1มีคนมารื้อกะท่อม ห้ามก็ไม่ฟัง จึงใช้มีดฟันดังนี้ เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แย่งมีดเขาเพื่อการทำร้ายนั้น ถ้ามีดบาดเขามีบาดเจ็บ ต้องมีผิด ตาม ม.254ได้ความว่าจำเลยทั้งสองเกิดพิพาทกันด้วยเรื่องที่ดิน โดย ช. ขอจับจองต่อกรมการอำเภอ ระหว่างนี้ ช. จำเลยไปรื้อขนำ. ธ. ไปห้าม ย. ไม่ฟัง ธ. จึงใช้มีฟัน ย. แต่ไม่ถูก บ. จึงเข้าแย่งมีดได้แล้วโยนทิ้ง แล้ว ย. ก็เข้ากอดปล้ำทำร้าย ช. ต่อไปชาวบ้านมามากจึงเลิก ในระหว่างแย่งมีดกันมีบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย ศาลขั้นต้นฟังว่าเป็นกรณีวิวาทกัน โดย บ. จำเลยเป็นผู้ก่อก่อน จำเลยทั้งสองมีผิดตาม ม.๒๕๔ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของ ช. เป็นการป้องกันตัวและทรัพย์ไม่มีความผิดส่วน ย. จำเลยนั้นเห็นว่าในตอนที่แย่งมีดจนมีบาดเจ็บด้วยกันนั้น ไม่ชื่อว่าได้ทำร้ายซางกันแลกัน จึงไม่มีผิดในตอนนี้ คงมีผิดแต่ตอนที่เข้าไปกอดปล้ำทำร้าย ช. ด้วยกำลังกายซึ่งไม่มีบาดเจ็บ จึง
2พิพากษาแก้ให้ลงโทษ ย. จำเลยตาม ม. ๓๓๘ ข้อ ๓ ศาลฎีกาตัดสินยืนตามในข้อที่ ช. จำเลยไม่มีผิดเราะเป็นการป้องกันส่วน ย. จำเลยนั้นเห็นว่าการแย่งมีดเพื่อกระทำร้ายนั้นเป็นการกระทำอย่างหนึ่ง เมื่อถึงบาดเจ็บก็ต้องเป็นว่าเกิดแต่การกระทำร้าย ซึ่ง ย. จำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน จึงให้ลงโทษ ย. จำเลยตาม ม.๒๕๔ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2480นายบี้นายชม-ล กฎหมายลักษณะอาญา ม. 338มีคนมารื้อกะท่อม ห้ามก็ไม่ฟัง จึงใช้มีดฟันดังนี้ เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แย่งมีดเขาเพื่อการทำร้ายนั้น ถ้ามีดบาดเขามีบาดเจ็บ ต้องมีผิด ตาม ม.254ได้ความว่าจำเลยทั้งสองเกิดพิพาทกันด้วยเรื่องที่ดิน โดย ช. ขอจับจองต่อกรมการอำเภอ ระหว่างนี้ ช. จำเลยไปรื้อขนำ. ธ. ไปห้าม ย. ไม่ฟัง ธ. จึงใช้มีฟัน ย. แต่ไม่ถูก บ. จึงเข้าแย่งมีดได้แล้วโยนทิ้ง
1แล้ว ย. ก็เข้ากอดปล้ำทำร้าย ช. ต่อไปชาวบ้านมามากจึงเลิก ในระหว่างแย่งมีดกันมีบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย ศาลขั้นต้นฟังว่าเป็นกรณีวิวาทกัน โดย บ. จำเลยเป็นผู้ก่อก่อน จำเลยทั้งสองมีผิดตาม ม.๒๕๔ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของ ช. เป็นการป้องกันตัวและทรัพย์ไม่มีความผิดส่วน ย. จำเลยนั้นเห็นว่าในตอนที่แย่งมีดจนมีบาดเจ็บด้วยกันนั้น ไม่ชื่อว่าได้ทำร้ายซางกันแลกัน จึงไม่มีผิดในตอนนี้ คงมีผิดแต่ตอนที่เข้าไปกอดปล้ำทำร้าย ช. ด้วยกำลังกายซึ่งไม่มีบาดเจ็บ จึง
2พิพากษาแก้ให้ลงโทษ ย. จำเลยตาม ม. ๓๓๘ ข้อ ๓ ศาลฎีกาตัดสินยืนตามในข้อที่ ช. จำเลยไม่มีผิดเราะเป็นการป้องกันส่วน ย. จำเลยนั้นเห็นว่าการแย่งมีดเพื่อกระทำร้ายนั้นเป็นการกระทำอย่างหนึ่ง เมื่อถึงบาดเจ็บก็ต้องเป็นว่าเกิดแต่การกระทำร้าย ซึ่ง ย. จำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน จึงให้ลงโทษ ย. จำเลยตาม ม.๒๕๔(มนธา-อมาตย-ดูปลาตร์)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: ได้ความว่าจำเลยทั้งสองเกิดพิพาทกันด้วยเรื่องที่ดิน โดย ช. ขอจับจองต่อกรมการอำเภอ ระหว่างนี้ ช. จำเลยไปรื้อขนำ. ธ. ไปห้าม ย. ไม่ฟัง ธ. จึงใช้มีฟัน ย. แต่ไม่ถูก บ. จึงเข้าแย่งมีดได้แล้วโยนทิ้ง แล้ว ย. ก็เข้ากอดปล้ำทำร้าย ช. ต่อไปชาวบ้านมามากจึงเลิก ในระหว่างแย่งมีดกันมีบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย ศาลขั้นต้นฟังว่าเป็นกรณีวิวาทกัน โดย บ. จำเลยเป็นผู้ก่อก่อน จำเลยทั้งสองมีผิดตาม ม.๒๕๔ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของ ช. เป็นการป้องกันตัวและทรัพย์ไม่มีความผิดส่วน ย. จำเลยนั้นเห็นว่าในตอนที่แย่งมีดจนมีบาดเจ็บด้วยกันนั้น ไม่ชื่อว่าได้ทำร้ายซางกันแลกัน จึงไม่มีผิดในตอนนี้ คงมีผิดแต่ตอนที่เข้าไปกอดปล้ำทำร้าย ช. ด้วยกำลังกายซึ่งไม่มีบาดเจ็บ จึง
3พิพากษาแก้ให้ลงโทษ ย. จำเลยตาม ม. ๓๓๘ ข้อ ๓ ศาลฎีกาตัดสินยืนตามในข้อที่ ช. จำเลยไม่มีผิดเราะเป็นการป้องกันส่วน ย. จำเลยนั้นเห็นว่าการแย่งมีดเพื่อกระทำร้ายนั้นเป็นการกระทำอย่างหนึ่ง เมื่อถึงบาดเจ็บก็ต้องเป็นว่าเกิดแต่การกระทำร้าย ซึ่ง ย. จำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน จึงให้ลงโทษ ย. จำเลยตาม ม.๒๕๔