คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2540 ย่อ (หลักกฎหมาย) การที่จำเลยมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา288ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่มีความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา78วรรคสามซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา90 คำพิพากษา โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83, 91, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55,78 วรรคหนึ่งและวรรคสามริบของกลางจำเลย ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานพยายามฆ่าและใช้ระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวกันความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานมีวัตถุระเบิดจำคุก 2 ปีแต่เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามมาตรา 91(3) ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลางโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2535 เวลาประมาณ 22 นาฬิกาได้มีคนร้ายขว้างระเบิดทำให้นางจรินทร์ คงสมสุข ผู้เสียหายที่ 1 และนายหา ภูหมื่น ผู้เสียหายที่ 2 ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมายจ.1 และ จ.2 เจ้าพนักงานตำรวจได้นำชิ้นส่วนระเบิดไปตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเป็นส่วนหนึ่งของระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบเอสเอฟจี 82อันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีได้และเมื่อเกิดระเบิดขึ้นมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินเสียหายได้ในรัศมีฉกรรจ์ประมาณ 10 เมตรจากจุดระเบิด ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.1 ของศาลอาญา คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้ขว้างระเบิดดังกล่าวเพื่อพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1และสะเก็ดระเบิดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุเล็กน้อย พยานได้ยินเสียงจำเลยกับนางตุ๊กภรรยา พยานจึงใช้ไฟฉายส่องดู จำเลยได้พูดขึ้นว่า มึงฉายไฟหาลูกปืนหรือ แล้วจำเลยกับพยานมีปากเสียงทะเลาะกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย สักครู่พยานเห็นนางตุ๊กเดินกลับเข้าไปในบ้าน ขณะนั้นพยานยืนอยู่ห่างจากจำเลยเพียงวาเศษที่ตรอกเข้าบ้านพยานมีไฟฟ้าสาธารณะอยู่ตรงกันข้ามบ้านผู้เสียหายที่ 2 ส่องไปทางบ้านนางสาลี่ซึ่งเป็นแม่ยายจำเลยแสงไฟดังกล่าวสามารถเห็นหน้าจำเลยได้ ได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1รู้จักจำเลยมาก่อนและก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงคุยกันซึ่งจำได้ว่าเป็นเสียงจำเลยคุยกับนางตุ๊กภรรยาจำเลย จึงได้ใช้ไฟฉายส่องดูและเห็นว่าเป็นจำเลยและขณะที่ทะเลาะกันผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ใช้ไฟฉายส่องหน้าจำเลยถึง 3 ครั้ง จากการฉายไฟฉายดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นเสื้อผ้าที่จำเลยสวมใส่อยู่ในขณะเกิดเหตุได้ชัดเจนว่าจำเลยนุ่งกางเกงสีเทา ใส่เสื้อสีน้ำเงินคอสีขาว น่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ทะเลาะกับจำเลย และจากลักษณะการกระทำของจำเลยที่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นกล่าวคือ ในตอนแรกที่ทะเลาะกันเห็นจำเลยเดินเข้าไปในกระท่อมแล้วเดินออกมาที่ผู้เสียหายที่ 1 และกลับมาทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1อีก หลังจากนั้นได้เดินถอยหลังไปและพูดว่ามึงแน่ใช่ไหม โดยพูดเน้นถึง 3 ครั้ง แล้วก้มหยิบวัตถุที่พื้นดิน ผู้เสียหายที่ 1รู้สึกว่ามีวัตถุถูกเหวี่ยงมาจากทางจำเลยข้ามศีรษะผู้เสียหายที่ 1ไปและได้ยินเสียงวัตถุที่เหวี่ยงมาตกทางด้านหลังผู้เสียหายที่ 2ดังตูม ซึ่งก็คือการระเบิดของลูกระเบิด ตามที่ฟังได้ดังกล่าวข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขว้างระเบิดดังกล่าว เพราะว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงและมิได้ทะเลาะกับผู้อื่นอีกในขณะนั้น ขณะเกิดเหตุมีเพียงแต่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทสุรชัย คีรีวิเชียร พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ก็ปรากฏว่า ในชั้นสอบสวนที่ได้กระทำในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้าย ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมายจ.3 และในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุตามเอกสารหมายป.จ.1 ของศาลจังหวัดชัยนาท ก็ได้ระบุข้อสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ว่าเชื่อว่าจำเลยได้ใช้ระเบิดขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่เกิดมีปากเสียงกัน ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษส่วนเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1ไม่ไปชี้ตัวจำเลยนั้นน่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายที่ 1 กลัวโดยจะเห็นได้จากที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า หลังจากเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายที่ 1 ต้องหลบไปนอนที่อื่น และปรากฏต่อมาว่าเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535 ผู้เสียหายได้ไปดูตัวจำเลยแล้วยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ขว้างระเบิดใส่ผู้เสียหายที่ 1 จริง ตามบันทึกคำให้การผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 2 และที่จับจำเลยได้หลังจากเกิดเหตุ 1 เดือนนั้น พันตำรวจโทสุรชัยก็ได้เบิกความว่ามิใช่เป็นเรื่องที่ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นคนร้ายดังจะเห็นได้จากบันทึกการตรวจสอบที่เกิดเหตุและบันทึกคำให้การผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งระบุชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายเมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1 และกิริยาของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ ตลอดจนพฤติการณ์แวดล้อมทุกอย่างที่โจทก์นำสืบมาโดยตลอดแล้ว มีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน และสอดคล้องต้องกันฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า หลังจากทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1แล้ว จำเลยเดินเข้าไปหยิบลูกระเบิดในกระท่อม และจำเลยได้ใช้ลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 โดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 โดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดที่ขว้างไปดังกล่าวสามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้จึงเป็นการขว้างไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 แต่การกระทำของจำเลยกระทำไปไม่ตลอดเพราะสะเก็ดระเบิดไม่ถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ 1ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลย จึงเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และเมื่อสะเก็ดระเบิดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ จึงถือได้ว่าเป็นพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ด้วย กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีวัตถุระเบิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับฐานใช้วัตถุระเบิดไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม มารวมสองกรรมโดยเห็นว่าเป็นความผิดคนละกรรมกันนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่มีความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานมีวัตถุระเบิด ฐานพยายามฆ่า และใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2540พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโจทก์สิบเอก สำรวจ ทองบุญจำเลย ป.อ. ม. 90, ม. 288 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78การที่จำเลยมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา288ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่มีความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา78วรรคสามซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา90โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83, 91, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55,78 วรรคหนึ่งและวรรคสามริบของกลางจำเลย ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานพยายามฆ่าและใช้ระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวกันความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานมีวัตถุระเบิดจำคุก 2 ปีแต่เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามมาตรา 91(3) ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลางโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2535 เวลาประมาณ 22 นาฬิกาได้มีคนร้ายขว้างระเบิดทำให้นางจรินทร์ คงสมสุข ผู้เสียหายที่ 1 และนายหา ภูหมื่น ผู้เสียหายที่ 2 ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมายจ.1 และ จ.2 เจ้าพนักงานตำรวจได้นำชิ้นส่วนระเบิดไปตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเป็นส่วนหนึ่งของระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบเอสเอฟจี 82อันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีได้และเมื่อเกิดระเบิดขึ้นมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินเสียหายได้ในรัศมีฉกรรจ์ประมาณ 10 เมตรจากจุดระเบิด ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.1 ของศาลอาญา คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้ขว้างระเบิดดังกล่าวเพื่อพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1และสะเก็ดระเบิดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุเล็กน้อย พยานได้ยินเสียงจำเลยกับนางตุ๊กภรรยา พยานจึงใช้ไฟฉายส่องดู จำเลยได้พูดขึ้นว่า มึงฉายไฟหาลูกปืนหรือ แล้วจำเลยกับพยานมีปากเสียงทะเลาะกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย สักครู่พยานเห็นนางตุ๊กเดินกลับเข้าไปในบ้าน ขณะนั้นพยานยืนอยู่ห่างจากจำเลยเพียงวาเศษที่ตรอกเข้าบ้านพยานมีไฟฟ้าสาธารณะอยู่ตรงกันข้ามบ้านผู้เสียหายที่ 2 ส่องไปทางบ้านนางสาลี่ซึ่งเป็นแม่ยายจำเลยแสงไฟดังกล่าวสามารถเห็นหน้าจำเลยได้ ได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1รู้จักจำเลยมาก่อนและก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงคุยกันซึ่งจำได้ว่าเป็นเสียงจำเลยคุยกับนางตุ๊กภรรยาจำเลย จึงได้ใช้ไฟฉายส่องดูและเห็นว่าเป็นจำเลยและขณะที่ทะเลาะกันผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ใช้ไฟฉายส่องหน้าจำเลยถึง 3 ครั้ง จากการฉายไฟฉายดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นเสื้อผ้าที่จำเลยสวมใส่อยู่ในขณะเกิดเหตุได้ชัดเจนว่าจำเลยนุ่งกางเกงสีเทา ใส่เสื้อสีน้ำเงินคอสีขาว น่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ทะเลาะกับจำเลย และจากลักษณะการกระทำของจำเลยที่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นกล่าวคือ ในตอนแรกที่ทะเลาะกันเห็นจำเลยเดินเข้าไปในกระท่อมแล้วเดินออกมาที่ผู้เสียหายที่ 1 และกลับมาทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1อีก หลังจากนั้นได้เดินถอยหลังไปและพูดว่ามึงแน่ใช่ไหม โดยพูดเน้นถึง 3 ครั้ง แล้วก้มหยิบวัตถุที่พื้นดิน ผู้เสียหายที่ 1รู้สึกว่ามีวัตถุถูกเหวี่ยงมาจากทางจำเลยข้ามศีรษะผู้เสียหายที่ 1ไปและได้ยินเสียงวัตถุที่เหวี่ยงมาตกทางด้านหลังผู้เสียหายที่ 2ดังตูม ซึ่งก็คือการระเบิดของลูกระเบิด ตามที่ฟังได้ดังกล่าวข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขว้างระเบิดดังกล่าว เพราะว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงและมิได้ทะเลาะกับผู้อื่นอีกในขณะนั้น ขณะเกิดเหตุมีเพียงแต่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทสุรชัย คีรีวิเชียร พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ก็ปรากฏว่า ในชั้นสอบสวนที่ได้กระทำในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้าย ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมายจ.3 และในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุตามเอกสารหมายป.จ.1 ของศาลจังหวัดชัยนาท ก็ได้ระบุข้อสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ว่าเชื่อว่าจำเลยได้ใช้ระเบิดขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่เกิดมีปากเสียงกัน ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษส่วนเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1ไม่ไปชี้ตัวจำเลยนั้นน่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายที่ 1 กลัวโดยจะเห็นได้จากที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า หลังจากเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายที่ 1 ต้องหลบไปนอนที่อื่น และปรากฏต่อมาว่าเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535 ผู้เสียหายได้ไปดูตัวจำเลยแล้วยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ขว้างระเบิดใส่ผู้เสียหายที่ 1 จริง ตามบันทึกคำให้การผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 2 และที่จับจำเลยได้หลังจากเกิดเหตุ 1 เดือนนั้น พันตำรวจโทสุรชัยก็ได้เบิกความว่ามิใช่เป็นเรื่องที่ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นคนร้ายดังจะเห็นได้จากบันทึกการตรวจสอบที่เกิดเหตุและบันทึกคำให้การผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งระบุชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายเมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1 และกิริยาของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ ตลอดจนพฤติการณ์แวดล้อมทุกอย่างที่โจทก์นำสืบมาโดยตลอดแล้ว มีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน และสอดคล้องต้องกันฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า หลังจากทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1แล้ว จำเลยเดินเข้าไปหยิบลูกระเบิดในกระท่อม และจำเลยได้ใช้ลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 โดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 โดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดที่ขว้างไปดังกล่าวสามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้จึงเป็นการขว้างไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 แต่การกระทำของจำเลยกระทำไปไม่ตลอดเพราะสะเก็ดระเบิดไม่ถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ 1ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลย จึงเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และเมื่อสะเก็ดระเบิดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ จึงถือได้ว่าเป็นพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ด้วย กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีวัตถุระเบิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับฐานใช้วัตถุระเบิดไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม มารวมสองกรรมโดยเห็นว่าเป็นความผิดคนละกรรมกันนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่มีความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานมีวัตถุระเบิด ฐานพยายามฆ่า และใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง(กอบเกียรติ รัตนพานิช-สมมาตร พรหมานุกูล-ชลอ บุณยเนตร)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จำเลยทะเลาะกับผู้เสียหายที่1แล้วเดินเข้าไปหยิบลูกระเบิดในกระท่อมและได้ใช้ลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่1โดยเจตนาฆ่าจำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุระเบิดฐานพยายามฆ่าและใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทแต่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยรูปคดีที่มีลักษณะคล้ายกันว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันได้แก่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่2153/2519จำเลยเป็นพลตำรวจออกปฏิบัติการตามแผนกวางล้างโจรผู้ร้ายในฤดูแล้งระหว่างปฏิบัติการผู้บังคับกองพบจำเลยกำลังเมาสุราพกปืนยืนขวางถนนอยู่จึงดึงตัวขึ้นรถเพราะว่าถ้าปล่อยไว้อาจจะไปก่อเหตุวุ่นวายเดือดร้อนระหว่างทางจำเลยเอาลูกระเบิดที่มีอยู่ถอดสลักนิรภัยโยนเข้าไปใต้ที่นั่งของผู้บังคับกองแล้วจำเลยกระโดดรถหนีลูกระเบิดได้ระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้ผู้บังคับกองกับพวกบาดเจ็บการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานเพราะกระทำการตามหน้าที่กระทงหนึ่งและการที่จำเลยมีลูกระเบิดสำหรับใช้เฉพาะการสงครามไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตและใช้ลูกระเบิดนั้นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานเป็นความผิดกระทงหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ.2490มาตรา78มีการยกเลิกข้อความเดิมและมีการประกาศใช้ข้อความใหม่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่24กรกฎาคม2530ดังนี้มาตรา78"ผู้ใดทำประกอบซ่อมแซมเปลี่ยนลักษณะซื้อมีใช้สั่งหรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดนอกจากที่กำหนดในกระทรวงที่ออกตามมาตรา55ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ผู้ใดค้าหรือจำหน่ายอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา55ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ผู้ใดใช้อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา55ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา288มาตรา313มาตรา337มาตรา339หรือมาตรา340ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต การกระทำความผิดตามวรรคสองหรือวรรคสามถ้าอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดนั้นโดยสภาพมีอานุภาพไม่ร้ายแรงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงจำคุกตลอดชีวิต" เดิมก่อนมีการแก้ไขกฎหมายได้ใช้ข้อความเฉพาะวรรคแรกการมีและใช้วัตถุระเบิดตามที่ระบุไว้ระวางโทษขั้นต่ำไม่สูงในปัจจุบันกฎหมายถือว่าการใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวในการกระทำความผิดต่อชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นเป็นการกระทำที่ร้ายแรงมากและมีโทษหนักกว่าที่ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งระวางโทษประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ดังนั้นการที่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่มีความเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทจึงครอบคลุมการลงโทษในความผิดที่จำเลยก่อให้เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่2153/2519ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นต่างกรรมนั้นก็ไม่น่าจะเป็นการกลับหลักซึ่งอาจจะต้องดูเจตนารมณ์ของกฎหมายในแต่ละช่วงที่มีผลบังคับด้วยอาทิเช่นการมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตกับการมีเครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่ในการสงครามกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดคนละมาตราโดยมีเจตนารมณ์แยกความผิด2ฐานนี้ออกจากกันวัตถุคนละประเภทแสดงว่าจำเลยมีเจตนามีไว้ต่างกันแม้มีไว้วันเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน(คำพิพากษาศาลฎีกาที่2073/2523) คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จึงเป็นบรรทัดฐานการลงโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้นเอง กฤษดาภูวรักษ์คำพิพากษา: โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83, 91, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55,78 วรรคหนึ่งและวรรคสามริบของกลางจำเลย ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานพยายามฆ่าและใช้ระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวกันความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานมีวัตถุระเบิดจำคุก 2 ปีแต่เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามมาตรา 91(3) ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลางโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2535 เวลาประมาณ 22 นาฬิกาได้มีคนร้ายขว้างระเบิดทำให้นางจรินทร์ คงสมสุข ผู้เสียหายที่ 1 และนายหา ภูหมื่น ผู้เสียหายที่ 2 ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมายจ.1 และ จ.2 เจ้าพนักงานตำรวจได้นำชิ้นส่วนระเบิดไปตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเป็นส่วนหนึ่งของระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบเอสเอฟจี 82อันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีได้และเมื่อเกิดระเบิดขึ้นมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินเสียหายได้ในรัศมีฉกรรจ์ประมาณ 10 เมตรจากจุดระเบิด ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.1 ของศาลอาญา คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้ขว้างระเบิดดังกล่าวเพื่อพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1และสะเก็ดระเบิดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุเล็กน้อย พยานได้ยินเสียงจำเลยกับนางตุ๊กภรรยา พยานจึงใช้ไฟฉายส่องดู จำเลยได้พูดขึ้นว่า มึงฉายไฟหาลูกปืนหรือ แล้วจำเลยกับพยานมีปากเสียงทะเลาะกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย สักครู่พยานเห็นนางตุ๊กเดินกลับเข้าไปในบ้าน ขณะนั้นพยานยืนอยู่ห่างจากจำเลยเพียงวาเศษที่ตรอกเข้าบ้านพยานมีไฟฟ้าสาธารณะอยู่ตรงกันข้ามบ้านผู้เสียหายที่ 2 ส่องไปทางบ้านนางสาลี่ซึ่งเป็นแม่ยายจำเลยแสงไฟดังกล่าวสามารถเห็นหน้าจำเลยได้ ได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1รู้จักจำเลยมาก่อนและก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงคุยกันซึ่งจำได้ว่าเป็นเสียงจำเลยคุยกับนางตุ๊กภรรยาจำเลย จึงได้ใช้ไฟฉายส่องดูและเห็นว่าเป็นจำเลยและขณะที่ทะเลาะกันผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ใช้ไฟฉายส่องหน้าจำเลยถึง 3 ครั้ง จากการฉายไฟฉายดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นเสื้อผ้าที่จำเลยสวมใส่อยู่ในขณะเกิดเหตุได้ชัดเจนว่าจำเลยนุ่งกางเกงสีเทา ใส่เสื้อสีน้ำเงินคอสีขาว น่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ทะเลาะกับจำเลย และจากลักษณะการกระทำของจำเลยที่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นกล่าวคือ ในตอนแรกที่ทะเลาะกันเห็นจำเลยเดินเข้าไปในกระท่อมแล้วเดินออกมาที่ผู้เสียหายที่ 1 และกลับมาทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1อีก หลังจากนั้นได้เดินถอยหลังไปและพูดว่ามึงแน่ใช่ไหม โดยพูดเน้นถึง 3 ครั้ง แล้วก้มหยิบวัตถุที่พื้นดิน ผู้เสียหายที่ 1รู้สึกว่ามีวัตถุถูกเหวี่ยงมาจากทางจำเลยข้ามศีรษะผู้เสียหายที่ 1ไปและได้ยินเสียงวัตถุที่เหวี่ยงมาตกทางด้านหลังผู้เสียหายที่ 2ดังตูม ซึ่งก็คือการระเบิดของลูกระเบิด ตามที่ฟังได้ดังกล่าวข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขว้างระเบิดดังกล่าว เพราะว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงและมิได้ทะเลาะกับผู้อื่นอีกในขณะนั้น ขณะเกิดเหตุมีเพียงแต่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทสุรชัย คีรีวิเชียร พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ก็ปรากฏว่า ในชั้นสอบสวนที่ได้กระทำในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้าย ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมายจ.3 และในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุตามเอกสารหมายป.จ.1 ของศาลจังหวัดชัยนาท ก็ได้ระบุข้อสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ว่าเชื่อว่าจำเลยได้ใช้ระเบิดขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่เกิดมีปากเสียงกัน ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษส่วนเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1ไม่ไปชี้ตัวจำเลยนั้นน่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายที่ 1 กลัวโดยจะเห็นได้จากที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า หลังจากเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายที่ 1 ต้องหลบไปนอนที่อื่น และปรากฏต่อมาว่าเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535 ผู้เสียหายได้ไปดูตัวจำเลยแล้วยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ขว้างระเบิดใส่ผู้เสียหายที่ 1 จริง ตามบันทึกคำให้การผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 2 และที่จับจำเลยได้หลังจากเกิดเหตุ 1 เดือนนั้น พันตำรวจโทสุรชัยก็ได้เบิกความว่ามิใช่เป็นเรื่องที่ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นคนร้ายดังจะเห็นได้จากบันทึกการตรวจสอบที่เกิดเหตุและบันทึกคำให้การผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งระบุชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายเมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1 และกิริยาของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ ตลอดจนพฤติการณ์แวดล้อมทุกอย่างที่โจทก์นำสืบมาโดยตลอดแล้ว มีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน และสอดคล้องต้องกันฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า หลังจากทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1แล้ว จำเลยเดินเข้าไปหยิบลูกระเบิดในกระท่อม และจำเลยได้ใช้ลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 โดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 โดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดที่ขว้างไปดังกล่าวสามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้จึงเป็นการขว้างไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 แต่การกระทำของจำเลยกระทำไปไม่ตลอดเพราะสะเก็ดระเบิดไม่ถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ 1ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลย จึงเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และเมื่อสะเก็ดระเบิดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ จึงถือได้ว่าเป็นพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ด้วย กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีวัตถุระเบิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับฐานใช้วัตถุระเบิดไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม มารวมสองกรรมโดยเห็นว่าเป็นความผิดคนละกรรมกันนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่มีความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานมีวัตถุระเบิด ฐานพยายามฆ่า และใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2540พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโจทก์สิบเอก สำรวจ ทองบุญจำเลย ป.อ. ม. 90, ม. 288 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78การที่จำเลยมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา288ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่มีความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา78วรรคสามซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา90โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83, 91, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55,78 วรรคหนึ่งและวรรคสามริบของกลางจำเลย ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานพยายามฆ่าและใช้ระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวกันความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานมีวัตถุระเบิดจำคุก 2 ปีแต่เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามมาตรา 91(3) ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลางโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2535 เวลาประมาณ 22 นาฬิกาได้มีคนร้ายขว้างระเบิดทำให้นางจรินทร์ คงสมสุข ผู้เสียหายที่ 1 และนายหา ภูหมื่น ผู้เสียหายที่ 2 ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมายจ.1 และ จ.2 เจ้าพนักงานตำรวจได้นำชิ้นส่วนระเบิดไปตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเป็นส่วนหนึ่งของระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบเอสเอฟจี 82อันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีได้และเมื่อเกิดระเบิดขึ้นมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินเสียหายได้ในรัศมีฉกรรจ์ประมาณ 10 เมตรจากจุดระเบิด ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.1 ของศาลอาญา คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้ขว้างระเบิดดังกล่าวเพื่อพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1และสะเก็ดระเบิดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุเล็กน้อย พยานได้ยินเสียงจำเลยกับนางตุ๊กภรรยา พยานจึงใช้ไฟฉายส่องดู จำเลยได้พูดขึ้นว่า มึงฉายไฟหาลูกปืนหรือ แล้วจำเลยกับพยานมีปากเสียงทะเลาะกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย สักครู่พยานเห็นนางตุ๊กเดินกลับเข้าไปในบ้าน ขณะนั้นพยานยืนอยู่ห่างจากจำเลยเพียงวาเศษที่ตรอกเข้าบ้านพยานมีไฟฟ้าสาธารณะอยู่ตรงกันข้ามบ้านผู้เสียหายที่ 2 ส่องไปทางบ้านนางสาลี่ซึ่งเป็นแม่ยายจำเลยแสงไฟดังกล่าวสามารถเห็นหน้าจำเลยได้ ได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1รู้จักจำเลยมาก่อนและก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงคุยกันซึ่งจำได้ว่าเป็นเสียงจำเลยคุยกับนางตุ๊กภรรยาจำเลย จึงได้ใช้ไฟฉายส่องดูและเห็นว่าเป็นจำเลยและขณะที่ทะเลาะกันผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ใช้ไฟฉายส่องหน้าจำเลยถึง 3 ครั้ง จากการฉายไฟฉายดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นเสื้อผ้าที่จำเลยสวมใส่อยู่ในขณะเกิดเหตุได้ชัดเจนว่าจำเลยนุ่งกางเกงสีเทา ใส่เสื้อสีน้ำเงินคอสีขาว น่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ทะเลาะกับจำเลย และจากลักษณะการกระทำของจำเลยที่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นกล่าวคือ ในตอนแรกที่ทะเลาะกันเห็นจำเลยเดินเข้าไปในกระท่อมแล้วเดินออกมาที่ผู้เสียหายที่ 1 และกลับมาทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1อีก หลังจากนั้นได้เดินถอยหลังไปและพูดว่ามึงแน่ใช่ไหม โดยพูดเน้นถึง 3 ครั้ง แล้วก้มหยิบวัตถุที่พื้นดิน ผู้เสียหายที่ 1รู้สึกว่ามีวัตถุถูกเหวี่ยงมาจากทางจำเลยข้ามศีรษะผู้เสียหายที่ 1ไปและได้ยินเสียงวัตถุที่เหวี่ยงมาตกทางด้านหลังผู้เสียหายที่ 2ดังตูม ซึ่งก็คือการระเบิดของลูกระเบิด ตามที่ฟังได้ดังกล่าวข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขว้างระเบิดดังกล่าว เพราะว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงและมิได้ทะเลาะกับผู้อื่นอีกในขณะนั้น ขณะเกิดเหตุมีเพียงแต่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทสุรชัย คีรีวิเชียร พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ก็ปรากฏว่า ในชั้นสอบสวนที่ได้กระทำในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้าย ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมายจ.3 และในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุตามเอกสารหมายป.จ.1 ของศาลจังหวัดชัยนาท ก็ได้ระบุข้อสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ว่าเชื่อว่าจำเลยได้ใช้ระเบิดขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่เกิดมีปากเสียงกัน ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษส่วนเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1ไม่ไปชี้ตัวจำเลยนั้นน่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายที่ 1 กลัวโดยจะเห็นได้จากที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า หลังจากเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายที่ 1 ต้องหลบไปนอนที่อื่น และปรากฏต่อมาว่าเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535 ผู้เสียหายได้ไปดูตัวจำเลยแล้วยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ขว้างระเบิดใส่ผู้เสียหายที่ 1 จริง ตามบันทึกคำให้การผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 2 และที่จับจำเลยได้หลังจากเกิดเหตุ 1 เดือนนั้น พันตำรวจโทสุรชัยก็ได้เบิกความว่ามิใช่เป็นเรื่องที่ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นคนร้ายดังจะเห็นได้จากบันทึกการตรวจสอบที่เกิดเหตุและบันทึกคำให้การผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งระบุชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายเมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1 และกิริยาของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ ตลอดจนพฤติการณ์แวดล้อมทุกอย่างที่โจทก์นำสืบมาโดยตลอดแล้ว มีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน และสอดคล้องต้องกันฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า หลังจากทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1แล้ว จำเลยเดินเข้าไปหยิบลูกระเบิดในกระท่อม และจำเลยได้ใช้ลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 โดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดดังกล่าวขว้างใส่ผู้เสียหายที่ 1 โดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดที่ขว้างไปดังกล่าวสามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้จึงเป็นการขว้างไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 แต่การกระทำของจำเลยกระทำไปไม่ตลอดเพราะสะเก็ดระเบิดไม่ถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ 1ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลย จึงเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และเมื่อสะเก็ดระเบิดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ จึงถือได้ว่าเป็นพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ด้วย กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีวัตถุระเบิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับฐานใช้วัตถุระเบิดไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม มารวมสองกรรมโดยเห็นว่าเป็นความผิดคนละกรรมกันนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่มีความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานมีวัตถุระเบิด ฐานพยายามฆ่า และใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง องค์คณะ: กอบเกียรติ รัตนพานิช - สมมาตร พรหมานุกูล - ชลอ บุณยเนตร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 288, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 80, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 32, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 78 แหล่งที่มา: สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ