ย่อ / หลักกฎหมาย
1พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (17), 83, 91, 287/1 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
2จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1
3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันชักจูงให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร 2 กระทง จำคุกกระทงละคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
4จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์เป็นพับ
5จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
6ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า วันที่ 6 ธันวาคม 2565
7จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยไม่เคยถอนคำให้การเดิมที่เคยให้การปฏิเสธต่อศาลชั้นต้นและให้การรับสารภาพตามที่ฎีกาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองนอกจากจะเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่โจทก์ที่ 1 และครอบครัวแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกในสิ่งที่ทำ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะได้ชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่เป็นการชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่
8ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับคำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป ทั้ง
9จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3
10พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
(อดุลย์ ขันทอง - เลิศชาย จิวะชาติ - กันยารัตน์ ดำรงรัตน์)
ศาลจังหวัดรัตนบุรี - นายสัชฌะเทพ อยู่โปร่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์