คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3279/2550 ย่อ (หลักกฎหมาย) ในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ คำพิพากษา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบัญญัติว่า "ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยทั้งสองเรื่องทนายความแล้ว จำเลยที่ 1 แถลงไม่ต้องการทนายความแต่ศาลชั้นต้นให้มีหนังสือขอแรงทนายความให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 แต่หลังจากนั้นมีการตั้งทนายความให้จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวแล้วดำเนินคดีไปจนเสร็จการพิจารณา โดยไม่มีการตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 ด้วย แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 พอใจในผลแห่งคำพิพากษาแล้ว โดยเห็นได้จากจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ กับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีฝิ่นเพื่อจำหน่ายอีกกระทงหนึ่ง โดยเพิ่มเติมโทษขึ้นอีกตามอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้ฎีกาโต้เถียงแต่อย่างใด และเนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย แสดงว่าข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีทนายความในการต่อสู้คดีก็รับฟังได้มั่นคงเช่นนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ก็เป็นพยานหลักฐานเดียวกันกับที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ของทนายจำเลยที่ 2 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 มีผลเป็นการดูแลคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วยในตัว ดังนี้ จำเลยที่ 1 จะมีทนายความในการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่ย่อมไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ทั้งปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วกว่า 2 ปี ด้วย ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิในฐานะนักโทษเด็ดขาดไปบ้างแล้ว แม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลฎีกาไม่เห็นเป็นการจำเป็นที่จะพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 41, 62, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 17, 66, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 165/2547 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางที่มิใช่ช่องทางที่รัฐมนตรีกำหนดและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3), 17 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง และวรรคสาม, 69 วรรคหนึ่ง, 102 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางที่มิใช่ช่องทางตามที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 6 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 165/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางที่มิใช่ช่องทางตามที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 6 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 165/2547 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีนและฝิ่นของกลาง กับรถจักรยานยนต์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3), 17 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง และวรรคสาม, 69 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงซึ่งรวมโทษในความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น จำคุก 28 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางที่มิใช่ช่องทางตามที่รัฐมนตรีกำหนด และความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างไม่อุทธรณ์จึงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน และฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2545 เวลา 0.10 นาฬิกา นายอาทิตย์ จิตตางกูร ปลัดอำเภอฝาง และนายวสันต์ มหานาม เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอฝางร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้เฮโรอีนจำนวน 1 ขวด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 8.903 กรัม เมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,203 เม็ดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 34.885 กรัม และฝิ่นจำนวน 1 ห่อ น้ำหนัก 384.79 กรัม อยู่ในถุงย่ามที่แขวนไว้ที่คันบังคับรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งแต่งตัวเป็นพระภิกษุนั่งซ้อนท้ายเป็นของกลาง เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมิได้ยึดยาเสพติดให้โทษของกลางได้จากตัวจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางกับจำเลยที่ 1 ในเวลา 0.10 นาฬิกา ซึ่งเป็นยามวิกาลด้วยรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่ใช้ขนยาเสพติด ให้โทษของกลางหลายประเภท และแต่ละประเภทมีจำนวนมากอยู่ในถุงย่ามซึ่งแขวนไว้ที่คันบังคับรถจักรยานยนต์โดยเปิดเผย เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษของกลาง นอกจากนี้โจทก์มีบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพไว้มีใจความว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 เดินทางไปรับยาเสพติดให้โทษของกลางจากนายไอ่อาลิ่งที่บ้านต้นฮุงใกล้บ้านเวียงหวายเพื่อนำไปส่งที่บ้านโล๊ะป่าไคร้ โดยนายไอ่จาลิ่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยายนต์ของนายไอ่จาลิ่งไปรับจำเลยที่ 2 ซึ่งรออยู่ที่ถนนใกล้วัดเวียงหวายไปด้วยและให้จำเลยที่ 2 ออกเงินค่าน้ำมันรถให้จำเลยที่ 1 ไปก่อน หลังจากรับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนสันทราย - คลองน้อย ก็ถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจค้นและจับกุมพร้อมยึดยาเสพติดให้โทษของกลาง เจ้าหน้าที่ได้สอบถามถึงยาเสพติดให้โทษของกลาง จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นของจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อนำไปส่งที่บ้านโล๊ะป่าไคร้ให้นายไอ่จาลิ่งเพื่อจำหน่ายจริง แม้คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดของผู้ที่กระทำความผิดด้วยกัน แต่คำซัดทอดดังกล่าวกอปรด้วยเหตุผลและมิได้เป็นเรื่องปัดความรับผิดของตนให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 คนเดียว อีกทั้งจำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกับที่ถูกจับกุมย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือผู้หนึ่งผู้ใด เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้นจึงรับฟังคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 2 ได้เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแล้ว เห็นว่า การขนยาเสพติดให้โทษของกลางเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีอัตราโทษสูง ปกติผู้กระทำความผิดต้องกระทำอย่างลับๆ เพื่อปกปิดไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้ หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะกล้าให้จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปด้วย ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน และฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลาง เหตุที่จำเลยที่ 2 ไปกับจำเลยที่ 1 เพราะรู้จักกันมาก่อนขณะบวชเป็นสามเณรด้วยกันที่ประเทศสหภาพพม่า และพบกันโดยบังเอิญจึงขอให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่อำเภอแม่อายเพื่อตามหาน้องสาว โดยจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนนั้น เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยทั้งสองขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การว่าไม่รู้จักกันมาก่อน และคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ยังขัดกับที่จำเลยที่ 1 ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า นายไอ่จาลิ่งให้จำเลยที่ 1 ไปรับจำเลยที่ 2 ก่อนนำยาเสพติดให้โทษของกลางไปส่งและยาเสพติดให้โทษของกลางเป็นของจำเลยทั้งสอง ทั้งคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่ว่า พบกันโดยบังเอิญที่วัดหนองบัว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปเที่ยวงานปอยเตียนที่วัดดังกล่าวก็ขัดต่อเหตุผล เพราะยาเสพติดให้โทษของกลางเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดและมีจำนวนมาก ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะนำติดตัวไปเที่ยวก่อนนำไปส่งให้ผู้รับ เพราะอาจถูกตรวจค้นและจับกุมได้ง่าย ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 รับยาเสพติดให้โทษของกลางมาก่อนพบกับจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 รับยาเสพติดให้โทษของกลางมาก่อนหรือหลังพบกับจำเลยที่ 2 มิใช่ข้อสำคัญที่จะแสดงว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยได้ดี ไม่มีโอกาสคัดค้านความถูกต้องของคำให้การที่พนักงานสอบสวนพิมพ์ไว้นั้น ก็ขัดกับคำให้การของจำเลยทั้งสองซึ่งให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองพูดและฟังภาษาไทยได้รู้เรื่องดีอีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ซึ่งหากจำเลยที่ 2 กระทำความผิดจริง ก็คงรับสารภาพตั้งแต่แรกในชั้นจับกุมแล้วนั้น เห็นว่า การที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคลไป จำเลยที่ 2 อาจให้การปฏิเสธทั้งๆ ที่ได้กระทำความผิดก็เป็นได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยที่ 2 ในอัตราขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การรับสารภาพ คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำคุก 28 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท กับนับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 165/2547 ของศาลชั้นต้นนั้นปรากฏว่าในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบัญญัติว่า "ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" ได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ว่าศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยทั้งสองเรื่องทนายความแล้วจำเลยที่ 1 แถลงไม่ต้องการทนายความ แต่ศาลชั้นต้นให้มีหนังสือขอแรงทนายความให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 แต่หลังจากนั้นมีการตั้งทนายความให้จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวแล้วดำเนินคดีไปจนเสร็จการพิจารณา โดยไม่มีการตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 ด้วย กรณีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาก็ตามแต่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 พอใจในผลแห่งคำพิพากษาแล้ว โดยเห็นได้จากจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ กับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีฝิ่นเพื่อจำหน่ายอีกกระทงหนึ่งโดยเพิ่มเติมโทษขึ้นอีกตามอุทธรณ์ของโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ก็มิได้ฎีกาโต้เถียงแต่อย่างใด และเนื่องจากคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย แสดงว่าข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีทนายความในการต่อสู้คดีก็รับฟังได้มั่นคงเช่นนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ก็เป็นพยานหลักฐานเดียวกันกับที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ของทนายจำเลยที่ 2 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 มีผลเป็นการดูแลคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วยในตัว ดังนี้ จำเลยที่ 1 จะมีทนายความในการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่ย่อมไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ทั้งปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วกว่า 2 ปีด้วย ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิในฐานะนักโทษเด็ดขาดไปบ้างแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่า แม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลฎีกาไม่เห็นเป็นการจำเป็นที่จะพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225" พิพากษายืน องค์คณะ: วีระศักดิ์ นิศามณี - นินนาท สาครรัตน์ - ธานิศ เกศวพิทักษ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66, ป.วิ.อ. มาตรา 173, ป.วิ.อ. มาตรา 195, ป.วิ.อ. มาตรา 208, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 18, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 41, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 62, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30 แหล่งที่มา: สำนักวิชาการ