คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4141-4142/2565

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน และเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องในสำนวนแรก แม้ในสำนวนหลังโจทก์ฟ้องข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเข้ามาด้วยแต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเอง ซึ่งโจทก์สามารถขอแก้ฟ้องด้วยการเพิ่มเติมข้อหาดังกล่าวในสำนวนแรกได้อยู่แล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นสำนวนหลังว่าสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นยาเสพติดจำนวนเดียวกับสำนวนแรกย่อมเป็นการใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองครั้งในการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน ดังนั้น ฟ้องโจทก์สำนวนหลัง จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

คำพิพากษา

1คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย คดีสำนวนแรก

2โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้น คดีสำนวนที่สอง

3โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้น

4จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

5ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน

6จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกคำขอนับโทษต่อ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

7จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน และปรับ 13,333.33 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 6,666.66 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท และให้จำเลยยินยอมให้พนักงานคุมประพฤติตรวจสอบการเสพยาเสพติดให้โทษ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

8โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปตรวจสอบที่สวนมะม่วงซึ่งภายในสวนดังกล่าวมีบริเวณที่กั้นเป็นสนามไก่ชนไว้ เมื่อไปถึงพบจำเลย นายวิทูนหรือตี๋และนายหวื่อ ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงกำลังเล่นไก่ชนอยู่ เมื่อจำเลยกับพวกเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงวิ่งหลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยได้และพากลับไปบริเวณที่เกิดเหตุ ส่วนนายวิทูนและนายหวื่อไม่สามารถจับกุมได้ จากการตรวจค้นบริเวณสนามไก่ชนพบเมทแอมเฟตามีน 2 จุด จุดแรก พบเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด อยู่ในกล่องสแตนเลสวางอยู่บนโต๊ะ อีกจุดหนึ่งพบเมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด และวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียว 8 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องเก็บของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา-น้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนซึ่งนายวิทูนเป็นผู้ขับมาจอดไว้ หลังจากควบคุมจำเลยไปที่สถานีตำรวจได้ตรวจสอบปัสสาวะของจำเลยพบสารเมทแอมเฟตามีน สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน

9จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

10ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ในความผิดฐานดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์ในสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวนและเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องในสำนวนแรก แม้ในสำนวนหลังโจทก์ฟ้องข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเข้ามาด้วยแต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเอง ซึ่งโจทก์สามารถขอแก้ฟ้องด้วยการเพิ่มเติมข้อหาดังกล่าวในสำนวนแรกได้อยู่แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นสำนวนหลังว่าสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นยาเสพติดจำนวนเดียวกับสำนวนแรกย่อมเป็นการใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองครั้งในการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน ดังนั้น ฟ้องโจทก์สำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและ

11พิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

12มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องในสำนวนแรกหรือไม่

13โจทก์ฎีกาในทำนองว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนได้กระทำการไปตามหน้าที่ไม่มีเหตุเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ

14จำเลยให้การในชั้นสอบสวนต่อหน้ามารดาจำเลยที่ร่วมฟังการสอบสวนอยู่ด้วยว่า เมทแอมเฟตามีนที่นายหวื่อนำออกมาวางแล้วบอกให้จำเลยกับนายวิทูนทราบว่านำมาใช้ได้ กรณีหาจำต้องเป็นเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจค้นได้ที่ตัวจำเลยอย่างใดไม่ เมื่อเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองมีจำนวน 15 เม็ดหรือหน่วยการใช้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมาย ทั้งจากการสืบสวนและสอบสวนได้ความว่าจำเลยกับพวกมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่นในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงโดยใช้บริเวณสวนมะม่วงที่เกิดเหตุ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในปัญหานี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกมนัส ร้อยตำรวจเอกประสพชัย ร้อยตำรวจตรีถนอม และดาบตำรวจทวีพงษ์ ผู้ร่วมจับกุมทั้งสี่เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า จากการสืบสวนหาข่าวทราบว่านายวิทูนมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยเป็นคนคอยช่วยเหลือในการส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้า ได้รับค่าตอบแทนเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือบางครั้งเป็นเงิน จำเลยจึงมีส่วนร่วมในการมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในกล่องสแตนเลสซึ่งวางอยู่บนโต๊ะในสนามไก่ชนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ปากต่างไม่ได้พบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเป็นเพียงการเบิกความกล่าวอ้างขึ้นลอยๆ อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่ากล่องสแตนเลสที่บรรจุเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เป็นของจำเลย ส่วนรายงานการสืบสวนก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นฝ่ายเดียวย่อมมีน้ำหนักน้อย ยิ่งไปกว่านั้น

15จำเลยให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ถูกจับกุมว่า เมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด เป็นของนายวิทูน ส่วนเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เป็นของนายหวื่อ และในชั้นสอบสวนก็ยังคงให้การยืนยันในทำนองเดียวกัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้แต่เพียงว่าพบเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด บรรจุอยู่ในกล่องสแตนเลสที่วางอยู่บนโต๊ะในสนามไก่ชน ซึ่งจำเลยกำลังเล่นไก่ชนอยู่กับนายวิทูนและนายหวื่อ พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงไม่หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่

16ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

17มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า สมควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยและรอการลงโทษจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยอายุเพียง 19 ปีเศษ ยังขาดประสบการณ์ชีวิตและขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่ศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 นั้น เหมาะสมแล้ว อีกทั้งจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงกระทงเดียวซึ่งเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับเป็นโทษจำคุกระยะสั้นเพียง 2 เดือน การให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกไว้น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมส่วนร่วมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104,162 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ กฎหมายใหม่ยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม แต่โทษตามกฎหมายใหม่เป็นคุณกว่าจึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

18พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนหลัง

(อรุณ เรืองเพชร - พิชัย เพ็งผ่อง - ชาติชาย อัครวิบูลย์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 15, ป.วิ.อ. มาตรา 163, ป.วิ.พ. มาตรา 173, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 4, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 76, ป.อ. มาตรา 56, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.วิ.อ. มาตรา 195, ป.วิ.อ. มาตรา 227, ป.ยาเสพติด มาตรา 104, ป.ยาเสพติด มาตรา 162, ป.อ. มาตรา 3

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ