คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4409/2559

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำเรือยอช์ท ซึ่งเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษีและมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องแล่นเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 โดยแจ้งต่อนายด่านศุลกากรว่าเป็นการนำเข้าชั่วคราว ซึ่งมีเวลาอยู่ในราชอาณาจักร 6 เดือน คือภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2540 จากนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกนำเรือของกลางจอดแล่นใช้งานตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2540 จนกระทั่งมีผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานอายัดเรือไว้เป็นของกลางเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 ดังนี้ วันที่กระทำความผิดจึงเป็นวันที่ 20 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำเรือของกลางเข้ามา หาใช่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่เรือของกลางอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด 6 เดือน ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำผิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 นั้น จึงชอบแล้ว เงินตามสัญญาประกันค่าเรือที่บริษัท ล. ซึ่งเป็นเจ้าของเรือทำสัญญาไว้กับกรมศุลกากรในการรับเรือของกลางไปเก็บรักษา หากเรือของกลางชำรุดเสียหายหรือไม่สามารถส่งมอบเรือคืนให้ในสภาพเดิมได้ จะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 133,821,659 บาท นั้น เงินจำนวนนี้มิใช่เงินที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบแทนเรือของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิด เพราะหากปรากฏภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ริบเรือของกลางแล้ว บริษัท ล. ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ กรมศุลกากรก็มีสิทธิฟ้องบังคับเงินค่าเสียหายจากบริษัทดังกล่าวได้เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในส่วนที่ให้ริบเงินตามสัญญาประกันเท่ากับขายเรือของกลาง และให้จ่ายสินบนนำจับและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดจากเงินตามสัญญาประกันจึงไม่ชอบ กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง แม้โจทก์และ

2จำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านในประเด็นดังกล่าวนี้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย โจทก์มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลางหรือเงินตามสัญญาประกัน 133,821,659 บาท จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

2จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งมีจำนวน 54,745,225 บาท โดยให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 218,980,900 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับว่า หากจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับแล้วเพียงใดให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยที่ 2 ก่อนด้วย กรณีหากต้องกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับก็ให้กักขังจำเลยที่ 2 ได้ไม่เกิน 1 ปี ริบเรือของกลางหรือเงินตามสัญญาประกันเท่ากับราคาเรือของกลางจำนวน 41,161,824 บาท ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละสิบห้าของราคาของกลางหรือของเงินตามสัญญาประกันจำนวน 41,161,824 บาท หรือของค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคแรก คำขออื่นให้ยก โจทก์และ

3จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละ 25 ของราคาของกลางหรือของเงินตามสัญญาประกันหรือของค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และ

4จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้

5จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ยุติว่า บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บี.โอ.ไอ. ในการผลิตเรือพลาสติกเสริมใยแก้ว โดยได้รับสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีในการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรเพื่อนำมาผลิตเรือดังกล่าว หากส่งเรือที่ผลิตไปจำหน่ายยังต่างประเทศจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่ต้องนำใบขนสินค้าขาออกไปแสดงเพื่อตัดบัญชีวัตถุดิบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตทั้งต้องแสดงสูตรการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกด้วยว่าใช้วัตถุดิบชนิดและปริมาณอย่างไรต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนด้วย ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่บริษัทดังกล่าวไม่ได้แสดงหลักฐานการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ประกอบหรือผลิตเรือยอช์ทหรือเรือสำราญของกลาง ยี่ห้อลาเด้นสไตน์ รุ่นแอล 2000 มีขนาดความยาว 20.85 เมตร กว้าง 5.25 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเครื่องละ 1,200 แรงม้า 2 เครื่อง และจดทะเบียนเรือสัญชาติเบลิซ โดยใช้ชื่อเรือว่า "บี.บี.พลัส." เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ส่งเรือของกลางลำดังกล่าวไปจำหน่ายให้แก่บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ที่ประเทศสิงคโปร์ ในราคา 2,500,000 เหรียญสหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทย 44,462,500 บาท ตามใบขนสินค้าขาออกและใบกำกับราคาสินค้า (INVOICE) พร้อมคำแปล 16 โดยนายพอล เป็นนายเรือแล่นออกไปประเทศสิงคโปร์ และมีนายปิยพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปและกรรมการผู้จัดการบริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด เดินทางไปด้วย ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2540 มีการนำเรือไปแสดงที่งานแสดงเรือนานาชาติที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อจำหน่ายต่อให้แก่ลูกค้า แต่เรือยังตกแต่งไม่แล้วเสร็จจึงยังจำหน่ายไม่ได้ นายพอลจึงแล่นเรือกลับประเทศไทย โดยแจ้งรายงานเรือเข้าต่อนายด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 วันที่ 21 เมษายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด มีหนังสือแจ้งต่อสรรพสามิตจังหวัดปทุมธานีว่า จะนำเรือเข้าซ่อมเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด มีหนังสือแจ้งต่อสรรพสามิตจังหวัดปทุมธานีว่าในวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จะส่งมอบเรือที่ซ่อมเสร็จให้แก่บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด วันที่ 18 มิถุนายน 2540 บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ทำสัญญากู้ยืมเงิน 1,000,000 เหรียญสหรัฐ จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสิงคโปร์ เพื่อชำระเงินค่าเรือของกลางให้แก่บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด และใช้เงินของบริษัทอีก 750,000 เหรียญสหรัฐ โดยมีจำเลยที่ 2 และนายจุตินันท์ ในฐานะผู้แทน บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ลงนามในเอกสารขอรับเงินและเบิกเงินที่กู้ ตามคำขอกู้เงินและหนังสือสัญญากู้เงินพร้อมคำแปล แล้วมีการโอนเงิน 1,000,000 เหรียญสหรัฐ เข้าบัญชีของบริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2540 วันที่ 7 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจ ทำหนังสือสัญญาเช่าเรือของกลางจากบริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด เพื่อใช้ในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 8 ปี มีกำหนดชำระค่าเช่าเป็นรายปี โดยได้ชำระเงินมัดจำค่าเช่า 500,000 เหรียญสหรัฐ แก่ผู้ให้เช่าแล้วตามหนังสือสัญญาเช่าพร้อมคำแปล วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 โดยนายวุฒา กรรมการผู้มีอำนาจทำหนังสือสัญญาเช่าที่จอดเรือและที่เก็บเรือของกลางจากบริษัทโอเชี่ยน มารีน่า จำกัด ที่ท่าเรือโอเชี่ยนมารีน่า พัทยา จังหวัดชลบุรี มีกำหนดเวลาจนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 ค่าเช่าเดือนละ 15,620 บาท ตามสัญญาเช่า วันที่ 29 เมษายน 2541 พันตำรวจโท (ยศในขณะนั้น) ชนสิษฎ์ กับพวกสืบทราบว่าเรือของกลางต้องสงสัยว่าเป็นเรือที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร จึงตรวจอายัดเรือของกลางไว้ ตามบันทึกการตรวจอายัด ต่อมานายปิยพันธุ์นำหลักฐานเกี่ยวกับเรือไปแสดงต่อพันตำรวจโทชนสิษฎ์ แต่ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรและชำระภาษีอากร พันตำรวจโทชนสิษฎ์กับพวกจึงร่วมกันยึดเรือดังกล่าวเป็นของกลาง ตามบันทึกการยึดเรือ บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด จำเลยที่ 1 และบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ต่างจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามกฎหมายประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ ตามลำดับ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัททั้งสามแห่ง

6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ซื้อเรือของกลางจากบริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ดังกล่าว ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางอรวร ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ว่า บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ได้ขอกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสิงคโปร์ ตามใบแสดงความจำนงขอสินเชื่อโดยแจ้งวัตถุประสงค์ว่าเพื่อนำเงินไปซื้อเรือสำราญ ราคา 1,750,000 เหรียญสหรัฐ แล้วนำไปให้จำเลยที่ 1 เช่า โดยขอกู้ 1,000,000 เหรียญสหรัฐ เงินที่เหลือเป็นของบริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) 750,000 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากหากซื้อเรือยอช์ทในประเทศไทยจะมีภาษีสูงกว่าร้อยละ 100 จึงให้บริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นผู้ซื้อและให้จำเลยที่ 1 เช่า ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การกู้ยืมเงินดังกล่าวนี้

7จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมให้ข้อมูลด้วย แต่เป็นเรื่องที่พนักงานธนาคารคาดเดาเอาเองนั้น แต่ปรากฏว่าขณะนั้นจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรรมการ ทั้งบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ในเวลาเดียวกัน และร่วมลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเงินกู้กับนายจุตินันท์ ในฐานะเป็นผู้กู้และเป็นกรรมการของบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ด้วยกัน โดยระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาเงินกู้อีกด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องทราบถึงวัตถุประสงค์ในการขอกู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นอย่างดีว่าต้องการนำเงินไปใช้เพื่อการใด ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้หากผู้กู้ไม่ให้ไว้ต่อธนาคารด้วยตนเองแล้ว พนักงานธนาคารคงไม่สามารถระบุไว้ในเอกสารของธนาคารได้ และต่อมายังปรากฏว่าบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าเรือดังกล่าวอันเป็นการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้อีกด้วย จึงเชื่อว่าพนักงานของธนาคารบันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ตามที่ทราบจากผู้กู้นั่นเอง หาใช่คาดเดาเอาเองดังที่

8จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ และเมื่อพิจารณาต่อไปถึงหนังสือสัญญาเช่าเรือระหว่างบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด กับจำเลยที่ 1 ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาเช่านานถึง 8 ปี โดยมีการระบุสถานที่ให้ใช้เรือเป็นการถาวรในประเทศไทย และต่อมาจำเลยที่ 1 ยังได้ทำสัญญาเช่าที่จอดเรือและเก็บรักษาเรือของกลางกับบริษัทโอเชี่ยน มารีน่า จำกัด ที่ท่าเรือโอเชี่ยนมารีน่า พัทยา จังหวัดชลบุรี มีกำหนดเวลานับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 อีกด้วย ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีในการนำเรือของกลางกลับเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าเรือเพื่อใช้ประโยชน์เป็นเวลานานถึง 8 ปี โดยระบุให้ใช้เป็นการถาวรในประเทศไทยและมีการทำสัญญาเช่าที่จอดและเก็บรักษาเรือไว้เป็นกิจจะลักษณะเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาโดยแจ้งชัดว่าเป็นการนำเรือเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์ในประเทศไทย เป็นการถาวรมิใช่เป็นการนำเข้ามาเป็นการชั่วคราวดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง นอกจากนี้ที่

9จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าการนำเรือของกลางกลับเข้ามาดังกล่าวได้ปฏิบัติตามพิธีการศุลกากรครบถ้วนโดยมีการแจ้งเรือเข้าและทำใบขนสินค้ารวมทั้งทำสัญญาประกันให้ไว้ต่อนายด่านศุลกากรแล้ว แต่จำเลยทั้งสองก็ไม่มีใบขนสินค้าและสัญญาประกันดังกล่าวมาแสดง อีกทั้งไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าวจากผู้ครอบครองมาเพื่อพิสูจน์ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองอีกด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนที่

10จำเลยทั้งสองฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่เคยได้รับมอบเรือของกลางมาครอบครองใช้สอยตามสัญญาเช่าเนื่องจากเรือของกลางมีสภาพไม่สมบูรณ์ต้องซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลานับแต่นำกลับมาจากประเทศสิงคโปร์ นั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่า ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้เช่ายอมรับว่าได้รับเรือยอช์ทไว้ในสภาพที่ดี ปลอดภัย ใช้การได้และยอมรับว่าเป็นเรือที่สมประโยชน์แก่การใช้งาน ฯลฯ โดยที่ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิเข้าควบคุมการจัดการเรือยอช์ทนี้อีกต่อไป ฯลฯ ซึ่งแม้จะปรากฏว่ามีการแจ้งนำเรือเข้าซ่อมในระหว่างอายุสัญญาเช่าจริงดังที่จำเลยทั้งสองอ้างก็ตาม ที่บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด มีไปถึงบริษัทพัฒนายนต์ชลบุรี จำกัด ผู้ซ่อมแซมเรือ ก็ระบุถึงการใช้เรือของกลางไว้ว่า ในวันที่ 20 กันยายน 2540 เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องของเรือถูกใช้งานไปเป็นเวลา 251 ชั่วโมง และ 252 ชั่วโมง ตามลำดับ และหลังจากวันที่ 26 มีนาคม 2541 เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องของเรือถูกใช้งานไปเป็นเวลา 381 ชั่วโมง และ 383 ชั่วโมง ตามลำดับ เมื่อได้ความจากคำเบิกความของนายปิยพันธ์ว่า ระยะเวลาเดินเรือจากประเทศไทยไปประเทศสิงคโปร์ใช้เวลาเพียงประมาณ 24 ชั่วโมงเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเรือของกลางถูกนำออกแล่นใช้งานมาโดยตลอด จึงมีการใช้เครื่องยนต์เรือตามจำนวนชั่วโมงดังกล่าวข้างต้นซึ่งสามารถแล่นไปกลับประเทศสิงคโปร์ได้หลายรอบ หรือหากมีการแล่นทดสอบเครื่องยนต์ในระหว่างซ่อมหรือหลังจากซ่อมเสร็จแล้วก็ไม่น่าจะต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงเช่นนั้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าเช่าเรือปีที่ 1 และปีที่ 2 ให้แก่บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด รวมทั้งยังได้ทำสัญญาเช่าที่จอดเรือของกลางจากบริษัทโอเชี่ยมารีน่า จำกัด อีกด้วย ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ายังไม่ได้รับมอบเรือของกลางจากผู้ให้เช่าเพราะต้องซ่อมแซมเรืออยู่ตลอดจึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนที่

11จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2541 นายบุญลือซึ่งเป็นนายเรือของกลางแจ้งต่อศุลกากรว่า เรือของกลางแล่นจากต่างประเทศกลับเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2541 โดยทำใบขนสินค้า และทำประกันไว้เช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าเรือของกลางได้แล่นออกจากประเทศไทยไปแล้วเพิ่งเดินทางกลับเข้ามาในวันดังกล่าวจริงนั้น ก็เป็นเรื่องที่นายบุญลือไปดำเนินการดังกล่าวภายหลังจากพลตำรวจตรีชนสิษฎ์กับพวกได้ทำการอายัดเรือของกลางแล้วในวันที่ 29 เมษายน 2541 ตามบันทึกการอายัด จึงนับเป็นข้อพิรุธไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้ และเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อใช้เป็นข้ออ้างหรือต่อสู้คดีว่านำเรือของกลางเข้ามาโดยถูกต้อง และมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น ส่วนที่

12จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายพอลนายเรือซึ่งเป็นผู้นำเรือของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรต้องรับผิดตามกฎหมายเพียงผู้เดียวนั้น เห็นว่า การที่นายพอลจะมีความผิดตามกฎหมายเพียงผู้เดียวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่า นายพอลกระทำความผิดเพียงผู้เดียวหรือมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลอื่นว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมกระทำความผิด จำเลยทั้งสองก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย จะรับฟังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า เมื่อนายพอลเป็นผู้นำเรือของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรจึงต้องรับผิดตามกฎหมายเพียงผู้เดียวนั้นหาได้ไม่ ทั้งคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับนายพอลด้วยและพนักงานอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้อง รวมทั้งมีการออกหมายจับไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวมา ดังนี้ เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่า บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ผลิตเรือของกลางแล้วดำเนินการขายเรือให้แก่บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ที่ประเทศสิงคโปร์ จากนั้นนำกลับเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าเรือเพื่อใช้ประโยชน์เป็นการถาวรนานถึง 8 ปี มิใช่เป็นการนำเข้ามาเป็นการชั่วคราวและโดยไม่มีการนำเรือผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีอากรในการนำเรือเข้ามาในราชอาณาจักรให้ถูกต้อง ซึ่งเรือก็ถูกนำออกใช้งานมาโดยตลอดเช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าบริษัททั้งสามบริษัทที่ดำเนินการเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกันโดยมีกรรมการหลายคนเป็นชุดเดียวกัน โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการอยู่ในทั้งสามบริษัทและเป็นผู้ลงนามกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาเช่าเรือของกลางจากบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด อีกด้วย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่า

13จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกดำเนินการลักลอบนำเรือของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรตามที่

14ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการนำเรือของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2540 และมีการนำเรือออกใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นการถาวรเรื่อยมา โดยไม่มีการนำเรือผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีอากรในการนำเรือเข้ามาในราชอาณาจักรให้ถูกต้อง วันกระทำความผิดจึงเป็นวันที่นำเรือเข้ามาโดยไม่ถูกต้องคือวันที่ 20 เมษายน 2540 ฟ้องโจทก์ระบุว่าเหตุเกิดวันที่ 20 เมษายน 2540 จึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

15ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า การตรวจค้นและการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การไปตรวจค้นเรือของกลางของพลตำรวจตรีชนสิษฎ์กับพวกที่ท่าเรือโอเชี่ยนมารีน่า มีหมายค้นจากศาลอาญา ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าบันทึกการอายัดและบันทึกยึดเรือของกลาง ทำขึ้นก่อนวันที่พันตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวนเข้ารับหน้าที่ ไม่ใช่เอกสารที่ทำขึ้นโดยพนักงานสอบสวน จึงเป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้ ก็ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวทำขึ้นจากการสืบสวนของพลตำรวจตรีชนสิษฎ์กับพวก ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่และเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรงส่วนความผิดพลาดในการเขียนหรือพิมพ์ ก็เป็นความผิดพลาดในการเขียนหรือพิมพ์หนังสือหรือจำนวนและรายชื่อ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ออกสืบสวนจับกุม แตกต่างจากจำนวนและรายชื่อเจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกการอายัด ก็ไม่ใช่ข้อพิรุธ หรือที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าบันทึกการตรวจยึดเรือของกลางพิมพ์ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง พลตำรวจตรีชนสิษฎ์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่าเป็นการพิมพ์ข้อความผิดหลงและยืนยันว่าเป็นบริษัทจำเลยที่ 1 ข้ออ้างตามฎีกาของ

16จำเลยทั้งสองในเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงพลความไม่มีสาระสำคัญถึงกับเป็นเหตุให้การตรวจค้นและการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่

17จำเลยทั้งสองอ้างฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการที่สี่ว่า คดีนี้มีสายลับผู้นำจับหรือไม่ เห็นว่า พลตำรวจตรีชนสิษฎ์เบิกความว่า ก่อนวันที่ 28 เมษายน 2541พยานได้รับแจ้งจากสายลับซึ่งประสงค์จะรับสินบนนำจับว่ามีผู้ลักลอบนำเรือของกลางหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรมาจอดอยู่ที่ท่าเรือโอเชี่ยน มารีน่า พยานกับพวกจึงไปดำเนินการตรวจค้นจนกระทั่งมีการอายัดและยึดเรือของกลางดำเนินคดีในเวลาต่อมา โดยมีการระบุถึงการที่พยานได้รับแจ้งจากสายลับไว้ในบันทึกเรื่องขออนุมัติออกสืบสวนจับกุมที่เสนอต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งการสืบสวนจับกุมคดีทำนองนี้ หากไม่มีผู้ใดแจ้งเบาะแสให้ทราบ บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะทราบเองได้ ดังนี้การที่พลตำรวจตรีชนสิษฎ์อ้างว่า มีสายลับมาแจ้งเหตุให้ทราบ จึงไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าพลตำรวจตรีชนสิษฎ์มีเรือยอช์ทจอดอยู่ที่ท่าเรือดังกล่าวเช่นกันจึงเห็นเรือของกลางนั้น จำเลยทั้งสองเพียงกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานมาแสดงให้รับฟังได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีนี้มีสายลับผู้แจ้งความนำจับจริงตามที่โจทก์ระบุในฟ้อง

18ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการที่ห้าว่า การประเมินราคาเรือของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นายมเหสักข์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ทั้งการประเมินราคาเรือของกลางก็มีหลักเกณฑ์อ้างอิง โดยมีคณะทำงานที่กรมศุลกากรตั้งขึ้นคอยกำกับดูแลอยู่ด้วยจึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าพยานจะประเมินราคาเรือให้สูงเกินความเป็นจริงเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง ดังนั้น การประเมินราคาเรือของกลาง จึงชอบแล้ว ส่วนที่

19จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การคำนวณค่าปรับได้รวมเอาค่าภาษีการค้าและภาษีเทศบาลเข้าไปรวมกับค่าเรือแล้วจึงนำไปคำนวณเป็นเงินค่าปรับ 4 เท่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 จึงไม่ชอบ นั้น เห็นว่า มีการประเมินราคาเรือของกลางหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้วคิดเป็นเงิน 41,161,824 บาท ซึ่งต้องเสียค่าภาษีศุลกากรรวมเป็นเงิน 13,583,401 บาท รวมเป็นเงิน 54,745,225 บาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวนี้ศาลล่างทั้งสองนำมาเป็นเกณฑ์คิดคำนวณค่าปรับที่ลงโทษแก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาเท่านั้น หาได้รวมเอาค่าภาษีการค้าและภาษีเทศบาลเข้ามารวมเพื่อคิดคำนวณด้วยดังที่

20จำเลยทั้งสองฎีกา คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองนอกจากที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นล้วนไม่ใช่ข้อสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้ คง

21มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้ริบเงินตามสัญญาประกันเท่ากับราคาเรือของกลางและให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดจากเงินตามสัญญาประกันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เงินตามสัญญาประกันดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ทำสัญญาไว้ต่อกรมศุลกากรในการขอรับเรือของกลางไปเก็บรักษาว่า หากเรือของกลางเสียหายหรือไม่สามารถส่งมอบเรือคืนให้ในสภาพเดิมได้ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมศุลกากรเป็นเงิน 133,821,659 บาท เงินจำนวนนี้จึงหาใช่เงินที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบแทนเรือของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิดคดีนี้โดยตรงได้ไม่ หากปรากฏว่าภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ริบเรือของกลางแล้ว บริษัทลาเด้นสไตน์จำกัด ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้อย่างไร กรมศุลกากรก็มีสิทธิฟ้องบังคับเงินค่าเสียหายจากบริษัทดังกล่าวได้เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง แม้โจทก์และ

22จำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านในประเด็นดังกล่าวนี้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย โจทก์มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

23พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้ริบเงินตามสัญญาประกันเท่ากับราคาเรือของกลางกับให้จ่ายสินบนและเงินรางวัลจากเงินตามสัญญาประกันนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ - จินดา ปัณฑะโชติ - วันชัย ศศิโรจน์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 83, พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 5, พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 6, พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8, พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 9, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ