D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2498

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 543/2498

ผล: ยกฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ศาลล่างฟังว่าถ้อยคำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นคำหมิ่นประมาทโจทก์นั้น ไม่มีความหมายเป็นถ้อยคำที่ใส่ความโจทก์

2โจทก์ฎีกาว่า ถ้อยคำนั้นมีความหมายเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความหมายพิเศษเป็นคำหมิ่นประมาทโจทก์เช่นนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคดีนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะข้อหาว่าจำเลยสมคบกันโฆษณาหมิ่นประมาทโจทก์ ขอให้ลงโทษศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ประกาศของจำเลยใช้คำว่า ต้องอธิกรณ์ น่าจะหมายความว่าโจทก์ต้องหาหรือต้องเรื่องราวมากกว่าที่จะหมายความว่าโจทก์ต้องโทษ จึงไม่เป็นการใส่ความจำเลยกระทำตามหน้าที่ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อโจทก์ จึงมีคำสั่งว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลอันควรรับไว้พิจารณา

3โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาโจทก์ข้อ 1. ที่ว่าการพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณามีขอบเขตต่างกันอย่างไรนั้นไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ชัดแจ้งและตรงกับประเด็นฎีกาข้อ 2. ว่าการโฆษณาหมิ่นประมาทจำต้องมีเจตนาร้ายด้วยหรือไม่จึงจะเป็นผิดข้อนี้ได้ตรวจดูคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่โจทก์อ้างถึงแล้ว ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ดังนั้นฎีกาข้อ 3. ว่าข้อความที่ว่า "โจทก์ต้องอธิการณ์ ฉายาปาราชิกฐานคลุกคลีกับมาตุคาม" เป็นหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์หรือไม่ข้อนี้เห็นว่าศาลล่างฟังต้องกันมาว่า คำว่าต้องอธิกรณ์หมายถึงถูกกล่าวหาเท่านั้น ไม่ใช่แปลว่าถูกชี้ขาดลงโทษแล้วจึงไม่ใช่เป็นการใส่ความโจทก์ ที่โจทก์กล่าวว่าความข้อนี้หมายถึงว่าโจทก์เป็นปาราชิกหรือฉายาปาราชิกแล้ว จึงเป็นการเถียงว่าข้อความนี้มีความหมายเป็นพิเศษจากความหมายธรรมดา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และประกาศที่โจทก์กล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์นั้น โจทก์ก็ทราบจนล่วงเลยอายุความแล้วจึงพิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์เสีย ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1543/2498พระภิกษุเรื่อง วงษ์วิจารณ์โจทก์สมเด็จพระวันรัต สังฆนายก ที่ 1 กรมการศาสนา ที่ 2จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 282 ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 219, ม. 220ศาลล่างฟังว่าถ้อยคำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นคำหมิ่นประมาทโจทก์นั้น ไม่มีความหมายเป็นถ้อยคำที่ใส่ความโจทก์

2โจทก์ฎีกาว่า ถ้อยคำนั้นมีความหมายเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความหมายพิเศษเป็นคำหมิ่นประมาทโจทก์เช่นนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคดีนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะข้อหาว่าจำเลยสมคบกันโฆษณาหมิ่นประมาทโจทก์ ขอให้ลงโทษศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ประกาศของจำเลยใช้คำว่า ต้องอธิกรณ์ น่าจะหมายความว่าโจทก์ต้องหาหรือต้องเรื่องราวมากกว่าที่จะหมายความว่าโจทก์ต้องโทษ จึงไม่เป็นการใส่ความจำเลยกระทำตามหน้าที่ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อโจทก์ จึงมีคำสั่งว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลอันควรรับไว้พิจารณา

3โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาโจทก์ข้อ 1. ที่ว่าการพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณามีขอบเขตต่างกันอย่างไรนั้นไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ชัดแจ้งและตรงกับประเด็นฎีกาข้อ 2. ว่าการโฆษณาหมิ่นประมาทจำต้องมีเจตนาร้ายด้วยหรือไม่จึงจะเป็นผิดข้อนี้ได้ตรวจดูคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่โจทก์อ้างถึงแล้ว ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ดังนั้นฎีกาข้อ 3. ว่าข้อความที่ว่า "โจทก์ต้องอธิการณ์ ฉายาปาราชิกฐานคลุกคลีกับมาตุคาม" เป็นหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์หรือไม่ข้อนี้เห็นว่าศาลล่างฟังต้องกันมาว่า คำว่าต้องอธิกรณ์หมายถึงถูกกล่าวหาเท่านั้น ไม่ใช่แปลว่าถูกชี้ขาดลงโทษแล้วจึงไม่ใช่เป็นการใส่ความโจทก์ ที่โจทก์กล่าวว่าความข้อนี้หมายถึงว่าโจทก์เป็นปาราชิกหรือฉายาปาราชิกแล้ว จึงเป็นการเถียงว่าข้อความนี้มีความหมายเป็นพิเศษจากความหมายธรรมดา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และประกาศที่โจทก์กล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์นั้น โจทก์ก็ทราบจนล่วงเลยอายุความแล้วจึงพิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์เสีย(ดุลยกรณ์พิทารณ์-ธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร-จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: คดีนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะข้อหาว่าจำเลยสมคบกันโฆษณาหมิ่นประมาทโจทก์ ขอให้ลงโทษศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ประกาศของจำเลยใช้คำว่า ต้องอธิกรณ์ น่าจะหมายความว่าโจทก์ต้องหาหรือต้องเรื่องราวมากกว่าที่จะหมายความว่าโจทก์ต้องโทษ จึงไม่เป็นการใส่ความจำเลยกระทำตามหน้าที่ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อโจทก์ จึงมีคำสั่งว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลอันควรรับไว้พิจารณา

4โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาโจทก์ข้อ 1. ที่ว่าการพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณามีขอบเขตต่างกันอย่างไรนั้นไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ชัดแจ้งและตรงกับประเด็นฎีกาข้อ 2. ว่าการโฆษณาหมิ่นประมาทจำต้องมีเจตนาร้ายด้วยหรือไม่จึงจะเป็นผิดข้อนี้ได้ตรวจดูคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่โจทก์อ้างถึงแล้ว ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ดังนั้นฎีกาข้อ 3. ว่าข้อความที่ว่า "โจทก์ต้องอธิการณ์ ฉายาปาราชิกฐานคลุกคลีกับมาตุคาม" เป็นหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์หรือไม่ข้อนี้เห็นว่าศาลล่างฟังต้องกันมาว่า คำว่าต้องอธิกรณ์หมายถึงถูกกล่าวหาเท่านั้น ไม่ใช่แปลว่าถูกชี้ขาดลงโทษแล้วจึงไม่ใช่เป็นการใส่ความโจทก์ ที่โจทก์กล่าวว่าความข้อนี้หมายถึงว่าโจทก์เป็นปาราชิกหรือฉายาปาราชิกแล้ว จึงเป็นการเถียงว่าข้อความนี้มีความหมายเป็นพิเศษจากความหมายธรรมดา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และประกาศที่โจทก์กล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์นั้น โจทก์ก็ทราบจนล่วงเลยอายุความแล้วจึงพิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์เสีย

(ดุลยกรณ์พิทารณ์ - ธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร - จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์)