คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12/2482
ผล: ยกฟ้องอัยการสุราษฎร์ธานีโจทก์ นายชม ตระตานนท์ ที่ 1 นายคล้าย ประชาบาล ที่ 2จำเลย
ย่อ / หลักกฎหมาย
1ฉีกกระดาษคำให้การที่ได้ยื่นไว้ในคดี โดยกระดาษที่ถูกฉีกขาดออกไปเป็นกระดาษว่างเปล่า ไม่มีข้อความใดๆ เลยดังนี้ ยังไม่มีความผิดฐานทำลายหลักฐาน ตาม ม.150 แห่งกฏหมายอาญาจำเลยถูกฟ้องในคดีแพ่งจึงทำคำให้การมายื่น ศาลสั่งรับไว้แล้ว แต่คำให้การนั้นไม่มีสำเนาเจ้าพนักงานศาลจึงให้จำเลยเอาต้นฉบัยคำให้การไปคัดทำสำเนามา จำเลยได้ฉีกท้ายคำให้การนั้นออกซึ่งเป็นตอนที่ไม่มี่ข้อความใดๆ โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากระดาษตรงที่จำเลยฉีกเป็นกระดาษเปล่าไม่มีถ้อยคำที่เขียนไว้จึงไม่เป็นหนังสือตาม ม.๑๕๐ และไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายในมาตรานั้นด้วย เพราะตามถ้อยคำในมาตรา ๑๕๐ นี้ หนังสือและทรัพย์เป็นคนละอย่างต่างกัน และทั้ง ๒ อย่างต้องเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีความกระดาษเปล่าจึงไม่เป็นหลักฐานในการพิจารณาอย่างใด พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12/2482อัยการสุราษฎร์ธานีโจทก์นายชม ตระตานนท์ ที่ 1 นายคล้าย ประชาบาล ที่ 2จำเลย ป.อ. ม. 43, ม. 150ฉีกกระดาษคำให้การที่ได้ยื่นไว้ในคดี โดยกระดาษที่ถูกฉีกขาดออกไปเป็นกระดาษว่างเปล่า ไม่มีข้อความใดๆ เลยดังนี้ ยังไม่มีความผิดฐานทำลายหลักฐาน ตาม ม.150 แห่งกฏหมายอาญาจำเลยถูกฟ้องในคดีแพ่งจึงทำคำให้การมายื่น ศาลสั่งรับไว้แล้ว แต่คำให้การนั้นไม่มีสำเนาเจ้าพนักงานศาลจึงให้จำเลยเอาต้นฉบัยคำให้การไปคัดทำสำเนามา จำเลยได้ฉีกท้ายคำให้การนั้นออกซึ่งเป็นตอนที่ไม่มี่ข้อความใดๆ โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากระดาษตรงที่จำเลยฉีกเป็นกระดาษเปล่าไม่มีถ้อยคำที่เขียนไว้จึงไม่เป็นหนังสือตาม ม.๑๕๐ และไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายในมาตรานั้นด้วย เพราะตามถ้อยคำในมาตรา ๑๕๐ นี้ หนังสือและทรัพย์เป็นคนละอย่างต่างกัน
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1และทั้ง ๒ อย่างต้องเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีความกระดาษเปล่าจึงไม่เป็นหลักฐานในการพิจารณาอย่างใด พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์(พลางกูร-นิติศาสตร์-เทฟโนต์)ศาลชั้นต้น - นายโสม สุวรรณเสวกศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: จำเลยถูกฟ้องในคดีแพ่งจึงทำคำให้การมายื่น ศาลสั่งรับไว้แล้ว แต่คำให้การนั้นไม่มีสำเนาเจ้าพนักงานศาลจึงให้จำเลยเอาต้นฉบัยคำให้การไปคัดทำสำเนามา จำเลยได้ฉีกท้ายคำให้การนั้นออกซึ่งเป็นตอนที่ไม่มี่ข้อความใดๆ โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากระดาษตรงที่จำเลยฉีกเป็นกระดาษเปล่าไม่มีถ้อยคำที่เขียนไว้จึงไม่เป็นหนังสือตาม ม.๑๕๐ และไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายในมาตรานั้นด้วย เพราะตามถ้อยคำในมาตรา ๑๕๐ นี้ หนังสือและทรัพย์เป็นคนละอย่างต่างกัน และทั้ง ๒ อย่างต้องเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีความกระดาษเปล่าจึงไม่เป็นหลักฐานในการพิจารณาอย่างใด พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์
(พลางกูร - นิติศาสตร์ - เทฟโนต์)
ศาลชั้นต้น - นายโสม สุวรรณเสวกศาลอุทธรณ์ -