ย่อ / หลักกฎหมาย
1เพียงแต่ปลูกเรือนในชายคายื่นล้ำเข้าไปในที่ของผู้อื่น จะอ้างว่ามีกรรมสิทธิตาม ม. 1335 ไม่ได้ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าที่พิพากษานอกชายคา เรือนจำเลยเป็นของโจทก์ ที่ในชายคาเรือนเป็นของจำเลยศาลอุทธรณ์แก้ว่าที่ พิพาททั้งหมดเป็นของโจทก์ เป็นแก้น้อยได้ความว่า จำเลยปลูกเรือนทำชายคารุกล้ำเข้าไปในที่ของโจทก์ซึ่งมีราคา ๕๐ บาท โจทก์เพิ่งทราบเมื่อเจ้าพนักงานวัดดิ่งทำแผนที่ จึงฟ้องขอให้ห้ามจำเลยอย่าให้เข้าเกี่ยวข้องในที่รายวิวาท ศาลชั้นต้นตัดสินว่า ที่รายวิวาทนอกขายคาของจำเลยเป็นของโจทก์ ส่วนที่ซึ่ง จำเลยได้ปลูกชายคาล้ำเข้าไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์
2จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็นแต่ผู้ปลูกเรือนให้ชายคายื่นล้ำเข้าไปในที่ของโจทก์ หาใช่เป็นผู้ครอบครองไม่ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินถ้าหากว่ากระทำโดยสุจจริตก็เพียงแต่จะได้ใช้สิทธิตามมาตรา ๑๓๑๒ จึงพิพากษาว่าที่พิพาททั้งหมาดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ห้ามไม่ให้จำเลยขัดขวางในการที่โจทก์ จะทำอะไรอันไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลย
3จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ปลูกเรือนชายคายื่นล้ำเข้าไปในที่ดินนั้นหลายปี ไม่มีใครทักท้วงให้จำเลยรื้อถอนไป ต้องถือว่าที่ดินที่ชายคาเรือนครอบถึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ประมวลแพ่งฯ ม. ๑๓๓๕ ศาลฎีก วินิจฉัยว่า ฎีกาข้อแรกของจำเลยที่กล่าวว่ามาตรา ๑๓๑๒ จะปรับกับคดีนี้ไม่ได้ คดีนี้ต้องปรับด้วยมาตรา ๑๓๓๕ นั้นศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา ๑๓๓๕ มีความหมายว่า ชั้นแรกต้องมีกรรมสิทธิ์พื้นดินเสียก่อนแดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นจึงจะกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย ในคดีนี้กรรมสิทธิ์พิ้นดินเป็นของโจทก์ ย่อมนำมาตรา ๑๓๓๕ มา ใช้แก่คดีของฝ่ายจำเลยไม่ได้ ส่วนฎีกาข้อที่ว่า จำเลยครอบครองนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม จึง
4พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1266/2483นายโก้เซ่ง แซ่สอ นางซิ้ม แซ่ลอโจทก์นายเบ้งหุ้ย สิ่มหังพฤกษ์ที่ 1ล.นายดำ สุวรรณโชติช่วง ที่2 ป.พ.พ. ม. 1335 ป.วิ.พ. ม. 248เพียงแต่ปลูกเรือนในชายคายื่นล้ำเข้าไปในที่ของผู้อื่น จะอ้างว่ามีกรรมสิทธิตาม ม. 1335 ไม่ได้ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าที่พิพากษานอกชายคา เรือนจำเลยเป็นของโจทก์ ที่ในชายคาเรือนเป็นของจำเลยศาลอุทธรณ์แก้ว่าที่ พิพาททั้งหมดเป็นของโจทก์ เป็นแก้น้อยได้ความว่า จำเลยปลูกเรือนทำชายคารุกล้ำเข้าไปในที่ของโจทก์ซึ่งมีราคา ๕๐ บาท โจทก์เพิ่งทราบเมื่อเจ้าพนักงานวัดดิ่งทำแผนที่ จึงฟ้องขอให้ห้ามจำเลยอย่าให้เข้าเกี่ยวข้องในที่รายวิวาท ศาลชั้นต้นตัดสินว่า ที่รายวิวาทนอกขายคาของจำเลยเป็นของโจทก์ ส่วนที่ซึ่ง จำเลยได้ปลูกชายคาล้ำเข้าไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์
2จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็นแต่ผู้ปลูกเรือนให้ชายคายื่นล้ำเข้าไปในที่ของโจทก์ หาใช่เป็นผู้ครอบครองไม่ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินถ้าหากว่ากระทำโดยสุจจริตก็เพียงแต่จะได้ใช้สิทธิตามมาตรา ๑๓๑๒ จึงพิพากษาว่าที่พิพาททั้งหมาดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ห้ามไม่ให้จำเลยขัดขวางในการที่โจทก์ จะทำอะไรอันไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลย
3จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ปลูกเรือนชายคายื่นล้ำเข้าไปในที่ดินนั้นหลายปี ไม่มีใครทักท้วงให้จำเลยรื้อถอนไป ต้องถือว่าที่ดินที่ชายคาเรือนครอบถึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ประมวลแพ่งฯ ม. ๑๓๓๕ ศาลฎีก วินิจฉัยว่า ฎีกาข้อแรกของจำเลยที่กล่าวว่ามาตรา ๑๓๑๒ จะปรับกับคดีนี้ไม่ได้ คดีนี้ต้องปรับด้วยมาตรา ๑๓๓๕ นั้นศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา ๑๓๓๕ มีความหมายว่า ชั้นแรกต้องมีกรรมสิทธิ์พื้นดินเสียก่อนแดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นจึงจะกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย ในคดีนี้กรรมสิทธิ์พิ้นดินเป็นของโจทก์ ย่อมนำมาตรา ๑๓๓๕ มา ใช้แก่คดีของฝ่ายจำเลยไม่ได้ ส่วนฎีกาข้อที่ว่า จำเลยครอบครองนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม จึง
4พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์(สุทธิอรรถนฤมนตร์-อิศร-อรรถกฤต ช.เพ็ญชาติ)ศาลชั้นต้น - ++ศาลอุทธรณ์ - ++แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: ได้ความว่า จำเลยปลูกเรือนทำชายคารุกล้ำเข้าไปในที่ของโจทก์ซึ่งมีราคา ๕๐ บาท โจทก์เพิ่งทราบเมื่อเจ้าพนักงานวัดดิ่งทำแผนที่ จึงฟ้องขอให้ห้ามจำเลยอย่าให้เข้าเกี่ยวข้องในที่รายวิวาท ศาลชั้นต้นตัดสินว่า ที่รายวิวาทนอกขายคาของจำเลยเป็นของโจทก์ ส่วนที่ซึ่ง จำเลยได้ปลูกชายคาล้ำเข้าไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์
5จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็นแต่ผู้ปลูกเรือนให้ชายคายื่นล้ำเข้าไปในที่ของโจทก์ หาใช่เป็นผู้ครอบครองไม่ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินถ้าหากว่ากระทำโดยสุจจริตก็เพียงแต่จะได้ใช้สิทธิตามมาตรา ๑๓๑๒ จึงพิพากษาว่าที่พิพาททั้งหมาดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ห้ามไม่ให้จำเลยขัดขวางในการที่โจทก์ จะทำอะไรอันไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลย
6จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ปลูกเรือนชายคายื่นล้ำเข้าไปในที่ดินนั้นหลายปี ไม่มีใครทักท้วงให้จำเลยรื้อถอนไป ต้องถือว่าที่ดินที่ชายคาเรือนครอบถึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ประมวลแพ่งฯ ม. ๑๓๓๕ ศาลฎีก วินิจฉัยว่า ฎีกาข้อแรกของจำเลยที่กล่าวว่ามาตรา ๑๓๑๒ จะปรับกับคดีนี้ไม่ได้ คดีนี้ต้องปรับด้วยมาตรา ๑๓๓๕ นั้นศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา ๑๓๓๕ มีความหมายว่า ชั้นแรกต้องมีกรรมสิทธิ์พื้นดินเสียก่อนแดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นจึงจะกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย ในคดีนี้กรรมสิทธิ์พิ้นดินเป็นของโจทก์ ย่อมนำมาตรา ๑๓๓๕ มา ใช้แก่คดีของฝ่ายจำเลยไม่ได้ ส่วนฎีกาข้อที่ว่า จำเลยครอบครองนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม จึง
7พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
(สุทธิอรรถนฤมนตร์ - อิศร - อรรถกฤต ช.เพ็ญชาติ)
ศาลชั้นต้น - ++ศาลอุทธรณ์ - ++