D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ตัวบทกฎหมาย › กฎเสนาบดี ว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลจ้าว

กฎเสนาบดี ว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลจ้าว

มาตรา 1

ข้อ ๑ กฎนี้ใช้เฉพาะแต่ศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ในที่ดินซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ปกปักรักษาเท่านั้น

มาตรา 2

ข้อ ๒ คำบางคำที่มิได้มีคำหมายให้เข้าใจเป็นอย่างอื่นแล้ว ให้พึงเข้าใจดังนี้ คือ

วรรคสองก. คำว่า ศาลเจ้า นั้น หมายความว่า สถานที่ก่อสร้างขึ้นเป็นทรวดทรงสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ และกระทำพิธีกรรมตามลัทธิของคนบางจำพวก เช่นชนจีนเป็นต้น และให้หมายความรวมตลอดถึงสถานที่ถาวร ซึ่งสร้างขึ้นประกอบกับศาลเจ้า เช่นโรงสำหรับกินเจ เป็นต้น

วรรคสามข. คำว่า ที่ศาลเจ้า นั้น หมายความถึงที่ดินที่ศาลเจ้าตั้งอยู่และหมายความตลอดเขตบริเวณที่ดินของศาลเจ้าด้วย

วรรคสี่ค. คำว่า ใบอนุญาตตั้ง นั้น หมายความว่า หนังสือที่ผู้มีอำนาจตามกฎนี้ออกให้ไว้แก่ผู้จัดการปกครองศาลเจ้าหรือผู้ตรวจตราสอดส่องกิจการในศาลเจ้า

วรรคห้าฆ. คำว่า ผลประโยชน์ นั้น หมายความว่าทรัพย์สมบัติรายได้อันพึงบังเกิดมีแก่ศาลเจ้านั้น ๆ และหมายความตลอดถึงรายจ่ายด้วย

มาตรา 3

ข้อ ๓ ศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ในที่ดินเอกชนมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของนั้นไม่เกี่ยวกับกฎฉบับนี้ เว้นไว้แต่เอกชนผู้มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของได้อุทิศที่ดินของตนให้เป็นสมบัติสำหรับศาลเจ้าโดยสิทธิ์ขาดในขณะใด ที่ดินนั้นย่อมตกมาอยู่ในความปกครองรักษาของรัฐบาลพึงทำนุบำรุงเพื่อประโยชน์มหาชนตามความในกฎนี้

มาตรา 4

ข้อ ๔ ที่ดินที่ศาลเจ้าตั้งอยู่ในที่ดินของรัฐบาลก็ดี หรือในที่ดินของเอกชนแต่ได้อุทิศให้เป็นสมบัติสำหรับศาลเจ้าโดยสิทธิ์ขาดแล้วก็ดี ในเขตกรุงเทพมหานครให้มีโฉนดไว้ในนามกรมพระนครบาล หัวเมืองนอกจากเขตกรุงเทพมหานครให้มีโฉนดหรือหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินไว้ในนามกรมปกครองกระทรวงมหาดไทยทั้งสิ้น

มาตรา 5

ข้อ ๕ ผู้ใดมีความปรารถนาจะอุทิศที่ดินของตนที่มีหรือยังไม่มีศาลเจ้าตั้งอยู่แล้วให้เป็นสมบัติสำหรับศาลเจ้าโดยสิทธิ์ขาด ให้ยื่นเรื่องราวสำแดงความปรารถนาเป็นลายลักษณ์อักษรมอบหมายให้แก่นายอำเภอผู้ปกครองท้องที่ ๆ ที่ดินตั้งอยู่

ในเรื่องราวที่จะยื่นต้องมีข้อความดังต่อไปนี้ คือ

(ก) ชื่อและที่อยู่ของผู้ซึ่งจะอุทิศที่ดินให้

(ข) รายการละเอียดของที่ดินซึ่งจะอุทิศให้พร้อมทั้งหน้าโฉนดหรือหลักฐานสิ่งสำคัญสำหรับที่ดินนั้นกำกับไปด้วย

มาตรา 6

ข้อ ๖ ที่ศาลเจ้าแห่งใดซึ่งตกอยู่ในความปกครองของรัฐบาลตามกฎนี้ ถ้าผู้ใดจะกระทำการก่อสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงหรือมีความประสงค์จะทำการสถาปนาต่อเติมขึ้นใหม่ก็ดี ให้แจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่ ๆ ที่ดินตั้งอยู่ เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วจึงกระทำการนั้นได้

มาตรา 7

ข้อ ๗ ในที่ซึ่งยังมีศาลเจ้าตั้งอยู่ตราบใด โดยปรกติจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นอย่างอื่น เว้นไว้แต่ศาลเจ้านั้นจะได้เลิกร้างไปหมดแล้ว หรือว่ารัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์ในราชการโดยตรง

มาตรา 8

ข้อ ๘ ที่ดินที่ยังมีศาลเจ้าตั้งอยู่ ณ บัดนี้ก็ดี หรือปรากฏว่าได้เคยมีศาลเจ้าตั้งอยู่ก็ดี ถ้าแม้พิสูจน์ไม่ได้ความแน่นอนว่ากรรมสิทธิ์ได้ตกเป็นของเอกชน ก็ให้ลงสันนิษฐานว่าเป็นที่ดินสำหรับศาลเจ้าอยู่ในความปกครองของรัฐบาล

มาตรา 9

ข้อ ๙ ศาลเจ้าที่ได้ก่อสร้างขึ้นด้วยวัตถุมีฐานะอันมั่นคงถาวรนอกจากที่ตั้งอยู่ในที่ดินของเอกชนมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ ให้มีทะเบียนบัญชีไว้ ให้เป็นหลักฐาน

มาตรา 10

ข้อ ๑๐ ทะเบียนบัญชีศาลเจ้า ให้มีรายการดังนี้ คือ

วรรคสอง๑ เลขลำดับจำนวนศาลเจ้า

วรรคสาม๒ ชื่อศาลเจ้า

วรรคสี่๓ ตำบล อำเภอ และจังหวัด ศาลเจ้าตั้งอยู่

วรรคห้า๔ ชื่อ และอายุ ผู้ปกครองศาลเจ้า

วรรคหกและผู้ตรวจตราสอดส่อง

วรรคเจ็ด๕ ชื่อแซ่สกุล ชาติกำเนิด

วรรคแปดและบังคับสังกัดมูลนายของผู้ปกครองศาลเจ้าและผู้ตรวจตราสอดส่อง

วรรคเก้า๖ อาชีวะ

วรรคสิบและที่สำนักอาศัยของผู้ปกครองศาลเจ้าและผู้ตรวจตราสอดส่อง

มาตรา 11

ข้อ ๑๑ การรักษาหรือกระทำกิจเพื่อประโยชน์แก่ศาลเจ้าโดยเฉพาะนั้น ให้มีผู้จัดการปกครองและผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าขึ้นไว้ แล้วแต่อธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด จะกำหนดโดยสมควรแก่ศาลเจ้าแห่งใด หรือหลายศาลเจ้ารวมกันจะให้มีผู้จัดการปกครองและผู้ตรวจตราสอดส่องมากน้อยเพียงใดก็ได้

มาตรา 12

ข้อ ๑๒ ผู้ที่สมควรจะเป็นผู้จัดการปกครอง และผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าได้นั้น ต้องประกอบพร้อมด้วยองค์คุณสมบัติ คือ

วรรคสอง๑ ต้องเป็นผู้มีความเคารพนับถือในลัทธินั้น

วรรคสาม๒ ต้องเป็นคนที่มีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปีขึ้นไป

วรรคสี่๓ ต้องเป็นคนมีหลักฐานในอาชีวะหรือมีหลักทรัพย์ดี

วรรคห้า๔ ต้องเป็นคนที่ไม่เคยต้องคำพิพากษาของศาล ฐานเป็นอั้งยี่ หรือซ่องโจรผู้ร้าย ลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์สลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ หรือรับของโจร และไม่เคยโต้เถียงกรรมสิทธิ์ที่ศาลเจ้า

วรรคหก๕ ต้องเป็นคนที่อยู่ในใต้บังคับกฎหมายฝ่ายสยาม

มาตรา 13

ข้อ ๑๓ ผู้ใดมีความปรารถนาจะเป็นผู้จัดการปกครองหรือเป็นผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้า ถ้าในเขตกรุงเทพมหานครให้ยื่นเรื่องราวต่ออธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด นอกจากเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นเรื่องราวต่อสมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่ออธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณาเหตุผลประกอบพร้อมด้วยองค์คุณสมบัติดังว่ามาในข้อ ๑๒ นั้นแล้ว ก็ให้ออกใบอนุญาตตั้งได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา 14

ข้อ ๑๔ เมื่อผู้ใดได้รับอนุญาตตั้งตามความในข้อ ๑๓ แล้ว โดยปรกติย่อมมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ คือ

วรรคสองก. ผู้จัดการปกครองศาลเจ้ามีอำนาจและหน้าที่จัดการทั่วไปในกิจการเพื่อประโยชน์แก่ศาลเจ้าโดยฐานะและกาลอันสมควร และมีอำนาจหน้าที่เข้าเป็นโจทก์หรือจำเลยในอรรถคดีทั้งแพ่งและอาญาอันเกี่ยวด้วยเรื่องศาลเจ้าทุกประการ

วรรคสามข. ผู้ตรวจตราสอดส่องมีอำนาจและหน้าที่ตรวจตรากิจการอันเกี่ยวด้วยศาลเจ้าทุกประการตลอดถึงสรรพทะเบียนบัญชีทั้งปวงอันเนื่องด้วยกิจการหรือผลประโยชน์สำหรับศาลเจ้าครอบงำเหนือผู้จัดการปกครองศาลเจ้านั้น

มาตรา 15

ข้อ ๑๕ กิจการสำหรับศาลเจ้าซึ่งเป็นกิจที่ชอบด้วยกฎหมายให้ผู้จัดการปกครองกับผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้า ปรองดองพร้อมใจตกลงกระทำไปได้ ถ้ามีความเห็นแตกต่างกัน ให้อธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ชี้ขาด แล้วกระทำไปตามคำชี้ขาดนั้น

มาตรา 16

ข้อ ๑๖ ถ้าและเมื่อใดมีอรรถคดีพิพาทกันด้วยเรื่องศาลเจ้าจะเริ่มเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วก็ดี หรือว่าเมื่อถึงที่สุดแล้วก็ดี ให้ผู้จัดการปกครองศาลเจ้าแจ้งเหตุการณ์ให้อธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดทราบทุกครั้ง

มาตรา 17

ข้อ ๑๗ เมื่อใดความปรากฏขึ้นชัดเจน หรือสงสัยว่ามีการสมคบกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรผู้ร้าย หรือสมคบกันเล่นการพนันที่กฎหมายห้ามในศาลเจ้าหรือในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ศาลเจ้าใด ให้ผู้จัดการปกครองหรือผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้านั้น รายงานแจ้งเหตุการณ์ต่อนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่โดยละเอียด

มาตรา 18

ข้อ ๑๘ ผู้ใดได้รับใบอนุญาตตั้งให้เป็นผู้จัดการปกครองหรือเป็นผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าแล้ว ภายหลังความปรากฏว่าผู้นั้นบกพร่องด้วยองค์คุณสมบัติดังว่ามาในข้อ ๑๒ นั้นก็ดี หรือได้ประพฤติการทุจริตต่อหน้าที่อย่างใด ๆ ก็ดี หรือขัดขืนไม่แจ้งเหตุการณ์ดังว่ามาในข้อ ๑๖, ๑๗ นั้นก็ดี อธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด จะสั่งถอนและเรียกใบอนุญาตตั้งคืนจากผู้นั้นเสียก็ได้

วรรคสองบรรดาสมุดบัญชีอันเกี่ยวด้วยศาลเจ้านั้นให้มอบแก่ผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งอธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด จะสั่งให้มอบทั้งสิ้น

มาตรา 19

ข้อ ๑๙ ผู้ใดได้มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการปกครอง หรือเป็นผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าอยู่แล้วแต่ก่อนออกกฎนี้ ให้ยื่นเรื่องราวขอใบอนุญาตตั้งเสียตามกฎนี้ภายในเวลา ๓ เดือน นับตั้งแต่วันที่ออกกฎนี้เป็นต้นไป และต้องปฏิบัติการตามกฎนี้ทุกประการ ถ้ามิฉะนั้นให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีตำแหน่งหน้าที่อย่างใดเลย

มาตรา 20

ข้อ ๒๐ ถ้าในที่ใดเมื่ออธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นเป็นการสมควรที่จะสั่งให้ผู้จัดการปกครอง หรือผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าทำหรือยื่นบัญชีแสดงผลประโยชน์รายได้รายจ่าย เป็นรายเดือนหรือรายปีหรือเป็นพิเศษในขณะใดก็มีอำนาจที่จะสั่งได้ และเมื่อเห็นสมควรที่จะให้ประกาศโฆษณาการให้สาธารณชนทราบด้วยก็ได้

มาตรา 21

ข้อ ๒๑ ศาลเจ้าหรือสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ศาลเจ้าก็ดี และบรรดาสมุดบัญชีอันเกี่ยวด้วยผลประโยชน์สำหรับศาลเจ้าก็ดี เมื่ออธิบดีกรมพระนครบาลหรือนครบาลจังหวัด สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นเป็นการสมควรก็มีอำนาจที่จะสั่งให้กรมการอำเภอเข้าไปตรวจตรา หรือเรียกเอามาตรวจตราในเวลาใดก็ได้

มาตรา 22

ข้อ ๒๒ ผู้ใดบังอาจบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์สำหรับศาลเจ้าหรือเข้าไปในที่นั้น ๆ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือเข้าไปซ่อนตัวอยู่โดยไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้าไป หรือเมื่อผู้มีความชอบธรรมได้ว่ากล่าวขับไล่ให้ออกไปแล้วยังขืนอยู่อีก ผู้นั้นมีความผิดให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท หรือทั้งสองสถาน

วรรคสองถ้าการกระทำผิดเช่นว่ามาข้างบนนี้ ได้กระทำในเวลาค่ำคืนก็ดี กระทำโดยใช้อุบาย ใช้กำลังทำร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะทำร้ายเขาก็ดี กระทำโดยมีศาสตราวุธก็ดี หรือคุมสมัครพรรคพวกตั้งแต่ ๓ คน หรือกว่า ๓ คนขึ้นไปบุกรุกก็ดี ผู้กระทำผิดเช่นว่านี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า ๓ ปี และปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาทด้วยอีกโสดหนึ่ง

มาตรา 23

ข้อ ๒๓ ผู้ใดเจตนาขัดขวางมิให้ผู้จัดการปกครองหรือผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าได้กระทำการตามหน้าที่โดยปรกติ มีความผิดให้ปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท

มาตรา 24

ข้อ ๒๔ ผู้จัดการปกครองหรือผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าขัดขืนไม่ยอมมอบบรรดาสมุดบัญชีตามความในข้อ ๑๘ ตอนที่ ๒ ก็ดี หรือได้มอบให้ไม่สิ้นเชิงก็ดี หรือขัดขืนไม่ทำตามคำสั่งดังว่ามาในข้อ ๒๐ ก็ดี มีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๔ ข้อ ๒

วรรคสองและถ้าได้ทำบัญชียื่น หรือประกาศโฆษณาการตามความในข้อ ๒๐ นั้นโดยลักษณะอันเป็นเท็จ ถ้าการที่ทำลงนั้นยังไม่ถึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้นั้นมีความผิดให้ปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท

มาตรา 25

ข้อ ๒๕ ผู้จัดการปกครองหรือผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าซึ่งได้ถูกถอนและเรียกใบอนุญาตตั้งคืนเสียแล้ว ดังว่าไว้ในข้อ ๑๘ ตอนที่ ๑ ยังคงขืนทำการอยู่ในตำแหน่งเดิมก็ดี หรือละเว้นไม่รายงานแจ้งเหตุการณ์ต่อนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่ดังว่าไว้ในข้อ ๑๗ ก็ดี มีความผิดให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี และปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท

วรรคสองผู้ใดมีหน้าที่เป็นผู้จัดการปกครองศาลเจ้าอยู่แล้วแต่ก่อนออกกฎนี้ ไม่ปฏิบัติตามข้อ ๑๙ และคงทำการอยู่ต่อไปอีก ผู้นั้นมีความผิดควรลงอาญาดังกล่าวมาข้างบนนี้

ข้อความจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฉบับที่มีผลตั้งแต่ 1921-04-24 ระบบนี้ไม่ใช่ต้นฉบับทางการ โปรดตรวจกับ เอกสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗ หรือราชกิจจานุเบกษาก่อนใช้อ้างอิง