D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2537

ผล: ยืน อาญา ถูกอ้าง 3 ฉบับ
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคแรก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ที่ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่าจำเลยได้บังอาจกระทำความผิด โดยออกเช็คสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีคำบรรยายฟ้องตอนใดเลยที่มีข้อความพอที่จะให้ฟังได้ว่าการที่จำเลยออกเช็คนั้นก็เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2535 เวลากลางวันจำเลยได้ออกเช็คลงวันที่ 24 มีนาคม 2535 จำนวนเงิน 197,775 บาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อให้เรียกเก็บเงินแต่เรียกเก็บไม่ได้เนื่องจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เหตุเกิดที่แขวงสี่พระยาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

2จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4จำคุก 6 เดือน

3จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงให้จำคุกจำเลย 3 เดือน

4จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา

5ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่ เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องเกิดขึ้นจากการที่ผู้ออกเช็คออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 กรณี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ตั้งแต่อนุมาตรา (1) ถึง (5) ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคแรก ที่ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงเป็นองค์ประกอบความผิดอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดโดยออกเช็คสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่ายและมีข้อความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4ตั้งแต่อนุมาตรา (1) ถึง (5) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่มีคำบรรยายฟ้องตอนใดเลยที่มีข้อความพอที่จะให้ฟังได้ว่าการที่จำเลยออกเช็คนั้นก็เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ที่

6ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

7พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2537บริษัท ทอง ประภา ค้า เหล็ก จำกัดโจทก์นาย สุเมธ เร่งวัฒนะชัยจำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4 ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคแรก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ที่ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่าจำเลยได้บังอาจกระทำความผิด โดยออกเช็คสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีคำบรรยายฟ้องตอนใดเลยที่มีข้อความพอที่จะให้ฟังได้ว่าการที่จำเลยออกเช็คนั้นก็เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์

8โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2535 เวลากลางวันจำเลยได้ออกเช็คลงวันที่ 24 มีนาคม 2535 จำนวนเงิน 197,775 บาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อให้เรียกเก็บเงินแต่เรียกเก็บไม่ได้เนื่องจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เหตุเกิดที่แขวงสี่พระยาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

9จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4จำคุก 6 เดือน

10จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงให้จำคุกจำเลย 3 เดือน

11จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา

12ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่ เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องเกิดขึ้นจากการที่ผู้ออกเช็คออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 กรณี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ตั้งแต่อนุมาตรา (1) ถึง (5) ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคแรก ที่ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงเป็นองค์ประกอบความผิดอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดโดยออกเช็คสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่ายและมีข้อความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4ตั้งแต่อนุมาตรา (1) ถึง (5) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่มีคำบรรยายฟ้องตอนใดเลยที่มีข้อความพอที่จะให้ฟังได้ว่าการที่จำเลยออกเช็คนั้นก็เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ที่

13ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

14พิพากษายืน(สมชาย รังสิกรรพุม-สังเวียน รัตนมุง-ชลอ บุณยเนตร)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุ ในคดีอาญาโจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) การบรรยายฟ้องที่ขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าวกรณีหนึ่งคือฟ้องที่ขาดการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดอันเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่392/2506,288/2515) ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2503 ประชุมใหญ่) จึงเป็นหน้าที่ของศาลทุกชั้นจะต้องวินิจฉัย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 553/2489) แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น ศาลสูงก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4378/2528) และจะฟ้องใหม่ไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่732/2491,1864-1865/2500) อย่างไรก็ตาม การบรรยายฟ้องข้างต้นหาจำต้องใช้ถ้อยคำในกฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2505,894/2515,706/2516,1571/2518) แต่ต้องบรรยายให้ชัดเจนพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจว่าจำเลยกระทำอะไรอย่างไร และเป็นผิดกฎหมายอย่างไรเพื่อให้เป็นไปตามหลักฟังความทุกฝ่าย (ดู, คณิต ณ นคร,กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม,สำนักพิมพ์นิติธรรม,2536, น.15) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย" ซึ่งแตกต่างไปจากพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 ปัญหาจึงมีว่าโจทก์ต้องบรรยายฟ้องโดยใช้ถ้อยคำดังกล่าวหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้เขียนเห็นว่าโจทก์ไม่จำต้องใช้ถ้อยคำดังกล่าวเพียงแต่บรรยายให้มีข้อเท็จจริงพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจว่า มูลหนี้ตามเช็คมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ปัญหาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุคือโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินตามเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ และไม่มีข้อความตอนใดในคำฟ้องที่จะแสดงให้เห็นว่ามูลหนี้ตามเช็คมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เพราะอาจเป็นกรณีที่มูลหนี้ตามเช็คไม่มีอยู่จริง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2535 ประชุมใหญ่,1521/2535,1525/2535,2254/2535,2349/2535,2644/2535,2834/2535,58/2536,378/2536) หรืออาจเป็นกรณีที่มูลหนี้ตามเช็คไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2536,1717/2535,3484/2535,385/2536) อย่างไรก็ดี

15โจทก์ฎีกาว่าคำบรรยายฟ้องที่ว่าโจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายเป็นการเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงมูลหนี้ตามเช็ค ผู้เขียนเห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นแต่เพียงแสดงฐานะของผู้ทรงเช็คตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน จึงเป็นคนละกรณีกับมูลหนี้ในเช็คตามฟ้อง สุรสิทธิ์แสงวิโรจนพัฒน์คำพิพากษา:

16โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2535 เวลากลางวันจำเลยได้ออกเช็คลงวันที่ 24 มีนาคม 2535 จำนวนเงิน 197,775 บาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อให้เรียกเก็บเงินแต่เรียกเก็บไม่ได้เนื่องจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เหตุเกิดที่แขวงสี่พระยาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

17จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4จำคุก 6 เดือน

18จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงให้จำคุกจำเลย 3 เดือน

19จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา

20ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่ เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องเกิดขึ้นจากการที่ผู้ออกเช็คออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 กรณี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ตั้งแต่อนุมาตรา (1) ถึง (5) ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคแรก ที่ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงเป็นองค์ประกอบความผิดอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดโดยออกเช็คสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่ายและมีข้อความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4ตั้งแต่อนุมาตรา (1) ถึง (5) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่มีคำบรรยายฟ้องตอนใดเลยที่มีข้อความพอที่จะให้ฟังได้ว่าการที่จำเลยออกเช็คนั้นก็เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ที่

21ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

22พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2537บริษัท ทอง ประภา ค้า เหล็ก จำกัดโจทก์นาย สุเมธ เร่งวัฒนะชัยจำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4 ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคแรก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ที่ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่าจำเลยได้บังอาจกระทำความผิด โดยออกเช็คสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีคำบรรยายฟ้องตอนใดเลยที่มีข้อความพอที่จะให้ฟังได้ว่าการที่จำเลยออกเช็คนั้นก็เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์

23โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2535 เวลากลางวันจำเลยได้ออกเช็คลงวันที่ 24 มีนาคม 2535 จำนวนเงิน 197,775 บาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อให้เรียกเก็บเงินแต่เรียกเก็บไม่ได้เนื่องจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เหตุเกิดที่แขวงสี่พระยาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

24จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4จำคุก 6 เดือน

25จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงให้จำคุกจำเลย 3 เดือน

26จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา

27ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่ เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องเกิดขึ้นจากการที่ผู้ออกเช็คออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 กรณี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ตั้งแต่อนุมาตรา (1) ถึง (5) ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคแรก ที่ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงเป็นองค์ประกอบความผิดอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดโดยออกเช็คสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่ายและมีข้อความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4ตั้งแต่อนุมาตรา (1) ถึง (5) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่มีคำบรรยายฟ้องตอนใดเลยที่มีข้อความพอที่จะให้ฟังได้ว่าการที่จำเลยออกเช็คนั้นก็เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ที่

28ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

29พิพากษายืน

(สมชาย รังสิกรรพุม - สังเวียน รัตนมุง - ชลอ บุณยเนตร)