คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 753-758/2539

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ.2490มาตรา5(1)(ก)ได้บัญญัติยกเว้นมิให้ใช้บังคับแก่อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนของราชการทหารและตำรวจที่มีหรือใช้ในราชการเมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นของกรมตำรวจและจำเลยที่1เบิกมาใช้ในราชการโดยชอบจำเลยที่1จึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแม้จะได้ความว่าจำเลยที่1เบิกอาวุธปืนของกลางมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน2532และมิได้ส่งคืนเพื่อตรวจสอบในกำหนด1เดือนก็ตามก็เป็นเรื่องผิดระเบียบภายในของกรมตำรวจหาทำให้การกระทำที่ไม่เป็นความผิดกลับกลายเป็นความผิดขึ้นไม่ จำเลยที่1รับราชการตำแหน่งรองสารวัตรแผนก5กองกำกับการ2กองปราบปรามกรมตำรวจที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่1ได้ยื่นใบลาขอหยุดพักผ่อนประจำปีตั้งแต่วันที่22ถึงวันที่29กันยายน2532และได้เดินทางไปที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาสต่อมาถูกจับและยึดอาวุธปืนของกลางได้ในวันที่3ตุลาคม2532ที่ห้องพักโรงแรมพลาซ่า อำเภอสุไหงโก-ลก และจำเลยที่1พาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตถือได้ว่าจำเลยที่1พาอาวุธปืนของกลางไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรทั้งการพาอาวุธปืนของกลางดังกล่าวไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะนั้นจำเลยที่1มิได้อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ราชการเนื่องจากจำเลยที่1มิได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการในท้องที่ดังกล่าวจำเลยที่1จึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนของกลางไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควรด้วย จำเลยที่1กับพวกอีกหนึ่งคนมาที่บ้านผู้เสียหายแนะนำตัวว่าชื่อร้อยตำรวจโทอ. มาจากกองปราบปรามมาทำงานโดยขอความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายและถามผู้เสียหายว่าจะให้เท่าใดผู้เสียหายเป็นนักการพนันเข้าใจว่าเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามมาขอเงินกลับจะถูกจับกุมเพราะในบ้านของผู้เสียหายมีการลักลอบเล่นการพนันเป็นประจำจึงบอกว่าจะให้10,000บาทจำเลยที่1ขอ15,000บาทผู้เสียหายจึงให้เงินจำนวนดังกล่าวจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยที่1มิได้แกล้งกล่าวหาผู้เสียหายในข้อหาใดทั้งจำเลยที่1มิได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบแต่ประการใดจำเลยที่1เพียงแต่พูดขอเงินค่าใช้จ่ายเป็นส่วนตัวซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ก็ได้จำเลยที่1มิได้กระทำการอันใดอันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งข่มขืนใจผู้เสียหายให้มอบเงินจำเลยที่1ยังไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148 จำเลยที่1เรียกร้องเงินจากส. และอ. ผู้เสียหายแต่ละรายหากไม่ยอมให้เงินจะจับกุมจนผู้เสียหายทั้งสองรายกลัวจึงยอมให้เงินแก่จำเลยที่1แม้ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้ามือสลากกินรวบซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันแต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่1มีหลักฐานยืนยันการกระทำผิดของผู้เสียหายทั้งสองรายนี้ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่1เรียกร้องเงินจากผู้เสียหายหลายรายในเวลาไล่เลี่ยกันแสดงว่าจำเลยมีเจตนามาแต่แรกที่จะใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดข่มขืนใจและจูงใจให้ผู้เสียหายทั้งสองมอบเงินให้แก่จำเลยที่1โดยขู่ว่าถ้าไม่ให้เงินก็จะจับกุมการกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแกล้งกล่าวหาผู้เสียหายเพื่อเรียกร้องเอาเงินเท่านั้นดังนั้นการที่จำเลยที่1เรียกร้องเงินจากผู้เสียหายทั้งสองรายหากไม่ยอมให้จะจับกุมจึงเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148และเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ทรัพย์สินแก่จำเลยที่1ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา337 จำเลยที่1เรียกร้องเงินจากพ. ผู้เสียหายโดยกล่าวในทำนองว่าถ้าไม่ให้เงินจะทำการจับกุมหญิงที่รับจ้างค้าประเวณีพ.ตกลงให้เงินแก่จำเลยที่1เพราะพ.เป็นหัวหน้าผู้อำนวยการคุมผู้หญิงที่ประกอบอาชีพค้าประเวณีในเขตอำเภอสุไหงโก-ลกและพ. ตกลงให้เงินเพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในพวกสมาชิกหญิงที่มีอาชีพรับจ้างค้าประเวณีดังนั้นการที่จำเลยที่1เรียกร้องเงินจากพ.ผู้เสียหายหากไม่ยอมให้จะจับกุมหญิงที่รับจ้างค้าประเวณีซึ่งอยู่ในความดูแลของพ. ผู้เสียหายโดยพฤติการณ์ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจำเลยที่1มีเจตนามาแต่แรกที่จะใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดข่มขืนใจให้พ.ผู้เสียหายมอบเงินให้แก่จำเลยที่1โดยขู่ว่าถ้าไม่ให้เงินก็จะจับกุมหญิงค้าประเวณีซึ่งอยู่ในความดูแลของพ. ผู้เสียหายทั้งที่ไม่ปรากฏว่าขณะข่มขู่ดังกล่าวมีการค้าประเวณีกันจริงกรณีจึงเป็นการแกล้งกล่าวหาขึ้นเพื่อจะเรียกเอาเงินเท่านั้นเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148และเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ทรัพย์สินแก่จำเลยที่1ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา337 ความผิดกระทงที่หนักที่สุดที่

2ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่1นั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน10ปีขึ้นไปกรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา91(3)ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นจะต้องไม่เกินกำหนด50ปีคดีทั้งหกสำนวนศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันสำนวนที่ 1

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 210, 337, 371, 83, 86,90, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ,72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ข้อ 3, 6, 7 คืนของกลางแก่เจ้าของให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 20,000 บาทแก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษจำเลยทั้งแปดในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 129-133/2533 ของศาลชั้นต้นสำนวนที่ 2

2โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 337, 83, 86, 91 ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงิน จำนวน 8,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองและให้นับโทษจำเลยทั้งแปดต่อเนื่องกันทั้งหกสำนวนสำนวนที่ 3

3โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 337, 83, 86 ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน จำนวน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายและให้นัดโทษจำเลยทั้งแปดต่อเนื่องกันทั้งหกสำนวนสำนวนที่ 4

4โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 337, 83, 86, 91 ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน จำนวน 15,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสามตามส่วน และให้นับโทษจำเลยทั้งแปดต่อเนื่องกันทั้งหกสำนวนสำนวนที่ 5

5โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 337, 83, 86 ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงิน จำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายและให้นับโทษจำเลยทั้งแปดต่อเนื่องกันทั้งหกสำนวนสำนวนที่ 6

6โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 337, 83, 86 ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน จำนวน 15,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษ

7จำเลยทั้งแปดต่อเนื่องกันทั้งหกสำนวน จำเลยทั้งหกสำนวนให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยทั้งแปดในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

8ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 337 วรรคแรก, 83, 90, 91 และจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371แต่ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนจำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 337 วรรคแรก,86 ในสำนวนที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ฐานมีอาวุธปืน ให้จำคุก 6 เดือนฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้จำคุก 6 เดือน ในสำนวนที่ 2 ถึงที่ 6 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบและฐานกรรโชก เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบที่มีโทษหนักที่สุดให้ลงโทษสำนวนที่ 2 มีกำหนดกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทงรวมจำคุก 10 ปี ให้ลงโทษสำนวนที่ 3 มีกำหนด 5 ปี ให้ลงโทษสำนวนที่ 4 กระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง รวมจำคุก 15 ปี ให้ลงโทษสำนวนที่ 5 และที่ 6 สำนวนละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำเลยที่ 1 นำสืบรับกันว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว รวมจำคุก จำเลยที่ 1 ทุกสำนวนให้จำคุก 45 ปี 8 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ปรับ 1,200 บาท ลงโทษจำเลยที่ 5 และที่ 6 ฐานมีอาวุธปืนให้จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาทฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้จำคุกคนละ 6 เดือนปรับคนละ 4,000 บาท รวมจำคุก จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ1 ปี ปรับคนละ 9,000 บาท จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 นำสืบรับนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 4 จำนวน 800 บาทส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ปรับคนละ 6,000 บาทจำเลยที่ 8 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ประกอบมาตรา 86 อันเป็นบทหนักให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน คดีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปีหากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายในสำนวนที่สองถึงที่หก รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายแต่ละรายตามส่วน โดยจำนวนเงิน 20,000 บาท ในสำนวนที่ 5 ที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนหรือชดใช้นั้นให้จำเลยที่ 8 ร่วมกันคืนหรือชดใช้ด้วย ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 7 ทุกสำนวนยกฟ้อง โจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ในสำนวนที่ 2 ถึงที่ 6 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 4และที่ 6จำเลยที่ 1 ทั้งหกสำนวนอุทธรณ์

9ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

10ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องทั้งหกสำนวน ได้มีผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเรียกร้องเงินจากนายวินัย ฉลองวงศ์(ผู้เสียหายในสำนวนที่ 1) นายแสงทิพย์ คติสมสกุล นายอรุณเนาวรัตน์ (ผู้เสียหายในสำนวนที่ 2) นายไพรินทร์ กาญจนาพงศาเวช(ผู้เสียในสำนวนที่ 3) นายสุรพล เลาประสพวัฒนา นายวัฒนา ห่อมานายขม สุวรรณประเสริฐ ผู้เสียหายในสำนวนที่ 4) นายยะปาร์เจ๊ะมะ (ผู้เสียหายในสำนวนที่ 5) และนายกิตติ หล่อไพบูลย์(ผู้เสียหายในสำนวนที่ 6) แล้วผู้เสียหายแต่ละรายดังกล่าวได้จ่ายเงินตามที่เรียกร้องให้แก่ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไปมีจำนวนเงินปรากฏรายละเอียดตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย ปจ.3 ถึง ปจ.8 (ศาลจังหวัดสงขลา) ต่อมาวันที่3 ตุลาคม 2532 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุไหงโก-ลกจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 8 คน ได้พร้อมของกลางตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ปจ.1 (ศาลจังหวัดปัตตานี) และบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย ปจ.1 (ศาลจังหวัดสงขลา) โดยเฉพาะอาวุธปืนพกขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก หมายเลขทะเบียนโล่ 14384 ซึ่งเป็นของทางราชการกรมตำรวจพร้อมกระสุนปืน 5 นัด ยึดได้จากจำเลยที่ 1

11คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งกันว่าอาวุธปืนของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 เป็นปืนพกขนาด .38หมายเลขทะเบียนโล่ 14384 ซึ่งเป็นของทางราชการกรมตำรวจ และอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 อาวุธปืนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้เบิกไปจากทางราชการกรมตำรวจเมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2532 โดยได้รับอนุญาตจากพันตำรวจตรีอดุลย์เดช สาริกาพันธ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามระเบียบการเบิกอาวุธปืนจะอนุญาตให้เบิกจ่ายคราวละ 1 เดือน เมื่อครบกำหนดผู้เบิกจะต้องส่งมอบอาวุธปืนที่เบิกต่อเจ้าหน้าที่คลังอาวุธปืนเพื่อตรวจสอบ ตามหลักฐานการเบิกจ่ายไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ได้คืนอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นการไม่ถูกต้องตามระเบียบ ในช่วงที่เกิดเหตุคดีนี้พันตำรวจตรีอดุลย์ สาริกาพันธ์ และกรมตำรวจไม่ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปราชการในท้องที่เกิดเหตุ แต่ระหว่างวันที่ 22 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2532 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นใบลาพักผ่อนประจำปีรวม 8 วัน ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2532 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุไหงโก-ลก จับจำเลยที่ 1 พร้อมกับยึดอาวุธปืนดังกล่าวได้ในห้องพักโรงแรมพลาซ่า อำเภอสุไหงโก-ลกจังหวัดนราธิวาส ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 5 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้เว้นแต่มาตรา 8 ทวิ มิให้ใช้บังคับแก่(1) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนของ(ก) ราชการทหาร และตำรวจที่มีหรือใช้ในราชการ"เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นของกรมตำรวจและจำเลยที่ 1เบิกมาใช้ในราชการโดยชอบ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 1 เบิกอาวุธปืนของกลางมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน2532 และมิได้ส่งคืนเพื่อตรวจสอบในกำหนด 1 เดือนก็ตาม ก็เป็นเรื่องผิดระเบียบภายในของกรมตำรวจหาทำให้การกระทำที่ไม่เป็นความผิด กลับกลายเป็นความผิดขึ้นไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นสำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนของกลางไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้นข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 รับราชการตำแหน่งรองสารวัตรแผนก 5 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม กรมตำรวจที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ได้ยื่นใบลาขอหยุดพักผ่อนประจำปีตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2532 และได้เดินทางไปที่อำเภอสุไหลโก-ลกจังหวัดนราธิวาส ต่อมาถูกจับและยึดอาวุธปืนของกลางได้ในวันที่3 ตุลาคม 2532 ที่ห้องพักโรงแรมพลาซ่า อำเภอสุไหงโก-ลกจังหวัดนราธิวาส ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความว่าพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนของกลางไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งการพาอาวุธปืนของกลางดังกล่าวไปในเมืองหมู่บ้าน ทางสาธารณะนั้น จำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ราชการเนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการในท้องที่ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนของกลางไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควรปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการที่สองมีว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148ในสำนวนที่ 1 และได้กระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายแต่ละรายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 และเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148ในสำนวนที่ 2 ถึงสำนวนที่ 6 ตามที่

12ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาหรือไม่ ในปัญหาประการที่สองนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่อ้างตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเรียกร้องเงินจากผู้เสียหายแต่ละรายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาหรือไม่ในปัญหานี้

13ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายในแต่ละสำนวนถูกเรียกร้องเงินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจากกองปราบปรามโดยมีพฤติการณ์เรียกร้องเงินทำนองเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่จำเลยที่ 1เรียกร้องเงินจากผู้เสียหายในแต่ละสำนวนนั้น จำเลยที่ 1 มีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาหรือไม่ สำหรับสำนวนคดีที่ 1 นอกจากความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรและเร่งด่วน ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ด้วย ซึ่งในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของนายวินัย ฉลองวงศ์ ผู้เสียหายในสำนวนคดีที่ 1 ว่ามีผู้ชายโทรศัพท์มาถึงพยานแนะนำว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาจากกองปราบปรามยศร้อยตำรวจโทมีธุระจะมาคุยกับพยาน พยานจึงให้มาพบที่บ้าน หลังจากรับโทรศัพท์ประมาณครึ่งชั่วโมง จำเลยที่ 1 กับพวกอีกหนึ่งคนมาที่บ้านแนะนำตัวว่าชื่อร้อยตำรวจโทโอภาสมาจากกองปราบปรามมาทำงานโดยขอความช่วยเหลือค่าใช้จ่าย และถามพยานว่าจะให้เท่าใด พยานเป็นนักการพนันเข้าใจว่าเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามมาขอเงินกลัวจะถูกจับกุม เพราะในบ้านของพยานมีการลักลอบเล่นการพนันเป็นประจำ จึงบอกว่าจะให้10,000 บาท จำเลยที่ 1 ขอ 15,000 บาท พยานจึงให้เงินจำนวนดังกล่าว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้แกล้งกล่าวหาผู้เสียหายในข้อหาใด ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบแต่ประการใด จำเลยที่ 1 เพียงแต่พูดขอเงินค่าใช้จ่ายเป็นส่วนตัว ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ก็ได้ จำเลยที่ 1มิได้กระทำการอันใดอันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งข่มขืนใจผู้เสียหายให้มอบเงิน จำเลยที่ 1 ยังไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบสำนวนคดีที่ 2 ข้อเท็จจริงปรากฎว่า จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจากนายแสงทิพย์และนายอรุณผู้เสียหายแต่ละรายหากไม่ยอมให้เงินจะจับกุมจนผู้เสียหายทั้งสองรายกลัวจึงยอมให้เงินแก่จำเลยที่ 1 แม้ปรากฏตามคำเบิกความของนายแสงทิพย์และนายอรุณผู้เสียหายทั้งสองว่า ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันแต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหลักฐานการยืนยันการกระทำผิดของผู้เสียหายทั้งสองรายนี้ ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจากผู้เสียหายหลายรายในเวลาไล่เลี่ยกัน แสดงว่าจำเลยมีเจตนามาแต่แรกที่จะใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิด ข่มขืนใจและจูงใจให้ผู้เสียหายทั้งสองมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยขู่ว่าถ้าไม่ให้เงินก็จะจับกุมการกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแกล้งกล่าวหาผู้เสียหายเพื่อเรียกร้องเอาเงินเท่านั้นดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจากผู้เสียหายทั้งสองรายหากไม่ยอมให้จะจับกุม จึงเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ทรัพย์สินแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบและฐานกรรโชกสำนวนคดีที่ 3 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจากนายไพรินทร์ กาญจนพงศาเวชผู้เสียหายโดยกล่าวในทำนองว่าถ้าไม่ให้เงินจะทำการจับกุมหญิงที่รับจ้างค้าประเวณีนายไพรินทร์ผู้เสียหายตกลงให้เงินกับจำเลยที่ 1 เพราะนายไพรินทร์เป็นประธานชมรมชาวเหนือและเป็นหัวหน้าผู้อำนวยการคุมผู้หญิงที่ประกอบอาชีพพิเศษซึ่งหมายถึงหญิงค้าประเวณีในเขตอำเภอสุไหงโก-ลก และนายไพรินทร์ตกลงให้เงินเพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในพวกสมาชิกหญิงที่มีอาชีพรับจ้างค้าประเวณีดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจากนายไพรินทร์ผู้เสียหายหากไม่ยอมให้จะจับกุมหญิงที่รับจ้างค้าประเวณี ซึ่งอยู่ในความดูแลของนายไพรินทร์ผู้เสียหาย โดยพฤติการณ์ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 1 มีเจตนามาแต่แรกที่จะใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิด ข่มขืนใจให้นายไพรินทร์ผู้เสียหายมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยขู่ว่าถ้าไม่ให้เงินก็จะจับกุมหญิงค้าประเวณีซึ่งอยู่ในความดูแลของนายไพรินทร์ผู้เสียหาย ทั้งที่ไม่ปรากฏว่าขณะข่มขู่ดังกล่าวมีการค้าประเวณีกันจริง กรณีจึงเป็นการแกล้งกล่าวหาขึ้นเพื่อจะเรียกเอาเงินเท่านั้นเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ทรัพย์สินแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบและฐานกรรโชกสำหรับสำนวนคดีที่ 4 สำนวนคดีที่ 5 และสำนวนคดีที่ 6ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจากนายสุรพลเลาประสพวัฒนา นายสัมพันธ์ ห่อมา และนายขม สุวรรณประเสริฐผู้เสียหายทั้งสามในสำนวนคดีที่ 4 นายยะปาร์ เจ๊ะมะผู้เสียหายในสำนวนคดีที่ 5 และนายกิตติ หล่อไพบูลย์ ผู้เสียหายในสำนวนคดีที่ 6 หากผู้เสียหายในสำนวนคดีที่ 4 ที่ 5 และที่ 6ไม่ยอมให้เงินจะจับกุมจนผู้เสียหายทุกรายกลัวจึงยอมให้เงินแก่จำเลยที่ 1 ไปนั้นไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายในแต่ละสำนวนดังกล่าวกระทำการอันเป็นความผิดแต่ประการใด และตามพฤติการณ์เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 มีเจตนามาแต่แรกที่จะเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น จึงแกล้งกล่าวหาผู้เสียหายดังกล่าวกรณีจึงเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายเพื่อให้ยอมให้เงินเข้าลักษณะอันเป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ด้วย และโดยที่การข่มขืนใจผู้เสียหายแต่ละรายในแต่ละสำนวนแยกจากกันจึงเป็นความผิดหลายกรรมสำหรับความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการสุดท้ายมีว่า การรวมโทษทุกกระทงความผิดจะต้องรวมแล้วไม่เกินกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดกระทงหนักที่สุดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกอย่างสูง 5 ปี และไม่เกิน 10 ปี การรวมโทษทุกกระทงเมื่อรวมแล้วจึงต้องไม่เกินกำหนด 20 ปีนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดกระทงที่หนักที่สุดที่

14ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นจะต้องไม่เกินกำหนด 50 ปี

15พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีที่ 1 ไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 และมาตรา 72 วรรคสามและไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 40 ปี 4 เดือน

(อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ - จเร อำนวยวัฒนา - อรุณ น้าประเสริฐ)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 148, ป.อ. มาตรา 337, พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 5, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 5, ป.อ. มาตรา 157, ป.อ. มาตรา 210, ป.อ. มาตรา 371, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 86, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, พ.ร.บ.นี้เว้นแต่ มาตรา 8 ทวิ

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก thai-legal-corpus (CC-BY-4.0) ← deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ