1บ. ยกที่ดินให้แก่ ว. ด้วยวาจา โดยมีเจตนาจะไปดำเนินการจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลัง ถือว่าในขณะนั้น บ. ยังมิได้มีเจตนาสละการครอบครอง การที่ ว. เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก่อนทำการโอนจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของ บ. ที่บอกจะยกให้ ไม่ได้เข้าครอบครองในฐานะผู้แย่งการครอบครอง แม้จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ทำให้ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ฉะนั้นเมื่อการยกที่ดินพิพาทให้ระหว่าง บ. กับ ว. ยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้ดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 ที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของ ว. โดยการให้ เมื่อ บ. ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของ บ. ไม่อาจนำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ บ. ผู้ตายไปโอนให้ ว. ภายหลัง บ. ถึงแก่ความตายแล้วได้ และเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ทายาทของ บ. ได้แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือว่าขอสละมรดก ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่ายอมสละมรดก ดังนั้น หลังจากที่ บ. ตาย แม้จะได้มีการจดทะเบียนการยกให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่ ว. โดยขณะจดทะเบียนทายาททุกคนของ บ. ทราบและไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็ถือไม่ได้ว่าทายาทของ บ. ได้สละมรดกรายนี้แล้ว การทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทก็ไม่มีผลให้ ว. ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท
1โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 10918 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 2902 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างพันจ่าเอกบรรจบผู้ให้ กับพันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ผู้รับ กลับคืนเป็นชื่อของพันจ่าเอกบรรจบตามเดิม ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย
2จำเลยให้การว่า เมื่อรับการยกให้แล้ว พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต โดยสงบ และโดยเปิดเผยมาตลอดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยโจทก์หรือทายาททั้งหมดมิได้มาทำการคัดค้านแต่อย่างใด กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์และทายาทของเจ้ามรดกต่างแสดงเจตนาสละมรดกและสละการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
3ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 10918 และ 2902 ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินระหว่างพันจ่าเอกบรรจบผู้ให้ พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ผู้รับ กลับคืนเป็นชื่อของพันจ่าเอกบรรจบตามเดิม ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
4จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เพราะคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,500 บาท
5โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และประเด็นพิพาทข้อ (3) และ (4) ที่ว่า พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ รับโอนที่ดินพิพาทโดยชอบหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหรือไม่ ตามลำดับ ที่
6ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีในประเด็นข้อพิพาท จำเลยได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้าน และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นข้อพิพาทที่ยังมิได้วินิจฉัยตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
7ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทุกชั้นศาลที่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปแล้วแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
8จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พันจ่าเอกบรรจบผู้ตายพูดยกที่ดินให้แก่พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ด้วยวาจา โดยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อไป ถือว่าพันจ่าเอกบรรจบยังมิได้แสดงเจตนาสละการครอบครองให้พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ การที่พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก่อนทำการโอนเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของพันจ่าเอกบรรจบที่บอกยกให้ ไม่ได้เข้าครอบครองในฐานะผู้แย่งการครอบครอง แม้จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ทำให้ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อการยกที่ดินพิพาทให้ยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้ดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 ที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของพันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์โดยการยกให้ เมื่อพันจ่าเอกบรรจบถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของพันจ่าเอกบรรจบ ไม่อาจนำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของพันจ่าเอกบรรจบผู้ตายไปโอนให้พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ภายหลังจากพันจ่าเอกบรรจบถึงแก่ความตายแล้วได้ การทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์จึงไม่มีผลให้พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่
9จำเลยฎีกาอ้างว่า ขณะจดทะเบียนการยกให้ทายาททุกคนของเจ้ามรดกทราบ แต่ไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงถือว่าเป็นการสละมรดกแล้วนั้น ในข้อนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1612 บัญญัติว่า การสละมรดกนั้นต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น การสละมรดกจึงกระทำได้โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่อย่างหนึ่ง ส่วนอีกกรณีหนึ่งกระทำได้โดยทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยต้องมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทายาทของพันจ่าเอกบรรจบได้แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือว่าขอสละมรดก ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่ายอมสละมรดก จึงฟังไม่ได้ว่าทายาทของพันจ่าเอกบรรจบได้สละมรดกรายนี้แล้วดังที่
10จำเลยฎีกา พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.