คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2563

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจด้วย ถือได้ว่าการกระทำความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 295, 371

2จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายเจตริน ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการรักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าขาดรายได้ 108,000 บาท ค่าเสียหายทางจิตใจที่ต้องทนทุกข์ทรมาน 300,000 บาท และค่ารักษาในอนาคต 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 578,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

3จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 1,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 278,000 บาท แก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

4จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมและเด็กชายอาทิตย์ ไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่หน้าห้างกับนายเอ็ม กับพวกประมาณ 30 คน มีจำเลยทั้งสามร่วมเล่นด้วย ระหว่างเล่นน้ำสงกรานต์กัน นายเอ็มชวนไปเล่นต่อที่บ้านนายเอ็ม ทั้งหมดจึงพากันขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านนายเอ็ม แต่ระหว่างทางนายเอ็มซึ่งขับรถจักรยานยนต์นำหน้าได้กลับรถย้อนกลับไปทางเดิมโดยมีโจทก์ร่วมกับคนอื่น ๆ ทั้งหมดขับรถตามไป เมื่อถึงหน้าอู่ซ่อมรถ ที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เรียกให้โจทก์ร่วมหยุดรถ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกทำร้ายโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คง

5มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมจดจำจำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนร้ายที่ทำร้ายโจทก์ร่วมได้เพียงคนเดียวและไม่เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ทำร้ายโจทก์ร่วมด้วย แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีเด็กชายอาทิตย์ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุใกล้ชิดกับเหตุการณ์เป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนไว้โดยละเอียด และยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ทำร้ายโจทก์ร่วมโดยเตะโจทก์ร่วมขณะที่โจทก์ร่วมล้มลงนอนที่พื้น ซึ่งคำเบิกความของเด็กชายอาทิตย์สอดคล้องตรงกับที่เด็กชายอาทิตย์ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ประกอบกับเหตุเกิดเวลากลางวัน เด็กชายอาทิตย์กับจำเลยที่ 2 ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์กันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ขณะที่จำเลยที่ 2 รุมทำร้ายโจทก์ร่วมก็ได้ความจากเด็กชายอาทิตย์ว่าเป็นเวลานานถึง 10 นาที เด็กชายอาทิตย์แอบมองห่างที่เกิดเหตุเพียง 10 เมตร หลังเกิดเหตุเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ เด็กชายอาทิตย์ก็แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำคนร้ายได้ เพียงแต่ไม่รู้จักชื่อเท่านั้น ทั้งต่อมาอีก 2 วัน เด็กชายอาทิตย์ก็ยังบอกโจทก์ร่วมอีกว่าจดจำคนร้ายได้ 2 ถึง 3 คน ในชั้นสอบสวนยังชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ทำร้ายโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์และพบกับโจทก์ร่วมและเด็กชายอาทิตย์จริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่า จำเลยที่ 2 แยกตัวกลับบ้านไปก่อน จึงเชื่อว่าเด็กชายอาทิตย์จดจำจำเลยที่ 2 ได้ไม่ผิดตัว เด็กชายอาทิตย์ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 เชื่อว่า เด็กชายอาทิตย์เบิกความตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่เตะทำร้ายโจทก์ร่วมด้วย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีเหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นระหว่างขับรถจักรยานยนต์ไปเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยกัน จำเลยที่ 1 เรียกให้โจทก์ร่วมหยุดรถแล้วเข้าไปชกต่อยทำร้ายโจทก์ร่วมโดยไม่ปรากฏมีการคบคิดกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด การที่จำเลยที่ 3 ใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำของจำเลยที่ 3 เพียงลำพัง ทั้งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นว่าจำเลยที่ 3 พาอาวุธมีดมาด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เพียงแต่เตะโจทก์ร่วมเท่านั้น ประกอบกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่ปรากฏบาดแผลที่เกิดจากการถูกเตะ คงมีบาดแผลเฉพาะถูกแทง ทั้งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ความว่าโจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น

6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลสามารถลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจด้วย ถือได้ว่าการกระทำความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่

7ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น สำหรับคดีส่วนแพ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายโจทก์ร่วมโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเฉพาะในผลอันเกิดจากการที่ได้ใช้กำลังทำร้ายโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เท่านั้น หาจำต้องรับผิดในผลที่โจทก์ร่วมถูกแทงจนได้รับอันตรายแก่กายอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นไม่ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบการกระทำของจำเลยที่ 2 แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการรักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าเสียหายทางจิตใจที่ทนทุกข์ทรมานและค่ารักษาในอนาคตเป็นผลที่เกิดจากการที่โจทก์ร่วมถูกแทงไม่ใช่ผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ แม้คดีส่วนแพ่งจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

8พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ข้อหาอื่นให้ยก ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

(รังสรรค์ กุลาเลิศ - โสภณ บางยี่ขัน - ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 288, ป.วิ.อ. มาตรา 192, ป.วิ.อ. มาตรา 195, ป.อ. มาตรา 80, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 295, ป.อ. มาตรา 371, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 391, ป.วิ.อ. มาตรา 44/1, ป.อ. มาตรา 56

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ