คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2558 ย่อ (หลักกฎหมาย) ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 1 (จำเลย) ไปยังผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลายประมาณ 5 เดือนเศษ และต่อมาผู้คัดค้านที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 เสียเปรียบตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 237 ถือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายคดีนี้เอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว แต่จะนำ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) มาใช้บังคับในกรณีไม่ได้ ส่วนการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอน การโอนนั้นก็ยังชอบด้วยกฎหมายอยู่ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันยื่นคำร้องอันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยตามขอ ผู้ร้องคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไป คำพิพากษา คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) (ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนนี้) เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา ระหว่างลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 84.9 ตารางวา ระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 โดยให้แก้ไขสารบัญทางทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027, 102991, 102992, 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย รวม 5 โฉนด กลับมาเป็นชื่อของลูกหนี้ตามฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ราคาที่ดิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 35 ตารางวา) ซึ่งดาบตำรวจสมชายได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่สามารถเพิกถอนการโอนที่ดินและจำนองให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว มีอำนาจแต่งตั้งทนายความและคัดค้านคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า เมื่อลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอำนาจจัดกิจการทรัพย์สินตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 ลูกหนี้จึงไม่อาจแต่งตั้งทนายความเข้ามาคัดค้านได้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนทรัพย์สินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 โดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818, 102026, 102027, 102991, 102992 และ 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 และ 114 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดในที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027, 102991 ถึง 102993 เพียง 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรกที่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อน คือ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่วินิจฉัยว่า เมื่อลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความเข้ามาคัดค้านในคดีได้นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินจากผู้คัดค้านที่ 1 ไปยังผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย ประมาณ 5 เดือนเศษ และต่อมาผู้คัดค้านที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าว 1 แปลง ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 เสียเปรียบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ถือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายคดีนี้เอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้ จะนำพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งของศาลล้มละลายกลางในส่วนผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่ชอบด้วยกฎหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่ง แต่อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 มีประเด็นที่เกี่ยวพันกับผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความเป็นพยานไว้แล้วเพียงแต่ศาลล้มละลายกลางไม่นำคำคัดค้านตลอดจนพยานหลักฐานที่ลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) นำเข้าสืบมาวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและทำคำสั่งใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา หรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ผู้ร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ผู้คัดค้านทั้งห้าจึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งผู้คัดค้านทั้งห้านำสืบโดยมีผู้คัดค้านที่ 1 นายทวี ลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ และนายวิทยา หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวเป็นพยานว่า เจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ โดยเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 ห้างดังกล่าวได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18468 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อนำมาจัดสรรในโครงการทรัพย์อนันต์ 2 แต่เนื่องจากยังไม่ได้ขออนุญาตค้าที่ดินและต้องการความรวดเร็วในการดำเนินการ ทั้งการจัดสรรที่ดินต้องใช้เงินลงทุนทำการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกันก่อนที่จะขาย ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ จึงมอบหมายให้ตัวแทนที่เป็นหุ้นส่วนและลูกจ้างรวมทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทน แต่ผู้คัดค้านทั้งห้าก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของที่ดินโดยการซื้อหรือชำระเงินค่าที่ดินแต่อย่างใด แม้จะได้ความต่อมาว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 18468 ได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก 6 แปลง และผู้ถือกรรมสิทธิ์บางคนได้ขออนุญาตค้าที่ดินที่แบ่งแยก ก็เป็นเรื่องเจ้าของที่ดินแต่ละคนดำเนินการเป็นส่วนตัว ไม่มีชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่ามีการนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 102026, 102027 และ 99818 ฝากเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 ดำเนินการกับทรัพย์สินของตนเองภายใต้ชื่อตัวการที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ นั้น ก็มีแต่สำเนาใบรับฝากเงินซึ่งเป็นเพียงหลักฐานการฝากเงินเข้าบัญชี แต่ไม่มีรายละเอียดแสดงแหล่งที่มาของเงิน ทั้งยอดเงินที่นำฝากก็ไม่สอดคล้องตรงกับราคาทุนทรัพย์ที่ซื้อขายที่ดินตามใบเสร็จรับเงินในราชการกรมที่ดิน ฟังไม่ได้ว่าเงินฝากดังกล่าวเป็นเงินค่าขายที่ดินพิพาท พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านทั้งห้านำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นการกระทำที่รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ อันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 ล้มละลายเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 อันเป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า เป็นการกระทำที่ผู้คัดค้านที่ 1 (ลูกหนี้) และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 (ผู้ที่ได้ลาภงอกแต่การนั้น) รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์แต่เพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินพิพาทไว้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ ในกิจการค้าปกติด้วยความจำเป็นทางธุรกิจ โดยไม่รู้เห็นการเป็นหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 โดยผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องเสียเปรียบ อันเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนปัญหาว่าการเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวมีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 84.9 ตารางวา) จากผู้คัดค้านที่ 4 หรือไม่ ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 กล่าวคือ การเพิกถอนดังกล่าวไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่จะมีการขอให้เพิกถอนการโอน ได้ความตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เพียงรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ไว้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ โดยเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน มิได้มีการชำระค่าที่ดิน เท่ากับมิได้เสียค่าตอบแทน ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 4 โอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้ผู้คัดค้านที่ 5 ในวันที่ 7 กันยายน 2547 อันเป็นวันที่โจทก์ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย ซึ่งต่อมามีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ 6 ราย รวมเป็นเงิน 74,846,811.57 บาท น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 5 มีส่วนร่วมกับผู้คัดค้านที่ 4 ช่วยผู้คัดค้านที่ 1 ในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ศาลจึงสามารถเพิกถอนการโอนดังกล่าวข้างต้นให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้คัดค้านที่ 5 ได้ แต่ไม่กระทบถึงนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (เนื้อที่ 35 ตารางวา) ระหว่างผู้คัดค้านที่ 5 กับดาบตำรวจสมชาย ซึ่งดาบตำรวจสมชาย ได้ที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจึงเป็นกรณีไม่อาจโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้คัดค้านที่ 5 จึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินแทนตามที่ผู้ร้องขอ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดในที่ดินโฉนดเลขที่ 102991 ถึง 102993 เป็นเงิน110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 70,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (เนื้อที่ 35 ตารางวา) แก่ผู้ร้อง นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดกับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในกรณีไม่สามารถให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 5 มิได้มีส่วนในการจดทะเบียนทำนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา) ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มาเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027 แต่อย่างใด และที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ชดใช้ราคาที่ดินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า การเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอน การโอนนั้นก็ยังชอบด้วยกฎหมายอยู่ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันยื่นคำร้อง อันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยตามขอ ผู้ร้องคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไป คำสั่งของศาลล้มละลายกลางทั้งสองส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 พิพากษาแก้เป็นว่า หากเพิกถอนแล้วไม่สามารถกลับคืนฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดกับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 102991 ถึง 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (เนื้อที่ 35 ตารางวา) ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ องค์คณะ: สุพจน์ กิตติรักษนนท์ - ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ - สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 113, ป.พ.พ. มาตรา 237, พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114, ป.วิ.พ. มาตรา 127, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14, ป.พ.พ. มาตรา 238, ป.วิ.พ. มาตรา 142, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา