คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18882-18883/2557

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 21 ถึงมาตรา 24 เงินที่ผู้ประกันตนออกสมทบเข้ากองทุนย่อมตกเป็นของสำนักงานประกันสังคมจำเลยแล้ว หาใช่ยังเป็นเงินของผู้ประกันตนอันจะตกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. ไม่ บุคคลใดจะได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 3 กรณีใดหรือไม่เพียงใด ย่อมเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 บัญญัติไว้เท่านั้น โจทก์ไม่ใช่บุคคลที่มาตรา 73 (2) ระบุไว้ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย มาตรา 77 จัตวา วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติตัวบุคคลผู้เป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมกำหนดสัดส่วนที่จะได้รับไว้โดยเฉพาะ ไม่นำเอาทายาทตาม ป.พ.พ. มาปรับใช้ ทั้งเงินบำเหน็จชราภาพก็เป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งนำเงินกองทุนประกันสังคมมาจ่ายตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง จึงต้องจ่ายให้แก่บุคคลและตามสัดส่วนที่มาตรา 77 จัตวา บัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น

คำพิพากษา

1คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 4 ที่ รง. 0626/ปย. 12010 และที่ รง. 0626/ปย. 12011 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 658/2551 และที่ 1477/2551

2จำเลยให้การว่า คำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ที่ รง. 0626/12010 (ที่ถูก รง. 0626/ปย. 12010) และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1477/2551 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และ

3จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 บัญญัติว่า ในกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายโดยมิใช่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ถ้าภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ให้จ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีตาย ดังนี้... (2) เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นั้น แต่ถ้าผู้ประกันตนมิได้มีหนังสือระบุไว้ ก็ให้นำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน ดังนี้...ฯลฯ ดังนั้น เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายเป็นเงินที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายแก่เฉพาะบุคคลตามที่ระบุไว้เท่านั้น สิทธิในการได้รับเงินดังกล่าว ไม่ใช่สิทธิของผู้ตายจึงไม่ใช่มรดกของผู้ตาย แต่เป็นสิทธิของบุคคลที่ระบุไว้เท่านั้น ผู้ประกันตนไม่มีสามี ไม่มีบุตร และบิดามารดาของผู้ประกันตนตายไปก่อนแล้ว จึงไม่มีผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยในส่วนนี้ สำหรับเงินบำเหน็จชราภาพนั้น พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพ นางสาวสุภาภรณ์ เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งมาตรา 41 บัญญัติว่า ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนนั้น (1) ตาย...สิทธิในการได้รับบำเหน็จชราภาพจึงเป็นสิทธิของผู้ประกันตนขณะตาย เพราะมาตรา 77 ทวิ วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติยกเว้นกรณีการเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 41 (1) สิทธิในการรับบำเหน็จชราภาพกรณีความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 และมาตรา 41 จึงเป็นมรดกของผู้ประกันตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 ซึ่งตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ประกันตน โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ประกันตน เป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (4) จึงมีสิทธิเรียกร้องเงินนี้ได้ กรณีมีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยในส่วนนี้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายหรือไม่ โดย

4โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายเป็นเงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบให้แก่สำนักงานประกันสังคมจำเลยเป็นรายเดือนมาก่อนถึงแก่ความตาย จึงเป็นเงินที่ผู้ประกันตนสะสมมาทุกเดือนก่อนตายและเป็นมรดกของผู้ประกันตน เมื่อไม่มีบุคคลผู้มีสิทธิได้รับตามที่มาตรา 73 (2) ระบุไว้ เงินดังกล่าวจึงต้องตกแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 ประกอบมาตรา 1629 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 21 บัญญัติว่า ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานประกันสังคม เรียกว่า กองทุนประกันสังคม เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 3 และเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 24 วรรคสอง มาตรา 22 บัญญัติว่า กองทุนประกอบด้วย (1) เงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตามมาตรา 40 และมาตรา 46 (2) เงินเพิ่ม... มาตรา 23 บัญญัติว่า เงินกองทุนตามมาตรา 22 ให้เป็นของสำนักงานและไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติต่อไปอีกว่า เงินกองทุนให้จ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้ จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงินที่ผู้ประกันตนออกสมทบเข้ากองทุนย่อมตกเป็นของสำนักงานประกันสังคมแล้ว หาใช่ยังเป็นเงินของผู้ประกันตนอันจะตกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ บุคคลใดจะได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 3 กรณีใดหรือไม่เพียงใด ย่อมเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดไว้เท่านั้น โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ประกันตนซึ่งมิใช่บุคคลตามที่มาตรา 73 (2) ระบุไว้ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพอันเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 (2) หรือไม่ โดย

5จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามที่มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติไว้อันเป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่ใช่กรณีมรดกตกทอดทั่ว ๆ ไป จึงนำเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้ไม่ได้ เห็นว่า เงินบำเหน็จชราภาพเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 (2) ซึ่งมาตรา 77 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 ทวิ ถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทน หรือผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายในหกสิบเดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพให้ทายาทของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ วรรคสองบัญญัติว่า ทายาทผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ (1) บุตรชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้นบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นให้ได้รับสองส่วน ถ้าผู้ประกันตนที่ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไปให้ได้รับสามส่วน (2) สามีหรือภริยาให้ได้รับหนึ่งส่วน และ (3) บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ได้รับหนึ่งส่วน วรรคสามบัญญัติต่อไปอีกว่า ในกรณีที่ไม่มีทายาทในอนุมาตราใด หรือทายาทนั้นได้ตายไปเสียก่อน ให้แบ่งเงินตามมาตรา 77 (2) ในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในอนุมาตราที่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับ จะเห็นได้ว่า มาตรา 77 จัตวา วรรคสองและวรรคสาม ได้กำหนดตัวบุคคลผู้เป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมกำหนดสัดส่วนที่จะได้รับไว้โดยเฉพาะ หาใช่นำเอาทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้ไม่ ทั้งเงินบำเหน็จชราภาพก็เป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 (2) ซึ่งนำเงินกองทุนประกันสังคมมาจ่ายตามบทบัญญัติของมาตรา 24 วรรคหนึ่ง จึงต้องจ่ายให้แก่บุคคลและตามสัดส่วนที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา บัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ประกันตน ซึ่งมิใช่บุคคลตามที่มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติไว้ว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ แม้ผู้ประกันตนจะไม่มีทายาทตามมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติไว้เลย ก็ไม่อาจนำเงินกองทุนประกันสังคมมาจ่ายแก่ทายาทอื่นให้ขัดกับบทบัญญัติมาตรา 24 และมาตรา 77 จัตวา ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

6พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ที่ รง. 0626/ปย. 12010 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1477/2551 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

(พิทยา บุญชู - นิยุต สุภัทรพาหิรผล - พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 21, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 22, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 23, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 24, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 21, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 73, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 ทวิ, ป.พ.พ. มาตรา 1600, ป.พ.พ. มาตรา 1620, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77, พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 จัตวา

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ