ย่อ / หลักกฎหมาย
1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ และถึงแม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาย อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 10,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานระหว่างพักรักษาตัวเป็นเงิน 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง
2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 14,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) เสียด้วย และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
4โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า นาย อ. ผู้เสียหาย นายอนัย และนางบัวสอน มารดาผู้เสียหายเป็นราษฎรบ้านม่วง หมู่ที่ 5 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนจำเลยและนายณัฐพล บุตรชายเป็นราษฎรบ้านโนนกระแต หมู่ที่ 11 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหาย นายอนัย นายบุญมี และนายทรงศักดิ์ นั่งดื่มสุราและรับประทานอาหารอยู่ที่หน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์จากบริเวณกระท่อมนาริมสระน้ำที่เกิดเหตุด้านทิศตะวันออกผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ไปซื้อน้ำแข็ง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์กลับไปที่เกิดเหตุ นายอนัยขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตามไปพบจำเลยและนายณัฐพลอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงที่ท้อง
5คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและนายอนัยเบิกความหลังเกิดเหตุปีเศษ น่าจะเข้าใจหรือจำรายละเอียดเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไป ผู้เสียหายและนายอนัยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายและนายอนัยมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็นผู้แทงผู้เสียหายนั้น ชั้นสอบสวนจำเลยมีทนายความ
6จำเลยให้การปฏิเสธ โดยไม่ให้รายละเอียด ส่วนนายณัฐพลให้การชั้นสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุทั้งสี่คนห้ามกันและยื้อกันไปมาจนล้มลงด้วยกันทั้งสี่คน มีดที่ถืออยู่ในมือจึงแทงเข้าหน้าท้องด้านขวาโดยนายณัฐพลไม่ได้ตั้งใจ แม้จะเป็นไปในทำนองเดียวกับที่นายณัฐพลเบิกความในชั้นพิจารณาว่าเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย แต่เป็นการให้การหลังเกิดเหตุกว่า 2 เดือน นายณัฐพลมีเวลาคิดไตร่ตรองปรุงแต่งคำให้การ ทั้งคำให้การและคำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับร่องรอยบาดแผลของผู้เสียหายที่มีรอยลากยาวเป็นเส้นโค้งสลับไปมาจากบริเวณหน้าอกด้านซ้ายมาที่บริเวณลำตัวด้านขวาที่น่าจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายยื้อแย่งมีดกันกับจำเลยในระยะประชั้นชิดเช่นที่ผู้เสียหายเบิกความ ไม่ใช่ในลักษณะที่ผู้เสียหายพุ่งเข้ามาจะทำร้ายนายณัฐพล จึงถูกนายณัฐพลใช้อาวุธมีดแทงในขณะที่ผู้เสียหายนอนหงาย นายณัฐพลคร่อมอยู่ด้านบนมีนายอนัยยืนอยู่ด้านหลังดึงนายณัฐพลไว้เช่นที่นายณัฐพลเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่
7ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วผ่านกลุ่มผู้เสียหายที่กำลังนั่งดื่มสุรา ผู้เสียหายเดินออกไปที่ถนนเพื่อจะโบกให้นายณัฐพลหยุดรถจักรยานยนต์ นายณัฐพลไม่หยุด แต่ขับรถจักรยานยนต์กลับไปที่กระท่อมนาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยฟัง ฝ่ายจำเลยและฝ่ายผู้เสียหายเป็นราษฎรคนละหมู่บ้านกัน ระหว่างนั้นนายอนัยและผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ขับรถจักรยานยนต์ตามมา แล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เสียหายและนายณัฐพลจะชกต่อยทำร้ายกัน จำเลยซึ่งเป็นบิดาของนายณัฐพลจึงเข้าห้ามและใช้มีดแทงทำร้ายผู้เสียหายก็ด้วยความรักความห่วงใยบุตร เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยก็ไม่ได้แทงซ้ำอีก มูลเหตุของเรื่องไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดกัน ทั้งผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุปลายแหลม ไม่ทะลุช่องท้อง นอนรักษาในโรงพยาบาล วันที่ 8 ถึง 10 พฤษภาคม 2559 บาดแผลทุเลาใน 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน แสดงว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไป โดยการรอการลงโทษจำคุก แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้ ส่วนที่
8โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า
9โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ สำหรับค่าสินไหมทดแทนมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้มานั้น เหมาะสมแล้ว แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
10พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2563พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดมโจทก์นาย อ.ผู้ร้องนาย ว.จำเลย ป.วิ.อ. ม. 46, ม. 195 วรรคสอง, ม. 225
11โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ และถึงแม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
12โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาย อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 10,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานระหว่างพักรักษาตัวเป็นเงิน 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง
13ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 14,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
14จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) เสียด้วย และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
15โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า นาย อ. ผู้เสียหาย นายอนัย และนางบัวสอน มารดาผู้เสียหายเป็นราษฎรบ้านม่วง หมู่ที่ 5 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนจำเลยและนายณัฐพล บุตรชายเป็นราษฎรบ้านโนนกระแต หมู่ที่ 11 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหาย นายอนัย นายบุญมี และนายทรงศักดิ์ นั่งดื่มสุราและรับประทานอาหารอยู่ที่หน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์จากบริเวณกระท่อมนาริมสระน้ำที่เกิดเหตุด้านทิศตะวันออกผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ไปซื้อน้ำแข็ง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์กลับไปที่เกิดเหตุ นายอนัยขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตามไปพบจำเลยและนายณัฐพลอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงที่ท้อง
16คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและนายอนัยเบิกความหลังเกิดเหตุปีเศษ น่าจะเข้าใจหรือจำรายละเอียดเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไป ผู้เสียหายและนายอนัยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายและนายอนัยมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็นผู้แทงผู้เสียหายนั้น ชั้นสอบสวนจำเลยมีทนายความ
17จำเลยให้การปฏิเสธ โดยไม่ให้รายละเอียด ส่วนนายณัฐพลให้การชั้นสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุทั้งสี่คนห้ามกันและยื้อกันไปมาจนล้มลงด้วยกันทั้งสี่คน มีดที่ถืออยู่ในมือจึงแทงเข้าหน้าท้องด้านขวาโดยนายณัฐพลไม่ได้ตั้งใจ แม้จะเป็นไปในทำนองเดียวกับที่นายณัฐพลเบิกความในชั้นพิจารณาว่าเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย แต่เป็นการให้การหลังเกิดเหตุกว่า 2 เดือน นายณัฐพลมีเวลาคิดไตร่ตรองปรุงแต่งคำให้การ ทั้งคำให้การและคำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับร่องรอยบาดแผลของผู้เสียหายที่มีรอยลากยาวเป็นเส้นโค้งสลับไปมาจากบริเวณหน้าอกด้านซ้ายมาที่บริเวณลำตัวด้านขวาที่น่าจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายยื้อแย่งมีดกันกับจำเลยในระยะประชั้นชิดเช่นที่ผู้เสียหายเบิกความ ไม่ใช่ในลักษณะที่ผู้เสียหายพุ่งเข้ามาจะทำร้ายนายณัฐพล จึงถูกนายณัฐพลใช้อาวุธมีดแทงในขณะที่ผู้เสียหายนอนหงาย นายณัฐพลคร่อมอยู่ด้านบนมีนายอนัยยืนอยู่ด้านหลังดึงนายณัฐพลไว้เช่นที่นายณัฐพลเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่
18ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วผ่านกลุ่มผู้เสียหายที่กำลังนั่งดื่มสุรา ผู้เสียหายเดินออกไปที่ถนนเพื่อจะโบกให้นายณัฐพลหยุดรถจักรยานยนต์ นายณัฐพลไม่หยุด แต่ขับรถจักรยานยนต์กลับไปที่กระท่อมนาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยฟัง ฝ่ายจำเลยและฝ่ายผู้เสียหายเป็นราษฎรคนละหมู่บ้านกัน ระหว่างนั้นนายอนัยและผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ขับรถจักรยานยนต์ตามมา แล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เสียหายและนายณัฐพลจะชกต่อยทำร้ายกัน จำเลยซึ่งเป็นบิดาของนายณัฐพลจึงเข้าห้ามและใช้มีดแทงทำร้ายผู้เสียหายก็ด้วยความรักความห่วงใยบุตร เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยก็ไม่ได้แทงซ้ำอีก มูลเหตุของเรื่องไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดกัน ทั้งผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุปลายแหลม ไม่ทะลุช่องท้อง นอนรักษาในโรงพยาบาล วันที่ 8 ถึง 10 พฤษภาคม 2559 บาดแผลทุเลาใน 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน แสดงว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไป โดยการรอการลงโทษจำคุก แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้ ส่วนที่
19โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า
20โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ สำหรับค่าสินไหมทดแทนมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้มานั้น เหมาะสมแล้ว แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
21พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์-จักษ์ชัย เยพิทักษ์-เธียรดนัย ธรรมดุษฎี)ศาลจังหวัดเดชอุดม - นายยุทธนา รังษีกาญจน์ส่องศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวันชัย บัวเทียนแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาอ.1258/2562หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา:
22โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาย อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 10,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานระหว่างพักรักษาตัวเป็นเงิน 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง
23ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 14,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
24จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) เสียด้วย และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
25โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า นาย อ. ผู้เสียหาย นายอนัย และนางบัวสอน มารดาผู้เสียหายเป็นราษฎรบ้านม่วง หมู่ที่ 5 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนจำเลยและนายณัฐพล บุตรชายเป็นราษฎรบ้านโนนกระแต หมู่ที่ 11 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหาย นายอนัย นายบุญมี และนายทรงศักดิ์ นั่งดื่มสุราและรับประทานอาหารอยู่ที่หน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์จากบริเวณกระท่อมนาริมสระน้ำที่เกิดเหตุด้านทิศตะวันออกผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ไปซื้อน้ำแข็ง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์กลับไปที่เกิดเหตุ นายอนัยขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตามไปพบจำเลยและนายณัฐพลอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงที่ท้อง
26คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและนายอนัยเบิกความหลังเกิดเหตุปีเศษ น่าจะเข้าใจหรือจำรายละเอียดเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไป ผู้เสียหายและนายอนัยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายและนายอนัยมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็นผู้แทงผู้เสียหายนั้น ชั้นสอบสวนจำเลยมีทนายความ
27จำเลยให้การปฏิเสธ โดยไม่ให้รายละเอียด ส่วนนายณัฐพลให้การชั้นสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุทั้งสี่คนห้ามกันและยื้อกันไปมาจนล้มลงด้วยกันทั้งสี่คน มีดที่ถืออยู่ในมือจึงแทงเข้าหน้าท้องด้านขวาโดยนายณัฐพลไม่ได้ตั้งใจ แม้จะเป็นไปในทำนองเดียวกับที่นายณัฐพลเบิกความในชั้นพิจารณาว่าเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย แต่เป็นการให้การหลังเกิดเหตุกว่า 2 เดือน นายณัฐพลมีเวลาคิดไตร่ตรองปรุงแต่งคำให้การ ทั้งคำให้การและคำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับร่องรอยบาดแผลของผู้เสียหายที่มีรอยลากยาวเป็นเส้นโค้งสลับไปมาจากบริเวณหน้าอกด้านซ้ายมาที่บริเวณลำตัวด้านขวาที่น่าจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายยื้อแย่งมีดกันกับจำเลยในระยะประชั้นชิดเช่นที่ผู้เสียหายเบิกความ ไม่ใช่ในลักษณะที่ผู้เสียหายพุ่งเข้ามาจะทำร้ายนายณัฐพล จึงถูกนายณัฐพลใช้อาวุธมีดแทงในขณะที่ผู้เสียหายนอนหงาย นายณัฐพลคร่อมอยู่ด้านบนมีนายอนัยยืนอยู่ด้านหลังดึงนายณัฐพลไว้เช่นที่นายณัฐพลเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่
28ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วผ่านกลุ่มผู้เสียหายที่กำลังนั่งดื่มสุรา ผู้เสียหายเดินออกไปที่ถนนเพื่อจะโบกให้นายณัฐพลหยุดรถจักรยานยนต์ นายณัฐพลไม่หยุด แต่ขับรถจักรยานยนต์กลับไปที่กระท่อมนาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยฟัง ฝ่ายจำเลยและฝ่ายผู้เสียหายเป็นราษฎรคนละหมู่บ้านกัน ระหว่างนั้นนายอนัยและผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ขับรถจักรยานยนต์ตามมา แล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เสียหายและนายณัฐพลจะชกต่อยทำร้ายกัน จำเลยซึ่งเป็นบิดาของนายณัฐพลจึงเข้าห้ามและใช้มีดแทงทำร้ายผู้เสียหายก็ด้วยความรักความห่วงใยบุตร เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยก็ไม่ได้แทงซ้ำอีก มูลเหตุของเรื่องไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดกัน ทั้งผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุปลายแหลม ไม่ทะลุช่องท้อง นอนรักษาในโรงพยาบาล วันที่ 8 ถึง 10 พฤษภาคม 2559 บาดแผลทุเลาใน 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน แสดงว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไป โดยการรอการลงโทษจำคุก แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้ ส่วนที่
29โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า
30โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ สำหรับค่าสินไหมทดแทนมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้มานั้น เหมาะสมแล้ว แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
31พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2563พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดมโจทก์นาย อ.ผู้ร้องนาย ว.จำเลย ป.วิ.อ. ม. 46, ม. 195 วรรคสอง, ม. 225
32โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ และถึงแม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
33โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาย อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 10,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานระหว่างพักรักษาตัวเป็นเงิน 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง
34ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 14,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
35จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) เสียด้วย และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
36โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า นาย อ. ผู้เสียหาย นายอนัย และนางบัวสอน มารดาผู้เสียหายเป็นราษฎรบ้านม่วง หมู่ที่ 5 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนจำเลยและนายณัฐพล บุตรชายเป็นราษฎรบ้านโนนกระแต หมู่ที่ 11 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหาย นายอนัย นายบุญมี และนายทรงศักดิ์ นั่งดื่มสุราและรับประทานอาหารอยู่ที่หน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์จากบริเวณกระท่อมนาริมสระน้ำที่เกิดเหตุด้านทิศตะวันออกผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ไปซื้อน้ำแข็ง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์กลับไปที่เกิดเหตุ นายอนัยขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตามไปพบจำเลยและนายณัฐพลอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงที่ท้อง
37คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและนายอนัยเบิกความหลังเกิดเหตุปีเศษ น่าจะเข้าใจหรือจำรายละเอียดเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไป ผู้เสียหายและนายอนัยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายและนายอนัยมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็นผู้แทงผู้เสียหายนั้น ชั้นสอบสวนจำเลยมีทนายความ
38จำเลยให้การปฏิเสธ โดยไม่ให้รายละเอียด ส่วนนายณัฐพลให้การชั้นสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุทั้งสี่คนห้ามกันและยื้อกันไปมาจนล้มลงด้วยกันทั้งสี่คน มีดที่ถืออยู่ในมือจึงแทงเข้าหน้าท้องด้านขวาโดยนายณัฐพลไม่ได้ตั้งใจ แม้จะเป็นไปในทำนองเดียวกับที่นายณัฐพลเบิกความในชั้นพิจารณาว่าเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย แต่เป็นการให้การหลังเกิดเหตุกว่า 2 เดือน นายณัฐพลมีเวลาคิดไตร่ตรองปรุงแต่งคำให้การ ทั้งคำให้การและคำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับร่องรอยบาดแผลของผู้เสียหายที่มีรอยลากยาวเป็นเส้นโค้งสลับไปมาจากบริเวณหน้าอกด้านซ้ายมาที่บริเวณลำตัวด้านขวาที่น่าจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายยื้อแย่งมีดกันกับจำเลยในระยะประชั้นชิดเช่นที่ผู้เสียหายเบิกความ ไม่ใช่ในลักษณะที่ผู้เสียหายพุ่งเข้ามาจะทำร้ายนายณัฐพล จึงถูกนายณัฐพลใช้อาวุธมีดแทงในขณะที่ผู้เสียหายนอนหงาย นายณัฐพลคร่อมอยู่ด้านบนมีนายอนัยยืนอยู่ด้านหลังดึงนายณัฐพลไว้เช่นที่นายณัฐพลเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่
39ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วผ่านกลุ่มผู้เสียหายที่กำลังนั่งดื่มสุรา ผู้เสียหายเดินออกไปที่ถนนเพื่อจะโบกให้นายณัฐพลหยุดรถจักรยานยนต์ นายณัฐพลไม่หยุด แต่ขับรถจักรยานยนต์กลับไปที่กระท่อมนาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยฟัง ฝ่ายจำเลยและฝ่ายผู้เสียหายเป็นราษฎรคนละหมู่บ้านกัน ระหว่างนั้นนายอนัยและผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ขับรถจักรยานยนต์ตามมา แล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เสียหายและนายณัฐพลจะชกต่อยทำร้ายกัน จำเลยซึ่งเป็นบิดาของนายณัฐพลจึงเข้าห้ามและใช้มีดแทงทำร้ายผู้เสียหายก็ด้วยความรักความห่วงใยบุตร เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยก็ไม่ได้แทงซ้ำอีก มูลเหตุของเรื่องไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดกัน ทั้งผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุปลายแหลม ไม่ทะลุช่องท้อง นอนรักษาในโรงพยาบาล วันที่ 8 ถึง 10 พฤษภาคม 2559 บาดแผลทุเลาใน 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน แสดงว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไป โดยการรอการลงโทษจำคุก แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้ ส่วนที่
40โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า
41โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ สำหรับค่าสินไหมทดแทนมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้มานั้น เหมาะสมแล้ว แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
42พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์-จักษ์ชัย เยพิทักษ์-เธียรดนัย ธรรมดุษฎี)ศาลจังหวัดเดชอุดม - นายยุทธนา รังษีกาญจน์ส่องศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวันชัย บัวเทียนแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาอ.1258/2562หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุหมายเหตุ: 2533. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 360/2563 พิมพ์คำพิพากษา
43โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 451,972,265.83 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 221,873,561.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
44จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย
45ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์
46พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องฟ้องเคลือบคลุมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็มิได้หยิบยกประเด็นข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยเพื่อตัดฟ้องโจทก์ กรณีจึงมีผลเท่ากับว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมอันเป็นการสมประโยชน์แก่โจทก์ที่นำคดีมาฟ้องอยู่แล้ว ทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็มิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบอย่างไร ประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 51 ปัญหานี้แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคก็ไม่อาจวินิจฉัยได้ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดภาระพิสูจน์และหน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้
47โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากและฝากเงินไว้กับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) รวม 10 บัญชี ต่อมา ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) กระทำการทุจริตถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวทั้งสิบบัญชีโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยต่อสู้คดีว่า ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ถอนเงินจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์โดยทุจริต แต่โจทก์เบิกถอนเงินเองโดยการโอนเงินไปยังบัญชีอื่น เพื่อหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารดังกล่าวและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์เพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชี โจทก์มอบสมุดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์มีภาระหนี้กับธนาคารดังกล่าวโดยยินยอมให้นำเงินในบัญชีมาหักชำระหนี้ได้ โจทก์อ้างว่าฝากเงินต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี ไม่เคยถอนเงิน แต่มีรายการถอนเงินอย่างต่อเนื่อง โจทก์ไม่ตรวจสอบเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ เห็นว่า ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จำเลยต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการรับฝากเงินแก่ประชาชนเป็นการทั่วไป โดยธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับฝากเงินและทำธุรกรรมทางการเงินโดยตรงกับโจทก์ตั้งแต่ช่วงปี 2534 ถึงปี 2540 ส่วนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับโอนกิจการมา ดังนี้ขั้นตอนการให้บริการด้านสมุดเงินฝาก งานบัญชี ธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งวิธีการบันทึกหลักฐานการรับฝากเงินและเบิกถอนเงิน ตลอดจนการทำหลักฐานเอกสารด้านบัญชีการโอนกิจการระหว่างธนาคารดังกล่าว จึงเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยตรงของฝ่ายจำเลย ที่จำเลยต่อสู้คดีว่าโจทก์เบิกถอนเงินเองโดยโอนไปยังบัญชีอื่นเพื่อหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารดังกล่าวและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์เพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชี และเป็นการหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) นั้นจำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับประเด็นความรับผิดของจำเลยนั้น เห็นว่า พยานจำเลยทั้งสองปากเป็นพนักงานธนาคารมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลบัญชีของลูกค้า คำเบิกความของพยานทั้งสองเป็นการเบิกความในหน้าที่ประจำที่ทำอยู่ตามขั้นตอนงานบัญชี ตรงตามเอกสารของฝ่ายจำเลยทุกฉบับ จึงมีความน่าเชื่อถือที่จะรับฟัง นอกจากนี้จำเลยมีต้นฉบับเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ตามเช็คเงินสดมายืนยันอันบ่งชี้ได้ว่าจำเลยเบิกถอนเงินตามคำสั่งของโจทก์ หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยเบิกถอนเงินของโจทก์ออกไปโดยทุจริตไม่ ทั้งนายธวัชชัยยังเบิกความยืนยันว่าโจทก์ถอนเงินสดและขอให้โอนเงินในบัญชีของโจทก์ไปยังบัญชีบริษัทซี.วี. ดับบลิว จำกัด และบริษัทพีรกานต์แมนชั่น จำกัด ที่โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ พยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวข้างต้นแสดงได้ว่าธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้เบิกถอนเงินสดของโจทก์ไปโดยชอบ ส่วนพยานโจทก์ โจทก์อ้างตนเองเบิกความเฉพาะรายการฝากเงินในส่วนที่เป็นรายการฝากเงินของตัวโจทก์เอง แต่รายการเบิกถอนเงินสด โอนเงินสด โอนหักบัญชีตามพยานเอกสารของจำเลย ที่ทนายจำเลยถามค้าน โจทก์ตอบคำถามค้านทำนองว่าไม่รู้ ไม่รับรอง ไม่ยืนยันลายมือชื่อ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ทำเองฝ่ายเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นหักล้างพยานเอกสารของจำเลยและเป็นการขัดแย้งกับเอกสารของจำเลย อีกประการหนึ่งโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการกู้เงินกับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เพื่อทำธุรกิจมีเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท แต่เมื่อเงินในบัญชีของโจทก์ที่อ้างว่าถูกถอนออกไปจากบัญชีทั้งสิบบัญชีตั้งแต่ช่วงปี 2534 ถึง 2541 โจทก์กลับไม่ได้ตรวจสอบยอดเงินที่หายไปจำนวนมาก จนระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 10 ปี จึงมาติดตามทวงถาม นับเป็นการผิดวิสัยผู้ประกอบธุรกิจที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก ข้อนำสืบของโจทก์จึงเลื่อนลอยขาดน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักการรับฟังยิ่งกว่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า รายการเบิกถอนเงินของจำเลยออกจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์ จำเลยได้ทำรายการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์โดยถูกต้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินฝากตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล สำหรับฎีกาของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อฎีกาโจทก์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ได้ ดังนั้นถึงหากวินิจฉัยฎีกาของจำเลยประเด็นข้อนี้ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป
48พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 360/2563นาย ช.โจทก์ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย ป.วิ.พ. ม. 225, ม. 252 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 51
49โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 451,972,265.83 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 221,873,561.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
50จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย
51ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์
52พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องฟ้องเคลือบคลุมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็มิได้หยิบยกประเด็นข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยเพื่อตัดฟ้องโจทก์ กรณีจึงมีผลเท่ากับว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมอันเป็นการสมประโยชน์แก่โจทก์ที่นำคดีมาฟ้องอยู่แล้ว ทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็มิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบอย่างไร ประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 51 ปัญหานี้แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคก็ไม่อาจวินิจฉัยได้ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดภาระพิสูจน์และหน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้
53โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากและฝากเงินไว้กับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) รวม 10 บัญชี ต่อมา ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) กระทำการทุจริตถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวทั้งสิบบัญชีโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยต่อสู้คดีว่า ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ถอนเงินจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์โดยทุจริต แต่โจทก์เบิกถอนเงินเองโดยการโอนเงินไปยังบัญชีอื่น เพื่อหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารดังกล่าวและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์เพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชี โจทก์มอบสมุดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์มีภาระหนี้กับธนาคารดังกล่าวโดยยินยอมให้นำเงินในบัญชีมาหักชำระหนี้ได้ โจทก์อ้างว่าฝากเงินต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี ไม่เคยถอนเงิน แต่มีรายการถอนเงินอย่างต่อเนื่อง โจทก์ไม่ตรวจสอบเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ เห็นว่า ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จำเลยต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการรับฝากเงินแก่ประชาชนเป็นการทั่วไป โดยธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับฝากเงินและทำธุรกรรมทางการเงินโดยตรงกับโจทก์ตั้งแต่ช่วงปี 2534 ถึงปี 2540 ส่วนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับโอนกิจการมา ดังนี้ขั้นตอนการให้บริการด้านสมุดเงินฝาก งานบัญชี ธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งวิธีการบันทึกหลักฐานการรับฝากเงินและเบิกถอนเงิน ตลอดจนการทำหลักฐานเอกสารด้านบัญชีการโอนกิจการระหว่างธนาคารดังกล่าว จึงเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยตรงของฝ่ายจำเลย ที่จำเลยต่อสู้คดีว่าโจทก์เบิกถอนเงินเองโดยโอนไปยังบัญชีอื่นเพื่อหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารดังกล่าวและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์เพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชี และเป็นการหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) นั้นจำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับประเด็นความรับผิดของจำเลยนั้น เห็นว่า พยานจำเลยทั้งสองปากเป็นพนักงานธนาคารมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลบัญชีของลูกค้า คำเบิกความของพยานทั้งสองเป็นการเบิกความในหน้าที่ประจำที่ทำอยู่ตามขั้นตอนงานบัญชี ตรงตามเอกสารของฝ่ายจำเลยทุกฉบับ จึงมีความน่าเชื่อถือที่จะรับฟัง นอกจากนี้จำเลยมีต้นฉบับเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ตามเช็คเงินสดมายืนยันอันบ่งชี้ได้ว่าจำเลยเบิกถอนเงินตามคำสั่งของโจทก์ หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยเบิกถอนเงินของโจทก์ออกไปโดยทุจริตไม่ ทั้งนายธวัชชัยยังเบิกความยืนยันว่าโจทก์ถอนเงินสดและขอให้โอนเงินในบัญชีของโจทก์ไปยังบัญชีบริษัทซี.วี. ดับบลิว จำกัด และบริษัทพีรกานต์แมนชั่น จำกัด ที่โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ พยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวข้างต้นแสดงได้ว่าธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้เบิกถอนเงินสดของโจทก์ไปโดยชอบ ส่วนพยานโจทก์ โจทก์อ้างตนเองเบิกความเฉพาะรายการฝากเงินในส่วนที่เป็นรายการฝากเงินของตัวโจทก์เอง แต่รายการเบิกถอนเงินสด โอนเงินสด โอนหักบัญชีตามพยานเอกสารของจำเลย ที่ทนายจำเลยถามค้าน โจทก์ตอบคำถามค้านทำนองว่าไม่รู้ ไม่รับรอง ไม่ยืนยันลายมือชื่อ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ทำเองฝ่ายเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นหักล้างพยานเอกสารของจำเลยและเป็นการขัดแย้งกับเอกสารของจำเลย อีกประการหนึ่งโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการกู้เงินกับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เพื่อทำธุรกิจมีเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท แต่เมื่อเงินในบัญชีของโจทก์ที่อ้างว่าถูกถอนออกไปจากบัญชีทั้งสิบบัญชีตั้งแต่ช่วงปี 2534 ถึง 2541 โจทก์กลับไม่ได้ตรวจสอบยอดเงินที่หายไปจำนวนมาก จนระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 10 ปี จึงมาติดตามทวงถาม นับเป็นการผิดวิสัยผู้ประกอบธุรกิจที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก ข้อนำสืบของโจทก์จึงเลื่อนลอยขาดน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักการรับฟังยิ่งกว่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า รายการเบิกถอนเงินของจำเลยออกจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์ จำเลยได้ทำรายการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์โดยถูกต้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินฝากตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล สำหรับฎีกาของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อฎีกาโจทก์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ได้ ดังนั้นถึงหากวินิจฉัยฎีกาของจำเลยประเด็นข้อนี้ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป
54พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(สันติ วงศ์รัตนานนท์ - ประมวญ รักศิลธรรม - จรัญ รัตตมณี)
ศาลแพ่ง - นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติศาลอุทธรณ์ - นายเจษฎาวิทย์ ไทยสยาม