คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14/2520 อาญา มี 2 ฉบับ
พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นางวิง จิตรหลัง โจทก์ สิบตำรวจตรีวีระ แท่นจันทร์ กับพวก จำเลย
จำเลยจะขอถอนฎีกาโดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ฎีกาจำเลยก็ไม่ขอถอนหาได้ไม่
ระบบตอบช้ากว่าปกติ ยังทำงานอยู่
พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นางวิง จิตรหลัง โจทก์ สิบตำรวจตรีวีระ แท่นจันทร์ กับพวก จำเลย
จำเลยจะขอถอนฎีกาโดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ฎีกาจำเลยก็ไม่ขอถอนหาได้ไม่
นางสาวแฉ่ ช่วงชู โจทก์ นางช้อง อำพันเย็น จำเลย นางช่าย นำเจริญ กับพวก ผู้คัดค้าน
ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในข้อที่ว่าการที่จำเลยยกเรือนเก่าๆให้ผู้ร้องโดยผู้ร้องรื้อและสร้างใหม่นั้นไม่ต้องทำหลักฐานทางทะเบียน การยกให้ใช้ได้ตามกฎหมาย และว่าศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาฟังว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา…
พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายสมิตร สมิทธินันท์ จำเลย
จำเลยมิได้แก้ไขฎีกาตามที่ศาลชั้นต้นสั่งภายในกำหนดเวลาศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยได้
นางสาวจินตนา คุ่ยสวัสดิ์ โจทก์ นางสาวลักขณา แก้วสาคร กับพวก จำเลย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน15,370 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย3,200 บาท เช่นนี้เป็นการแก้ไขเล็กน้อย
นายลาย สายทอง โจทก์ นายมุข กิ่งจันทร์มล จำเลย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้บังคับโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุที่จะต้องทุเลาการบังคับ
นายเล็ก กรรณวนิช โจทก์ นายสมพงษ์ โตยั่งยืนทรัพย์ จำเลย
โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนต่อถ้อยคำสำนวน และปราศจากหลักฐานสนับสนุน เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนมิได้ฟังนอกสำนวนตามฎีกา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง. ส่วนฎีกาว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีทำไว้เพียง 1,150,000 บาท จำเลยเบิกเกินไปแล้ว ไม่มีเงินในบัญชีจำเลยพอจ่ายตามเช็คได้…
นายทองหล่อ ภู่สุวรรณ โจทก์ นายจำนิตย์ พรหมบุตร จำเลย
ข้อฎีกาว่า ก่อนฟ้องโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวทวงถามนั้นแม้จำเลยจะให้การต่อสู้ไว้ แต่มิได้ยืนยันว่าเพราะเหตุนี้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนข้อที่ว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์ นำมาฟ้องไม่มีผลทางกฎหมายเพราะจำเลยไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ ที่ปิดไว้ใน สัญญากู้เงินด้วยตนเองนั้น…
นายดอรอซิงห์ โจทก์ นายโซยันซิงห์ รันดาเว จำเลย
จำเลยมิได้ยกปัญหาข้อกฎหมายที่ประสงค์อ้างอิงขึ้นกล่าวให้ชัดแจ้งในฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 249
พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายมุ้ยซิน แซ่โก จำเลย
การขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาที่มิใช่เป็นการขอเพิ่มเติมเล็กน้อยนั้น ต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมภายในกำหนดอายุความฎีกา
พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายอารีย์ เทพสุภา กับพวก จำเลย
การวินิจฉัยว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น พิจารณาจากโทษในความผิดแต่ละกระทงว่ากระทงใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยทั้ง 3 กระทงรวมทั้งสิ้นมีกำหนดโทษจำคุก1 ปี 1 เดือน แต่โทษแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 1 ปี1 เดือน แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ซึ่งเป็นการแก้ไขมากก็ตามแต่ก็คงลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน…
พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี โจทก์ นายเทียน แช่มปรุง กับพวก จำเลย
ฎีกาว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ช และครอบครองโดยสุจริตตลอดมานั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ ศาลอุทธรณ์ ฟังว่า จำเลยซื้อเฉพาะที่ดินติดต่อที่พิพาททางทิศเหนือ จาก ช.และจำเลยเพิ่งจะมาล้อมรั้วปิดกั้นบุกรุกที่พิพาทเมื่อ พ.ศ.2509จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
นางอืด รุจิยาปนนท์ (หม้าย) กับพวก โจทก์ นายพิชิต ศรีมาลา กับพวก จำเลย
คดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริงนั้นต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
พระครูสังฆรักษ์ผล เจ้าอาวาสวัดบุญรอดธรรมาราม โจทก์ พระครูศรีวรพินิจ เจ้าคณะตำบลบางนา-บางจาก กับพวก จำเลย
ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำการก้าวก่ายอำนาจหน้าที่กันโดยไม่ได้รายงานความผิดไปตามลำดับ เมื่อจำเลยที่ 3ได้รับรายงานแล้วก็มิได้ทำการสอบสวน เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 5(พ.ศ.2506) ข้อ47 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาที่ว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดจากท้องสำนวนนั้นโจทก์ไม่ได้…
พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นายบุญช่วย อัตถากร นายเกตุ วงศ์กาไสย โจทก์ นายเกียรติ นาคะพงษ์ จำเลย
ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยระหว่างปลายเดือนธันวาคม 2517ถึงวันที่ 23 มกราคม 2518 ตามคำฟ้องของโจทก์ในขณะนั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ.2511 มาตรา 75 นั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
นายตระกูล ภิรมย์ โจทก์ นางอุไร ภูมิเจริญ กับพวก จำเลย
ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์เพราะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198ทวิโจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อนี้ขึ้นมาอีกไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพิษณุโลก โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นางสาวชวลี สอนศิริฯ โจทก์ นายณรงค์ หรืออ๋อย อยู่ภู่ จำเลย
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับ 200 บาท. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาทโทษ จำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี จึงเป็นคดีที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา…
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยฯ โจทก์ นางผุน แซ่ฝั้ม กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพราะสิ้นกำหนดเวลาเช่าไม่มี ประเด็นเรียกเงินกินเปล่า ดังคำข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เรียกเงินกินเปล่าในการเช่าทรัพย์สินขัดต่อกฎหมาย จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยฯ โจทก์ นายซือด้วง แซ่ลิ้ม จำเลย
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพราะสิ้นกำหนดเวลาเช่าไม่มีประเด็นเรียกเงินกินเปล่า ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์เรียกเงินกินเปล่าในการให้เช่าทรัพย์สินขัดต่อกฎหมาย จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยฯ โจทก์ นายหยู่ แซ่ตั้ง จำเลย
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพราะสิ้นกำหนดเวลาเช่าไม่มีประเด็นเรียกเงินกินเปล่า ดังนั้นฎีกาจำเลยที่ว่าโจทก์เรียกเงินกินเปล่าในการให้เช่าทรัพย์ขัดต่อกฎหมาย จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ นายปราโมทย์ เปลี่ยนดอก จำเลย
ในกรณีรวมพิจารณาหลายสำนวนเข้าด้วยกันนั้น การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความจะต้องแยกพิจารณาเป็นรายสำนวนไป คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น เป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง…