คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6413/2553 ย่อ (หลักกฎหมาย) โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอออกหนังสือเดินทาง เจ้าพนักงานหลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงและได้ออกหนังสือเดินทางให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2545 จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อร้อยตำรวจเอก ส. ว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อตามบัตรประจำตัวประชาชนปลอม อันเป็นการฟ้องว่าจำเลยใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม 2 ครั้ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมตามวันและเวลาทั้งเจตนาในการใช้จึงเป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ประกอบมาตรา 225 ปัญหาข้อที่ว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับบัตรประจำตัวประชาชนปลอม หนังสือเดินทางปลอม และแผ่นฟิล์มของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม แต่ให้ยกฟ้องฐานปลอมบัตรประจำตัวปลอมและปลอมหนังสือเดินทาง ศาลล่างทั้งสองก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางที่โจทก์ขอให้ริบด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) และมาตรา 215 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบัตรประจำตัวประชาชนของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด สำหรับหนังสือเดินทางปลอมและแผ่นฟิล์มเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามลำดับ จึงให้ริบ คำพิพากษา โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันมาและไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ร้อยตำรวจเอกสุเทพ รองสารวัตรงาน 4 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 กับพวก ร่วมกันจับจำเลยที่บริเวณปากซอย 95 ถนนเจริญกรุง แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร และยึดหนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) เลขที่ 0177739 จำนวน 1 เล่ม สำเนาหนังสือเดินทางของประเทศสหภาพพม่า 1 ชุด และฟิมล์สำหรับทำวีซ่า 1 แผ่น ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าปลอมเอกสาร ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2530 ศาลจังหวัดระนองพิพากษา จำคุกจำเลย 3 เดือน และปรับ 400 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี ฐานหลบหนีเข้าเมือง โดยจำเลยใช้ชื่อว่า "นายชาม" ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 446/2530 เอกสารหมาย จ.26 (แผ่นที่ 2) จำเลยแจ้งเกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 และมีบัตรประจำตัวประชาชน วันออกบัตรคือวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 วันหมดอายุคือวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ตามสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลขณะขอมีบัตรและส่วนบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารหมาย ป.จ.3 และ จ.23 ตามลำดับ วันหมดอายุถูกแก้เป็นวันที่ 20 มีนาคม 2548 ตามบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารหมาย ป.จ.1 วันที่ 8 มกราคม 2544 นายประสิทธิ์ เดชรวิทย์ ปลัดอำเภอ ผู้ลงนามอนุมัติรับแจ้งเกิดถูกปลดออกจากราชการฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามบันทึกคำให้การของนายวินัย เอกสารหมาย จ.17 วันที่ 22 เมษายน 2545 บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยถูกยกเลิกเนื่องจากมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ ตามสำเนาส่วนบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารหมาย จ.24 สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ (บัตรประจำตัวประชาชน) และความผิดฐานปลอมเอกสาร (หนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักร) นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนี้จึงยุติไป คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่... สำหรับที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 แต่โจทก์กลับนำสืบในประเด็นที่จำเลยอ้างเป็นบุตรคนไทยและขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยไม่ชอบ จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการนำสืบของโจทก์ประกอบด้วยพยานบุคคลและพยานเอกสารจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีอันจะนำไปสู่ข้อเท็จจริงให้ฟังเป็นยุติและบ่งชี้การกระทำความผิดของจำเลยได้ การนำสืบของโจทก์จึงไม่นอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวมาข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอออกหนังสือเดินทาง เจ้าพนักงานหลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงและได้ออกหนังสือเดินทางให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2545 จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อร้อยตำรวจเอกสุภาพ บุญเวช ว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อตามบัตรประจำตัวประชาชนปลอม อันเป็นการฟ้องว่าจำเลยใช้บัตรประจำตัวปลอม 2 ครั้ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมต่างวันและเวลา ทั้งต่างเจตนาในการใช้จึงเป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ปัญหาข้อที่ว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับบัตรประจำตัวประชาชนปลอม หนังสือเดินทางปลอมและแผ่นฟิล์มของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม แต่ให้ยกฟ้องฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและปลอมหนังสือเดินทาง ศาลล่างทั้งสองก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางที่โจทก์ขอให้ริบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) และมาตรา 215 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบัตรประจำตัวประชาชนของกลางที่จำเลยใช้เป็นเอกสารราชการปลอม จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด สำหรับหนังสือเดินทางปลอมและแผ่นฟิล์มเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามลำดับ จึงให้ริบเสียด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความ 2 กระทง และให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ องค์คณะ: นิยุต สุภัทรพาหิรผล - ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล - วิรุฬห์ แสงเทียน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 221, ป.วิ.อ. มาตรา 195, ป.วิ.อ. มาตรา 186, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 264, ป.อ. มาตรา 265, ป.อ. มาตรา 268, ป.วิ.พ. มาตรา 249, ป.วิ.อ. มาตรา 15, ป.วิ.อ. มาตรา 212 แหล่งที่มา: สำนักวิชาการ