คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3463/2563

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ..." ดังนั้น ข้อเท็จจริงว่าอาคารดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิดซึ่งต้องบรรยายให้ปรากฏในฟ้อง เพื่อนำมาพิจารณาถึงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอาคารที่จำเลยดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การบรรยายฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 31, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขอให้ปรับจำเลยเป็นรายวันฐานก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนคำสั่งตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และปรับจำเลยรายวันฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนของเจ้าพนักงานตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

2จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคแรกและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท กับปรับรายวันนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ตามที่โจทก์ขอมา เป็นเวลา 28 วัน วันละ 120 บาท รวม 3,360 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอน จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท กับปรับรายวันนับแต่วันฝ่าฝืนคำสั่งจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 680 วัน วันละ 120 บาท รวม 81,600 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 120 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟังคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่ง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยรายวันนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ตามที่โจทก์ขอมา เป็นเวลา 28 วัน วันละ 80 บาท รวม 2,240 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอน จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยรายวันนับแต่วันฝ่าฝืนคำสั่งจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเวลา 680 วัน วันละ 80 บาท รวม 54,400 บาท รวมจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 64,640 บาท กับให้ปรับจำเลยรายวันอีกวันละ 80 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า จำเลยดัดแปลงอาคารเลขที่ 27 หมู่ที่ 5 ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร รุกล้ำเข้าไปในชายตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการดัดแปลงอาคารและโครงสร้างอันมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยมิได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่ง

4ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน 10 วัน ปรับ 4,000 บาท ในความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร

5ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่จำเลยดัดแปลงตามฟ้อง ข้อ 1.3 เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยชอบแล้ว ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2559 เวลากลางวัน จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งไม่รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย โดยอ้างว่าเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารนั้น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ..." ดังนั้น เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงว่าอาคารดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิดซึ่งต้องบรรยายให้ปรากฏในฟ้อง เพื่อนำมาพิจารณาถึงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอาคารที่จำเลยดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การบรรยายฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร ที่จำเลยดัดแปลงตามฟ้องข้อ 1.3 จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่

6ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวมานั้น เป็นการไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

7พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ คงลงโทษจำเลยฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 80 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 รวม 2,240 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

(ชัยรัตน์ ศิลาลาย - ภัทรศักดิ์ วรรณแสง - อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 42, ป.วิ.อ. มาตรา 158, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 31, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 66 ทวิ, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 67, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 71, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 56, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.วิ.อ. มาตรา 218

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก thai-legal-corpus (CC-BY-4.0) ← deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ