คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20550/2556

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1แม้ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกจาก ว. จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา จะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 และ ว. เป็นลูกหนี้ร่วมซึ่งต้องรับผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 ในเหตุที่ร่วมกันทำละเมิดทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนจะต้องชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนต้องชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 ผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบที่จะเลือกฟ้องจำเลยที่ 1 หรือ ว. คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวหรือจะเลือกฟ้องทั้งสองคนก็ได้ การที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ในคดีนี้ และยื่นคำร้องขอให้บังคับ ว. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา เป็นการบังคับชำระหนี้เอากับบุคคลคนละคนกัน จึงไม่เป็นการร้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91,288 ริบหัวกระสุนปืนและเศษตะกั่วลูกกระสุนปืนของกลาง

2จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายอัมรินทร์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 40,000 บาท ค่าป่วยเจ็บและทุกขเวทนาจากการได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกกระสุนปืนของจำเลยทั้งสองเป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 แล้วเสร็จ

3จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 19 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี จำเลยทั้งสองอายุยังน้อยกระทำความผิดไปด้วยความคึกคะนองตามวัย เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 จำคุก 5 ปี และฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำคุก 7 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำคุก 7 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี 8 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 (วันยื่นคำร้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นให้ยก

4จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนา เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน ให้ริบหัวกระสุนปืนและเศษตะกั่วลูกกระสุนปืนของกลาง และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา

5ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีในส่วนแพ่งที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อกฎหมายว่า คำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2549 เป็นคำร้องซ้อนกับคำขอให้บังคับนายวีรวัฒน์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 ที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา ที่นายวีรวัฒน์ถูกฟ้องเป็นจำเลย เนื่องจากเป็นค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกัน นั้น เห็นว่า แม้ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกจากนายวีรวัฒน์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา จะเป็นค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 และนายวีรวัฒน์เป็นลูกหนี้ร่วมซึ่งต้องรับผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 ในเหตุที่ร่วมกันทำละเมิดทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนจะต้องชำระหนี้ โดยทำนองซึ่งแต่ละคนต้องชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 ดังนั้น ผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบที่จะเลือกฟ้องจำเลยที่ 1 หรือนายวีรวัฒน์คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว หรือจะเลือกฟ้องทั้งสองคนก็ได้ การที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ในคดีนี้และยื่นคำร้องขอให้บังคับนายวีรวัฒน์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา เท่ากับว่าผู้เสียหายที่ 1 มีความประสงค์ที่จะฟ้องบุคคลทั้งสองให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิเรียกร้องที่ตนมีอยู่ ทั้งการยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และนายวีรวัฒน์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นการบังคับชำระหนี้เอากับบุคคลคนละคนกันจึงไม่เป็นการร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เป็นคำร้องซ้อนกับคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2549 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ในตอนแรกผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฉบับใหม่ โดยแถลงขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2549 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เห็นว่า การที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฉบับใหม่โดยแถลงขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฉบับเดิมและศาลอนุญาตนั้น จึงถือว่าไม่มีคำขอฉบับเดิมที่อยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นอีกต่อไป ดังนั้น การที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 จึงไม่เป็นการร้องซ้อนดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

6พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำคุก 4 ปี 12 เดือน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 จำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 16 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

(อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ - เกษม เกษมปัญญา - ปกรณ์ วงศาโรจน์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 291, ป.วิ.พ. มาตรา 173, ป.วิ.อ. มาตรา 40, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 80, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 288, ป.อ. มาตรา 76, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 90

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ