D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2518

ผล: แก้
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยซึ่งมีอายุ 14 ปี กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยให้การขอให้ศาลมอบจำเลยให้บิดารับตัวไป แต่หามีบิดามารดาจำเลยมาขอรับจำเลยไป ดังคำให้การของจำเลยไม่ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจฯ มีกำหนด 3 ปี

2จำเลยอุทธรณ์ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุอันสมควรมอบตัวให้บิดา แต่

3พิพากษาแก้เป็นว่าให้ส่งตัวไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี + บิดามารดาของจำเลย มายื่นคำร้องอ้างว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยประพฤติตัวดี น่าจะกลับตัวไปหากได้อยู่กับบิดามารดา ขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวไปสถานพินิจฯ การที่มีบิดามารดามาขอรับตัวจำเลยไปเช่นนี้ ถือได้ว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป มีทางให้ศาลเลือกใช้วิธีการที่จะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิมที่ได้สั่งไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว หาจำเป็นต้องมีการดำเนินการตามคำสั่งเดิมเสียก่อน จึงจะมีคำสั่งใหม่ได้ไม่ เมื่อศาลเห็นด้วยกับคำร้อง ก็มีอำนาจ

4พิพากษาแก้เป็นให้มอบจำเลยให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนดได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 212/2511 และ 1509/2511)

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยอายุ ๑๔ ปี เห็นสมควรส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองกลางมีกำหนด ๓ ปี

2จำเลยอุทธรณ์ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดารับตัวไป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุอันสมควรมอบตัวให้บิดา

3พิพากษาแก้เป็นว่าให้ส่งตัวไปฝึกอบรมมีกำหนด ๑ ปี ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบิดามารดาของจำเลย ได้รับตัวจำเลยไปอุปการะในขณะที่จำเลยได้รับอนุญาตจากศาลให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ ปรากฏว่าจำเลยประพฤติตัวดี ทั้งรับปากว่าจะไม่กระทำผิดอีก หากศาลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองรับตัวจำเลยไปอบรมให้เป็นพลเมืองดีจะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ขอให้ศาลสั่งแก้ให้ผู้ร้องรับตัวจำเลยไป ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแล้วว่าที่ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดารับไปนั้นไม่มีเหตุอันสมควร จึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาไม่ได้ ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่อ้างว่าเปลี่ยนแปลงได้มีขึ้นขณะคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยผู้ร้องทั้งสองประกันตัวจำเลย รับตัวจำเลยไปอุปการะ หาใช่มีขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีที่จำเลยถูกส่งตัวไปฝึกอบรมไม่ กรณีไม่เข้ามาตรา ๗๔ วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายอาญา

4พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ เด็กอายุกว่า ๗ ปีแต่ไม่เกิน ๑๔ ปี กระทำความผิด กฎหมายไม่เอาโทษและให้อำนาจศาลจัดการแก่เด็กเป็นชั้น ๆ ไปรวม ๕ ชั้น ตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือนเด็กแล้วปล่อยตัวไปอันเป็นชั้นเบาที่สุด จนถึงส่งเด็กไปสถานฝึกอบรมอันเป็นชั้นหนักที่สุดที่จะถึงกระทำต่อเมื่อจำเป็นต้องกระทำและไม่มีวิธีอื่นใดที่จะทำได้อีกแล้ว คดีนี้เดิมมีแต่คำให้การจำเลยที่ขอให้ศาลมอบจำเลยให้บิดารับตัวไป แต่หามีบิดามารดาจำเลยมาขอรับจำเลยไปจากศาลดังคำให้การจำเลยไม่ต่อมาผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง โดยอ้างว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยประพฤติตัวดีน่าจะกลับตัวได้หากได้อยู่กับบิดามารดาต่อไป เช่นนี้ได้ถือว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป มีทางให้ศาลได้เลือกใช้วิธีการที่จะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิมที่สั่งไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๔ วรรคท้ายแล้วหาจำต้องมีการคำเป็นตามคำสั่งเดิมเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งใหม่ได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการมอบจำเลยให้แก่ผู้ร้องไปโดยวางข้อกำหนดให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายขึ้นอีก จะเป็นผลดีกว่าการส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจ และคุ้มครองเด็กกลาง

5พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้มอบจำเลยให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายเป็นเวลา ๒ ปี ถ้าผิดข้อกำหนดให้ผู้ร้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ ๕๐๐บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔(๒) (อุดม ทันด่วน พิชัย รชตะนันทน์ ชุ่ม สุนทรชัย) ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2518พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานีโจทก์นายเพียร ทัดบัวขำ ที่ 1กับพวกรวม 2 คนผู้ร้องเด็กชายอำนาจหรือหม่อง ทัดบัวขำจำเลย ป.อ. ม. 74 วรรคท้าย ป.วิ.อ. ม. 190

6ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยซึ่งมีอายุ 14 ปี กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยให้การขอให้ศาลมอบจำเลยให้บิดารับตัวไป แต่หามีบิดามารดาจำเลยมาขอรับจำเลยไป ดังคำให้การของจำเลยไม่ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจฯ มีกำหนด 3 ปี

7จำเลยอุทธรณ์ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุอันสมควรมอบตัวให้บิดา แต่

8พิพากษาแก้เป็นว่าให้ส่งตัวไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี + บิดามารดาของจำเลย มายื่นคำร้องอ้างว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยประพฤติตัวดี น่าจะกลับตัวไปหากได้อยู่กับบิดามารดา ขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวไปสถานพินิจฯ การที่มีบิดามารดามาขอรับตัวจำเลยไปเช่นนี้ ถือได้ว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป มีทางให้ศาลเลือกใช้วิธีการที่จะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิมที่ได้สั่งไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว หาจำเป็นต้องมีการดำเนินการตามคำสั่งเดิมเสียก่อน จึงจะมีคำสั่งใหม่ได้ไม่ เมื่อศาลเห็นด้วยกับคำร้อง ก็มีอำนาจ

9พิพากษาแก้เป็นให้มอบจำเลยให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนดได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 212/2511 และ 1509/2511)คดีนี้

10ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยอายุ ๑๔ ปี เห็นสมควรส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองกลางมีกำหนด ๓ ปี

11จำเลยอุทธรณ์ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดารับตัวไป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุอันสมควรมอบตัวให้บิดา

12พิพากษาแก้เป็นว่าให้ส่งตัวไปฝึกอบรมมีกำหนด ๑ ปี ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบิดามารดาของจำเลย ได้รับตัวจำเลยไปอุปการะในขณะที่จำเลยได้รับอนุญาตจากศาลให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ ปรากฏว่าจำเลยประพฤติตัวดี ทั้งรับปากว่าจะไม่กระทำผิดอีก หากศาลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองรับตัวจำเลยไปอบรมให้เป็นพลเมืองดีจะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ขอให้ศาลสั่งแก้ให้ผู้ร้องรับตัวจำเลยไป ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแล้วว่าที่ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดารับไปนั้นไม่มีเหตุอันสมควร จึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาไม่ได้ ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่อ้างว่าเปลี่ยนแปลงได้มีขึ้นขณะคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยผู้ร้องทั้งสองประกันตัวจำเลย รับตัวจำเลยไปอุปการะ หาใช่มีขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีที่จำเลยถูกส่งตัวไปฝึกอบรมไม่ กรณีไม่เข้ามาตรา ๗๔ วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายอาญา

13พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ เด็กอายุกว่า ๗ ปีแต่ไม่เกิน ๑๔ ปี กระทำความผิด กฎหมายไม่เอาโทษและให้อำนาจศาลจัดการแก่เด็กเป็นชั้น ๆ ไปรวม ๕ ชั้น ตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือนเด็กแล้วปล่อยตัวไปอันเป็นชั้นเบาที่สุด จนถึงส่งเด็กไปสถานฝึกอบรมอันเป็นชั้นหนักที่สุดที่จะถึงกระทำต่อเมื่อจำเป็นต้องกระทำและไม่มีวิธีอื่นใดที่จะทำได้อีกแล้ว คดีนี้เดิมมีแต่คำให้การจำเลยที่ขอให้ศาลมอบจำเลยให้บิดารับตัวไป แต่หามีบิดามารดาจำเลยมาขอรับจำเลยไปจากศาลดังคำให้การจำเลยไม่ต่อมาผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง โดยอ้างว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยประพฤติตัวดีน่าจะกลับตัวได้หากได้อยู่กับบิดามารดาต่อไป เช่นนี้ได้ถือว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป มีทางให้ศาลได้เลือกใช้วิธีการที่จะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิมที่สั่งไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๔ วรรคท้ายแล้วหาจำต้องมีการคำเป็นตามคำสั่งเดิมเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งใหม่ได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการมอบจำเลยให้แก่ผู้ร้องไปโดยวางข้อกำหนดให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายขึ้นอีก จะเป็นผลดีกว่าการส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจ และคุ้มครองเด็กกลาง

14พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้มอบจำเลยให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายเป็นเวลา ๒ ปี ถ้าผิดข้อกำหนดให้ผู้ร้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ ๕๐๐บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔(๒) (อุดม ทันด่วน พิชัย รชตะนันทน์ ชุ่ม สุนทรชัย)()ศาลจังหวัดปทุมธานี - ศาลอุทธรณ์ - นายภิญโญ ธีรนิติแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: คดีนี้

15ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยอายุ ๑๔ ปี เห็นสมควรส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองกลางมีกำหนด ๓ ปี

16จำเลยอุทธรณ์ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดารับตัวไป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุอันสมควรมอบตัวให้บิดา

17พิพากษาแก้เป็นว่าให้ส่งตัวไปฝึกอบรมมีกำหนด ๑ ปี ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบิดามารดาของจำเลย ได้รับตัวจำเลยไปอุปการะในขณะที่จำเลยได้รับอนุญาตจากศาลให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ ปรากฏว่าจำเลยประพฤติตัวดี ทั้งรับปากว่าจะไม่กระทำผิดอีก หากศาลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองรับตัวจำเลยไปอบรมให้เป็นพลเมืองดีจะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ขอให้ศาลสั่งแก้ให้ผู้ร้องรับตัวจำเลยไป ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแล้วว่าที่ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดารับไปนั้นไม่มีเหตุอันสมควร จึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาไม่ได้ ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่อ้างว่าเปลี่ยนแปลงได้มีขึ้นขณะคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยผู้ร้องทั้งสองประกันตัวจำเลย รับตัวจำเลยไปอุปการะ หาใช่มีขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีที่จำเลยถูกส่งตัวไปฝึกอบรมไม่ กรณีไม่เข้ามาตรา ๗๔ วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายอาญา

18พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ เด็กอายุกว่า ๗ ปีแต่ไม่เกิน ๑๔ ปี กระทำความผิด กฎหมายไม่เอาโทษและให้อำนาจศาลจัดการแก่เด็กเป็นชั้น ๆ ไปรวม ๕ ชั้น ตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือนเด็กแล้วปล่อยตัวไปอันเป็นชั้นเบาที่สุด จนถึงส่งเด็กไปสถานฝึกอบรมอันเป็นชั้นหนักที่สุดที่จะถึงกระทำต่อเมื่อจำเป็นต้องกระทำและไม่มีวิธีอื่นใดที่จะทำได้อีกแล้ว คดีนี้เดิมมีแต่คำให้การจำเลยที่ขอให้ศาลมอบจำเลยให้บิดารับตัวไป แต่หามีบิดามารดาจำเลยมาขอรับจำเลยไปจากศาลดังคำให้การจำเลยไม่ต่อมาผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง โดยอ้างว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยประพฤติตัวดีน่าจะกลับตัวได้หากได้อยู่กับบิดามารดาต่อไป เช่นนี้ได้ถือว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป มีทางให้ศาลได้เลือกใช้วิธีการที่จะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิมที่สั่งไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๔ วรรคท้ายแล้วหาจำต้องมีการคำเป็นตามคำสั่งเดิมเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งใหม่ได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการมอบจำเลยให้แก่ผู้ร้องไปโดยวางข้อกำหนดให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายขึ้นอีก จะเป็นผลดีกว่าการส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจ และคุ้มครองเด็กกลาง

19พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้มอบจำเลยให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายเป็นเวลา ๒ ปี ถ้าผิดข้อกำหนดให้ผู้ร้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ ๕๐๐บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔(๒) (อุดม ทันด่วน พิชัย รชตะนันทน์ ชุ่ม สุนทรชัย) ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2518พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานีโจทก์นายเพียร ทัดบัวขำ ที่ 1กับพวกรวม 2 คนผู้ร้องเด็กชายอำนาจหรือหม่อง ทัดบัวขำจำเลย ป.อ. ม. 74 วรรคท้าย ป.วิ.อ. ม. 190

20ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยซึ่งมีอายุ 14 ปี กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยให้การขอให้ศาลมอบจำเลยให้บิดารับตัวไป แต่หามีบิดามารดาจำเลยมาขอรับจำเลยไป ดังคำให้การของจำเลยไม่ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจฯ มีกำหนด 3 ปี

21จำเลยอุทธรณ์ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุอันสมควรมอบตัวให้บิดา แต่

22พิพากษาแก้เป็นว่าให้ส่งตัวไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี + บิดามารดาของจำเลย มายื่นคำร้องอ้างว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยประพฤติตัวดี น่าจะกลับตัวไปหากได้อยู่กับบิดามารดา ขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวไปสถานพินิจฯ การที่มีบิดามารดามาขอรับตัวจำเลยไปเช่นนี้ ถือได้ว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป มีทางให้ศาลเลือกใช้วิธีการที่จะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิมที่ได้สั่งไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว หาจำเป็นต้องมีการดำเนินการตามคำสั่งเดิมเสียก่อน จึงจะมีคำสั่งใหม่ได้ไม่ เมื่อศาลเห็นด้วยกับคำร้อง ก็มีอำนาจ

23พิพากษาแก้เป็นให้มอบจำเลยให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนดได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 212/2511 และ 1509/2511)คดีนี้

24ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยอายุ ๑๔ ปี เห็นสมควรส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองกลางมีกำหนด ๓ ปี

25จำเลยอุทธรณ์ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดารับตัวไป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุอันสมควรมอบตัวให้บิดา

26พิพากษาแก้เป็นว่าให้ส่งตัวไปฝึกอบรมมีกำหนด ๑ ปี ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบิดามารดาของจำเลย ได้รับตัวจำเลยไปอุปการะในขณะที่จำเลยได้รับอนุญาตจากศาลให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ ปรากฏว่าจำเลยประพฤติตัวดี ทั้งรับปากว่าจะไม่กระทำผิดอีก หากศาลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองรับตัวจำเลยไปอบรมให้เป็นพลเมืองดีจะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ขอให้ศาลสั่งแก้ให้ผู้ร้องรับตัวจำเลยไป ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแล้วว่าที่ขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดารับไปนั้นไม่มีเหตุอันสมควร จึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาไม่ได้ ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่อ้างว่าเปลี่ยนแปลงได้มีขึ้นขณะคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยผู้ร้องทั้งสองประกันตัวจำเลย รับตัวจำเลยไปอุปการะ หาใช่มีขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีที่จำเลยถูกส่งตัวไปฝึกอบรมไม่ กรณีไม่เข้ามาตรา ๗๔ วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายอาญา

27พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ เด็กอายุกว่า ๗ ปีแต่ไม่เกิน ๑๔ ปี กระทำความผิด กฎหมายไม่เอาโทษและให้อำนาจศาลจัดการแก่เด็กเป็นชั้น ๆ ไปรวม ๕ ชั้น ตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือนเด็กแล้วปล่อยตัวไปอันเป็นชั้นเบาที่สุด จนถึงส่งเด็กไปสถานฝึกอบรมอันเป็นชั้นหนักที่สุดที่จะถึงกระทำต่อเมื่อจำเป็นต้องกระทำและไม่มีวิธีอื่นใดที่จะทำได้อีกแล้ว คดีนี้เดิมมีแต่คำให้การจำเลยที่ขอให้ศาลมอบจำเลยให้บิดารับตัวไป แต่หามีบิดามารดาจำเลยมาขอรับจำเลยไปจากศาลดังคำให้การจำเลยไม่ต่อมาผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง โดยอ้างว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยประพฤติตัวดีน่าจะกลับตัวได้หากได้อยู่กับบิดามารดาต่อไป เช่นนี้ได้ถือว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป มีทางให้ศาลได้เลือกใช้วิธีการที่จะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิมที่สั่งไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๔ วรรคท้ายแล้วหาจำต้องมีการคำเป็นตามคำสั่งเดิมเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งใหม่ได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการมอบจำเลยให้แก่ผู้ร้องไปโดยวางข้อกำหนดให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายขึ้นอีก จะเป็นผลดีกว่าการส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจ และคุ้มครองเด็กกลาง

28พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้มอบจำเลยให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายเป็นเวลา ๒ ปี ถ้าผิดข้อกำหนดให้ผู้ร้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ ๕๐๐บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔(๒) (อุดม ทันด่วน พิชัย รชตะนันทน์ ชุ่ม สุนทรชัย)()ศาลจังหวัดปทุมธานี - ศาลอุทธรณ์ - นายภิญโญ ธีรนิติ