D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3734/2543

ผล: ยืน แพ่ง

ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน โจทก์ นางสาว กอบแก้ว สุวรรณสวัสดิ์ หรือ กอบการ เธียรเตชะ กับพวก จำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1จำเลยแต่งตั้งให้ น. เป็นทนายความแก้ต่างแล้ว ต้องถือว่าน. เป็นตัวแทนของจำเลยในการดำเนินกระบวนพิจารณา เมื่อ น. ทราบวันนัดของศาลแล้ว ไม่ไปศาลตามนัดและไม่แจ้งเหตุขัดข้องต้องถือว่าจำเลยขาดนัดโดยจงใจ ที่

2จำเลยฎีกาว่า แม้หากจำเลยไม่ได้ไปศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ศาลชั้นต้นจะต้องหมายแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยให้จำเลยทราบเพื่อที่จะได้สืบพยานจำเลยต่อไปตามที่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นมาว่ากล่าวตั้งแต่ศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจำเลยผู้ฎีกายกขึ้นอ้างได้ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน ทนายจำเลยทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้วมิได้มาศาล ทั้งมิได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือร้องขอเลื่อนคดี ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 202 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว คดีนี้ศาลสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยก็มิได้มาศาล แม้จำเลยจะได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ก็ต้องถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาคดีไปได้

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 6,765,783.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงิน 2,592,686.19 บาท และต้นเงิน 2,925,791.35 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้สัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงินจำนวน 3,729,822.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงิน 2,925,791.35 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า เหตุที่จำเลยที่ 1ไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ทราบวันนัดจากทนายความของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

2ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาโดยจงใจหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1แต่งตั้งให้นายนิรันต์ อินทร์เผือก เป็นทนายความแก้ต่างแล้ว ต้องถือว่านายนิรันต์เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาเมื่อนายนิรันต์ทราบวันนัดของศาลแล้วไม่ไปศาลตามนัด และไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดโดยจงใจ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ศาลชั้นต้นจะต้องหมายแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อที่จะได้สืบพยานจำเลยที่ 1 ต่อไป ตามที่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้นั้นตามปัญหานี้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นมาว่ากล่าวตั้งแต่ศาลชั้นต้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ผู้ฎีกายกขึ้นอ้างได้เห็นว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน ทนายจำเลยที่ 1ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้วมิได้มาศาล ทั้งมิได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือร้องขอเลื่อนคดี ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 202 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว คดีนี้ศาลสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้มาศาล แม้จำเลยที่ 1 จะได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ ก็ต้องถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา ศาลพิพากษาไปได้ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามาชอบแล้ว

3พิพากษายืน

(วิเทพ ศิริพากย์ - ระพินทร บรรจงศิลป - ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์)