คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5836/2539
ผล: ยกคำพิพากษา แพ่งบริษัท ไทยมอริโมโต้ จำกัดโจทก์ บริษัท ยูณีการ์ แอนด์ คัมปะนี จำกัด กับพวกจำเลย
ย่อ / หลักกฎหมาย
1ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์โดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่6ทราบวันนัดด้วยการที่ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์ไปและมีคำสั่งว่าจำเลยที่6ขาดนัดพิจารณาให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินค้าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่6ไปฝ่ายเดียวจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา243(2)ศาลอุทธรณ์จึง
2พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่6ทราบแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่6ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีความหมายว่าให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่6ขาดนัดพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่6ให้ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่6ทราบแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่6ตามรูปคดีโดย
3พิพากษายืนในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่1ที่2ที่3ที่5และที่7แต่ปรากฏว่าหลังจากโจทก์ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่6ซึ่งศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่6ได้ตามคำร้องและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่6เสียจากสารบบความของศาลฎีกาจึงไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่6ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อไปอีก
4ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่6ทราบแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่6ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่1ที่2ที่3ที่5และที่7ที่
5ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งมีความหมายว่า
6พิพากษายืนในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่1ที่2ที่3ที่5และที่7นั้นจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา141(4)และมาตรา142ประกอบด้วยมาตรา246อันเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ก่อน
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,107,665.80 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 3ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 8,200,000 บาทให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 13,200,000 บาท และให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์อีกเป็นจำนวน 5,000,000 บาทหากจำเลยที่ 5 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 5ใช้เงินส่วนที่ยังขาดให้โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธความรับผิด ขอให้ยกฟ้องจำเลย ที่ 6 ขาดนัด ยื่นคำให้การจำเลย ที่ 7 ขาดนัด ยื่นคำให้การ และ ขาดนัดพิจารณาระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5ที่ 6 และที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดด้วย
2พิพากษายกฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2535 ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 4 วันที่ 10 และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535เวลา 9 นาฬิกา และให้ประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 6 และที่ 7ทราบที่หน้าศาล แต่เจ้าหน้าที่ศาลปิดประกาศศาลแพ่งแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่ 7 ทราบวันนัดคนเดียว มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 6 ทราบวันนัดด้วย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 6 ได้ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ของศาลแล้ว การที่ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2535 และมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 6 ขาดนัดพิจารณาให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ไปฝ่ายเดียวจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2)
3พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่ 6 ทราบแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อปี และพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 6 ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ ฎีการะหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ศาลฎีกาอนุญาตจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6
4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวมีความหมายว่าให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 6ขาดนัดพิจารณา และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 6 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่ 6 ทราบแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 6ตามรูปคดี โดย
5พิพากษายืนในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2ที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 แต่ปรากฏว่าหลังจากโจทก์ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 แล้วโจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 1 สิงหาคม 2538 ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6ซึ่งศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ได้ตามคำร้องและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 เสียจากสารบบความของศาลฎีกาจึงไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 6 ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อไปอีกแต่อย่างใดส่วนที่
6โจทก์ฎีกาในทำนองว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ปรากฏว่าที่
7ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่ 6ทราบแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 6 ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 7แต่อย่างใดเลย การที่
8ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งมีความหมายว่า
9พิพากษายืนในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5และที่ 7 นั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 141(4)และมาตรา 142 ประกอบด้วยมาตรา 246 อันเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ก่อนพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5และที่ 7 แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
(อัครวิทย์ สุมาวงศ์ - ก้าน อันนานนท์ - อำนวย หมวดเมือง)