูลย์ไอศวรรย์)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยทั้ง 4 คนสมคบกันใช้ขวาน และมีด ไม้ตะบองทำร้ายนายบิน นายทับถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษ

5จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 249 จำคุกคนละ15 ปี

6ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังว่า นายแพว นายเภาจำเลยเป็นบุตรชายนายทับ นายบินฝ่ายหนึ่ง และนายทับฝ่ายหนึ่ง แต่ละฝ่ายมีพรรคพวกเข้าร่วมมือต่อสู้ทำร้ายกันโดยใจสมัครเพราะมีการท้าทายและต่างมีอาวุธจากบนเรือนลงไปยังพื้นดิน แล้วต่อสู้กัน ต่างฝ่ายต่างมีบาดแผลนายทับถูกบาดเจ็บที่คอเป็นบาดแผลฉกรรจ์มากถึงตายแผลเดียวเท่านั้น ก็ไม่สามารถต่อสู้ต่อไปได้นายบินมีบาดแผลถึง 10 แผลน่าเชื่อว่า พวกของนายทับคือจำเลยเป็นผู้กลุ้มรุมทำร้ายตามคำพยานโจทก์ นายวนจำเลยมีขวาน นายแพวมีมีดซุย นายทนมีมีดซุยนายเภามีไม้ตะบอง บาดแผลของนายบินล้วนแต่ปากแผลเรียบ แพทย์ลงความเห็นว่าถูกอาวุธของแข็งมีคม ไม่มีรอยแผลถูกตีจึงไม่น่าเชื่อว่านายเภาจำเลยได้ใช้ไม้ตะบองตีนายบิน ส่วนนายวน นายแพว นายทนจำเลยน่าเชื่อว่าได้ใช้อาวุธทำร้ายนายบินจริงรูปคดีไม่แน่นักว่าเจตนาจะฆ่ากัน จำเลยต่างคนต่างวิ่งมาช่วยในเวลาเกิดเหตุ อาจจะทำไปโดยหนักมือบ้าง เบามือบ้าง ควรวางโทษนายวน นายแพว นายทนจำเลย ฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 251นายแพวจำเลยจะแก้ตัวว่าทำเพื่อป้องกันบิดาไม่ได้ เพราะบิดาตนสมัครใจเข้าต่อสู้และทำร้ายกับนายบินซึ่งเป็นฝ่ายผิดเหมือนกัน

7พิพากษาแก้ให้ลงโทษนายวน นายแพว นายทนจำเลย ตามมาตรา 251มีบันทึกกฎหมายลักษณะอาญา ให้จำคุกคนละ 7 ปี ปล่อยนายเภาจำเลยไป

(เลขวณิชธรรมวิทักษ์ - มนูภันย์วิมลสาร - พิบูลย์ไอศวรรย์)