คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2495 อาญา มี 2 ฉบับ
อัยการจังหวัดกำแพงเพ็ชร์ โจทก์
คำสั่งศาลอุทธรณ์ซึ่งสั่งให้รับฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณานั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 196,225
ระบบตอบช้ากว่าปกติ ยังทำงานอยู่
อัยการจังหวัดกำแพงเพ็ชร์ โจทก์
คำสั่งศาลอุทธรณ์ซึ่งสั่งให้รับฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณานั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 196,225
นางปุ้ย สุทธิรัง ผู้ร้อง
เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นภริยาของโจทก์ผู้มรณะ จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะได้
นายแดง เจริญพานิช โจทก์
คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องฎีกาอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225,247 ที่จะต้องยื่นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ด้วย
นายยุทธ เชื้อสง่า จำเลย
เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่า จำเลยลักทรัพย์มิใช่รับของโจร การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยควรรับผิดฐานรับของโจรและฎีกาจำเลยในปัญหาที่ว่าศาลควรใช้ดุลพินิจลดโทษหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์
เมื่อปรากฏว่านาย ก. ผู้จ้างจำเลยให้กระทำผิดในคดีนี้ซึ่งยังหลบหนีอยู่ เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องที่เกิดเหตุลักษณะของความผิดเป็นเรื่องอุกอาจร้ายแรงเป็นที่น่ากลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายอย่างอื่นขึ้นอีกและจำเลยก็เต็มใจให้พิจารณาคดีนี้ยังศาลอื่นได้ จึงมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โอนคดีนี้ไปพิจารณาพิพากษายังศาลอาญาตามที่โจทก์ขอได้
ขุนศรีทรงยศ ชุบ สาครวาสี ผู้จัดการมรดกโจทก์ ผู้ร้อง
คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ทั้งสองได้ถึงแก่ความตาย เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องขอเข้ารับมรดกความแทนโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของโจทก์ ร่วมกับ ถ ซึ่งไม่เต็มใจร่วมมือในการรับมรดกความด้วย ผู้ร้องก็มีสิทธิโดยลำพังที่จะเข้ารับมรดกความแทนโจทก์ผู้วายชนม์ได้
นายจำลอง ทองชื่น จำเลย
ฎีกาในปัญหาที่ว่า เป็นบาดแผลสาหัสหรือไม่นั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
นายจำลอง ทองชื่น โจทก์
คดีที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานโจทก์ และไม่เชื่อว่าที่พิพาทเป็นที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น โจทก์จะฎีกาว่า โจทก์ครอบครองที่พิพาท ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์
โจทก์ขอโอนคดีนี้ไปพิจารณายังศาลอาญาโดยอ้างว่าคดีของจำเลยอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสมคบกับจำเลยในคดีนี้ได้โอนคดีไปพิจารณายังศาลอาญาแล้ว ประกอบกับลักษณะความผิดฐานะของจำเลย จำนวนจำเลยและเหตุผลอื่น หากทำการพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรสาครแล้ว อาจมีพรรคพวกของจำเลยขัดขวางต่อการพิจารณาและอาจก่อเหตุร้ายแก่พยานโจทก็โดยการกลั่นแกล้งข่มขู่ทั้งทางตรงทางอ้อมได้…
นางสงวน น้ำมิฉาย มารดาผู้ปกครองเด็กหญิงเกษร ผู้ร้อง
เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้มรณะในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์และผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลยและเป็นผู้ปกครองของเด็กหญิงเกษรบุตรจำเลยผู้มรณะจริง ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้ผู้ร้องเป็นผู้แทนเด็กหญิงเกษรและเป็นผู้รับมรดกความแทนจำเลยได้
นางสังวาลย์ สอนเชื้อ ผู้ร้อง
คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อมีผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยโดยอ้างว่าจำเลยได้มรณะแล้วและตนเป็นภริยาของจำเลยผู้มรณะ ศาลฎีกาย่อมสั่งให้ศาลขั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42,43,44
นายบุญมา พึ่งรุ่ง จำเลย
ฎีกาของจำเลยในปัญหาที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 336 ข้อ 15 หรือไม่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
นายมี สุขกลิ่น โจทก์
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ล.มีสิทธิรับมรดกและพ. ซื้อทรัพย์พิพาทไว้โดยสุจริต ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ล. ไม่มีสิทธิรับมรดก พ. ซื้อทรัพย์ไว้โดยทุจริต ดังนี้ฎีกาโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อผู้ขายไม่มีสิทธิรับมรดกผู้ซื้อจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์นั้นจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ได้ว่ากันมาแต่ศาลชั้นต้นแล้ว
นายทองดี ผ่านเมืองปาก จำเลย
ฎีกาจำเลยในปัญหาที่ว่า จำเลยกระทำผิดดังโจทก์กล่าวหาหรือไม่ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย 6 เดือน ปรับ240 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ข้อกฎหมายซึ่งมิได้ยกขึ้นโต้เถียงในศาลชั้นต้นนั้นต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา…
อัยการนครปฐม โจทก์ นายเล็ก ชื่นชมน้อย จำเลย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา 249 ศาลชั้นต้น วินัยว่าหลักฐานพะยานโจทย์ไม่พอฟัง จึงพิพากษาฟ้อง และศาลอุทธรณ์ก็ไม่ฟังว่าจำเลยแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าให้ตาย คงพิจารณาว่าผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา 251 ดังนี้ คดีจึงเป็นอันวาในข้อหาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนานี้…
นายเพ็ชร กองรักษา โจทก์ นางคำพร แก้วมณี ที่ 1,นายพิมพ์ แก้วมณี ที่ 2 จำเลย นายทองมาก พิมพ์คงคา นางบัว บุญมานพ ผู้ร้อง
ที่สวนมือเปล่า ไม่มีหนังสือสำคัญนั้น เมื่อทางพิจรณาไม่มีฝ่ายใดนำสืบว่าที่สวนรายนี้เจ้าของได้มิสิทธิในที่ดินตาม ก.ม.ลักษณะเบ็ดเสร็จที่ 42 มาแล้ว ก็ต้องถือว่าเจ้าของมีสิทธิครอบครองมือเปล่าตามธรรมดาเช่นเดียวกับที่นาเท่านั้น (อ้างฎีกาที่ 482/2494) ยกสวนที่สวนมือเปล่าให้แก่กัน แม้จะทำไม่ถูกแบบตามกฎหมายก็ตาม…
นายเวช เปรมสมานที่ 1,นางเสงี่ยม เปรมสมานที่ 2 โจทก์ นางเยื้อน พึ่งเอี่ยม ผู้ร้องขัดทรัพย์ นายแดง แจ้งสว่างที่ 1,นายเรือง ละสอนที่ 2 จำเลย นายเวช เปรมสมานที่ 1,น
ผู้มีชื่อในโฉนดขายที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น แล้วผู้อื่นไปจำนองไว้กับผู้รับจำนองโดยการจำนองนั้น กระทำกันโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ดังนี้ แม้ต่อมามีผู้ร้องมาฟ้องผู้มีชื่อในโฉนดกับผู้จำนอง จนศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและจำนอง กับแสดงว่าผู้ร้องมีสิทธิหรือกรรมสิทธิเป็นเจ้าของในทางครอบครองที่ดินนี้…
นายเวช เปรมสมาน ที่ 1 นางเสงี่ยม เปรมสมาน ที่ 2 โจทก์ ผู้ร้องขัดทรัพย์ โจทก์ นางเยื้อน พึ่งเอี่ยม โจทก์ นายแดง แจ้งสว่าง ที่ 1 นายเรือง ละสอน ที่ 2 จำเลย นายเวช
ผู้มีชื่อในโฉนดขายที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น แล้วผู้อื่นไปจำนองไว้กับผู้รับจำนองโดยการจำนองนั้น กระทำกันโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตดังนี้ แม้ต่อมามีผู้ร้องมาฟ้องผู้มีชื่อในโฉนดกับผู้จำนอง จนศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและจำนอง กับแสดงว่าผู้ร้องมีสิทธิหรือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของในทางครอบครองที่ดินนี้…
นางบัวพัน วรสุทธิพงษ์ โจทก์ นายสีทาง คำสิงห์ โจทก์ นายบุญชู มาตย์เหมาะที่ 1,นายเติม ทวีแสงศิริที่ 2,นายเจริญ ภมบุตรที่ 3,นาย ร.ต.ท.เสวต ชุมแสงวาปีที่ 4,นายสมชาย
นายจ้างใช้ให้ลูกจ้างนำรถยนต์ของนายจ้างไปรับใช้งานของข้าหลวงประจำจังหวัด ลูกจ้างขับรถยนต์ไประหว่างทางด้วยความประมาท รถยนต์จึงชนคนตาย ดังนี้ ถือว่าลูกจ้างได้ทำละเมิดในทางการที่จ้าง นายจ้างต้องรับผิดตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา 425
กรมพลาธิการทหารบก(โดยพลตรี จอน บูรณสงคราม พลาธิการทหารบก) โจทก์ นายประกิจ ธิตตะสังคะ ที่ 1 ม.ล.ดำริอิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ 2 ฯลฯ ถึงที่ 5 จำเลย
โจทก์ฟ้องจำเลยหาว่ายักยอกทรัพย์รายพิพาท และทรัพย์รายอื่น แต่ศาลคงพิพากษาว่า จำเลยยักยอกเฉพาะทรัพย์รายอื่น มิได้ยักยอกทรัพย์รายพิพาท ดังนี้ อายุความที่จะต้องในทางแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์รายพิพาทมิได้สดุดหยุดลงตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 51 และ ป.ม.แพ่งฯมาตรา 174 จึงต้องฟ้องเสียภายใน 1 ปี นับแต่วันทำละเมิด