D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3713/2535

ผล: ยืน แพ่ง
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ข้อตกลงในสัญญาจำนองมีว่า นอกจากโจทก์ต้องรับผิดในเงิน390,000 บาทแล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยซึ่งลูกหนี้ผิดนัดด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ขอไถ่ถอนจำนองในจำนวนเงิน390,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เสนอขอชำระดอกเบี้ยด้วยจำเลยย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้และไม่ยอมให้ไถ่ถอนจำนองได้ การนำสืบพยานเอกสารตามประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบพยานภายหลัง แม้ไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวถามค้านพยานโจทก์ไว้จำเลยก็มีสิทธิอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้.

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่10555 ตำบลนาดี (บางปิ้ง) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ของนายทองพูลปลั่งศิริ ซึ่งมีอยู่ขณะจดทะเบียนจำนองและในภายภาคหน้า ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 390,000 บาท ต่อจำเลย ต่อมา โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองต่อจำเลยในวงเงิน 390,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับการไถ่ถอนจำนองแต่กำหนดให้โจทก์ไถ่ถอนในวงเงิน 840,000บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่เกินกว่าโจทก์ได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้แก่จำเลย โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการไถ่ถอนได้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10555 ให้แก่โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวและรับเงิน 390,000 บาท จากโจทก์

2จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์และหนี้ของนายทองพูล ปลั่งศิริ ซึ่งเป็นหนี้จำเลยผู้รับจำนองในขณะทำสัญญาจำนองหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า เป็นเงินจำนวน 390,000 บาท รวมตลอดทั้งหนี้ค่าอุปกรณ์นายทองพูล ปลั่งศิริ เป็นหนี้จำเลยสาขาสมุทรสาคร รวมเป็นเงิน5,102,640.97 บาท โจทก์ให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 390,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง โจทก์มิได้เสนอชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้ จำเลยจึงไม่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ และไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้

3พิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์มิได้เสนอการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองให้ถูกต้องครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์และไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้อง

4พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์จะขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 1 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่าผู้จำนองได้จำนองเพื่อประกันเงินซึ่งนายทองพูลลูกหนี้ได้เบิกไปจากผู้รับจำนองหรือในเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งซึ่งผู้จำนองหรือลูกหนี้เป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลาทำสัญญาจำนองหรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้ากับค่าอุปกรณ์ คือ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง ผู้จำนองยอมรับผิดชอบด้วยทั้งสิ้น และในข้อ 2 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ผู้จำนองยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับจำนองในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในจำนวนเงินทั้งสิ้น ซึ่งลูกหนี้ที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นหนี้ผู้รับจำนองเงินดอกเบี้ยนี้จะได้คิดในยอดหนี้ประจำวันซึ่งปรากฏในบัญชีของผู้รับจำนอง ถ้าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยที่กล่าวนี้ ผู้จำนองยอมให้ผู้รับจำนองคำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบต้นในบัญชีของผู้จำนองและหรือลูกหนี้ด้วย ดังนั้นสัญญาจำนองย่อมมีความหมายว่า นอกจากโจทก์ผู้จำนองจะต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเป็นเงิน 390,000 บาทแล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยเมื่อนายทองพูลซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยด้วย โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนองในจำนวนเงิน 390,000บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เสนอขอชำระดอกเบี้ยด้วย จำเลยย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้และไม่ยอมให้ไถ่ถอนจำนองได้ส่วนที่

5โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยมีหน้าที่นำสืบภายหลังได้อ้างส่งสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้จำเลยไม่มีสิทธิอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.23 นั้น เห็นว่าจำเลยอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 เพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบโดยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้ศาลชั้นต้นและ

6ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

7พิพากษายืน. ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3713/2535นาง ซิ้วฮวย เตียนะวันชัยโจทก์ธนาคาร กรุงไทย จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 320 ป.วิ.พ. ม. 89ข้อตกลงในสัญญาจำนองมีว่า นอกจากโจทก์ต้องรับผิดในเงิน390,000 บาทแล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยซึ่งลูกหนี้ผิดนัดด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ขอไถ่ถอนจำนองในจำนวนเงิน390,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เสนอขอชำระดอกเบี้ยด้วยจำเลยย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้และไม่ยอมให้ไถ่ถอนจำนองได้ การนำสืบพยานเอกสารตามประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบพยานภายหลัง แม้ไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวถามค้านพยานโจทก์ไว้จำเลยก็มีสิทธิอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้.

8โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่10555 ตำบลนาดี (บางปิ้ง) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ของนายทองพูลปลั่งศิริ ซึ่งมีอยู่ขณะจดทะเบียนจำนองและในภายภาคหน้า ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 390,000 บาท ต่อจำเลย ต่อมา โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองต่อจำเลยในวงเงิน 390,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับการไถ่ถอนจำนองแต่กำหนดให้โจทก์ไถ่ถอนในวงเงิน 840,000บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่เกินกว่าโจทก์ได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้แก่จำเลย โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการไถ่ถอนได้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10555 ให้แก่โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวและรับเงิน 390,000 บาท จากโจทก์

9จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์และหนี้ของนายทองพูล ปลั่งศิริ ซึ่งเป็นหนี้จำเลยผู้รับจำนองในขณะทำสัญญาจำนองหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า เป็นเงินจำนวน 390,000 บาท รวมตลอดทั้งหนี้ค่าอุปกรณ์นายทองพูล ปลั่งศิริ เป็นหนี้จำเลยสาขาสมุทรสาคร รวมเป็นเงิน5,102,640.97 บาท โจทก์ให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 390,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง โจทก์มิได้เสนอชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้ จำเลยจึงไม่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ และไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้

10พิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์มิได้เสนอการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองให้ถูกต้องครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์และไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้อง

11พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์จะขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 1 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่าผู้จำนองได้จำนองเพื่อประกันเงินซึ่งนายทองพูลลูกหนี้ได้เบิกไปจากผู้รับจำนองหรือในเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งซึ่งผู้จำนองหรือลูกหนี้เป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลาทำสัญญาจำนองหรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้ากับค่าอุปกรณ์ คือ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง ผู้จำนองยอมรับผิดชอบด้วยทั้งสิ้น และในข้อ 2 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ผู้จำนองยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับจำนองในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในจำนวนเงินทั้งสิ้น ซึ่งลูกหนี้ที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นหนี้ผู้รับจำนองเงินดอกเบี้ยนี้จะได้คิดในยอดหนี้ประจำวันซึ่งปรากฏในบัญชีของผู้รับจำนอง ถ้าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยที่กล่าวนี้ ผู้จำนองยอมให้ผู้รับจำนองคำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบต้นในบัญชีของผู้จำนองและหรือลูกหนี้ด้วย ดังนั้นสัญญาจำนองย่อมมีความหมายว่า นอกจากโจทก์ผู้จำนองจะต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเป็นเงิน 390,000 บาทแล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยเมื่อนายทองพูลซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยด้วย โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนองในจำนวนเงิน 390,000บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เสนอขอชำระดอกเบี้ยด้วย จำเลยย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้และไม่ยอมให้ไถ่ถอนจำนองได้ส่วนที่

12โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยมีหน้าที่นำสืบภายหลังได้อ้างส่งสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้จำเลยไม่มีสิทธิอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.23 นั้น เห็นว่าจำเลยอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 เพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบโดยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้ศาลชั้นต้นและ

13ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

14พิพากษายืน.(วิทวัส อยู่วัฒนา-ไพศาล รางชางกูร-ประสิทธิ์ แสนศิริ)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุการพิสูจน์ต่อพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 89 นั้น ฝ่ายที่มีหน้าที่นำพยานมาสืบภายหลังจะต้องถามค้านพยานฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนเพื่อให้พยานนั้นได้มีโอกาสอธิบายข้อความเหล่านั้น หากไม่ได้ถามค้านไว้แล้วต่อมาจะนำพยานของตนเข้าสืบและฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนคัดค้าน ศาลก็อาจปฏิเสธไม่ยอมรับฟังคำพยานเช่นว่านั้นได้ ตามมาตรา 89 วรรคสอง จากบทบัญญัติมาตรา 89 วรรคแรก ตอนท้าย ที่ว่า "...เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายถึงข้อความเหล่านั้น" ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พยานของฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนได้มีโอกาสอธิบายถึงข้อความเหล่านั้นที่ฝ่ายนำสืบภายหลังต้องการจะพิสูจน์เสียตั้งแต่แรกในขณะที่เข้าเบิกความ ดังนั้นหากถามค้านพยานแล้วพยานก็ยังอธิบายไม่ได้หรือพยานมีโอกาสจะอธิบายตนเองได้ดีอยู่แล้วกรณีก็จะไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 89 กล่าวคือ ไม่จำต้องถามค้านพยานไว้ก็มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบในประเด็นนั้นได้แม้จะมีลักษณะเป็นการพิสูจน์ต่อพยานของฝ่ายที่มีหน้าที่สืบก่อนก็ตาม กรณีตามฎีกาที่หมายเหตุนี้ก็เช่นเดียวกัน เหตุที่

15ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารที่จำเลยอ้างส่งเพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้แม้จะไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวมาถามค้านพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนก็ตาม จำเลยก็มีสิทธิอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้ ก็เนื่องมาจากการนำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ซึ่งเมื่อเป็นการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้แรกแล้วโจทก์จึงย่อมทราบดีว่าจำเลยจะนำพยานเข้าสืบในเรื่องนั้นอย่างไร โจทก์จึงมีโอกาสที่จะถามพยานของตนเองในส่วนนั้นเพื่อให้พยานได้อธิบายชี้แจงในประเด็นนั้นได้อยู่แล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 89 ที่จำเลยจะต้องถามค้านพยานโจทก์ไว้. มีชัยเตชาชาญ.คำพิพากษา:

16โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่10555 ตำบลนาดี (บางปิ้ง) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ของนายทองพูลปลั่งศิริ ซึ่งมีอยู่ขณะจดทะเบียนจำนองและในภายภาคหน้า ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 390,000 บาท ต่อจำเลย ต่อมา โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองต่อจำเลยในวงเงิน 390,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับการไถ่ถอนจำนองแต่กำหนดให้โจทก์ไถ่ถอนในวงเงิน 840,000บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่เกินกว่าโจทก์ได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้แก่จำเลย โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการไถ่ถอนได้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10555 ให้แก่โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวและรับเงิน 390,000 บาท จากโจทก์

17จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์และหนี้ของนายทองพูล ปลั่งศิริ ซึ่งเป็นหนี้จำเลยผู้รับจำนองในขณะทำสัญญาจำนองหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า เป็นเงินจำนวน 390,000 บาท รวมตลอดทั้งหนี้ค่าอุปกรณ์นายทองพูล ปลั่งศิริ เป็นหนี้จำเลยสาขาสมุทรสาคร รวมเป็นเงิน5,102,640.97 บาท โจทก์ให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 390,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง โจทก์มิได้เสนอชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้ จำเลยจึงไม่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ และไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้

18พิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์มิได้เสนอการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองให้ถูกต้องครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์และไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้อง

19พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์จะขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 1 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่าผู้จำนองได้จำนองเพื่อประกันเงินซึ่งนายทองพูลลูกหนี้ได้เบิกไปจากผู้รับจำนองหรือในเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งซึ่งผู้จำนองหรือลูกหนี้เป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลาทำสัญญาจำนองหรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้ากับค่าอุปกรณ์ คือ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง ผู้จำนองยอมรับผิดชอบด้วยทั้งสิ้น และในข้อ 2 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ผู้จำนองยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับจำนองในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในจำนวนเงินทั้งสิ้น ซึ่งลูกหนี้ที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นหนี้ผู้รับจำนองเงินดอกเบี้ยนี้จะได้คิดในยอดหนี้ประจำวันซึ่งปรากฏในบัญชีของผู้รับจำนอง ถ้าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยที่กล่าวนี้ ผู้จำนองยอมให้ผู้รับจำนองคำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบต้นในบัญชีของผู้จำนองและหรือลูกหนี้ด้วย ดังนั้นสัญญาจำนองย่อมมีความหมายว่า นอกจากโจทก์ผู้จำนองจะต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเป็นเงิน 390,000 บาทแล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยเมื่อนายทองพูลซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยด้วย โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนองในจำนวนเงิน 390,000บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เสนอขอชำระดอกเบี้ยด้วย จำเลยย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้และไม่ยอมให้ไถ่ถอนจำนองได้ส่วนที่

20โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยมีหน้าที่นำสืบภายหลังได้อ้างส่งสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้จำเลยไม่มีสิทธิอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.23 นั้น เห็นว่าจำเลยอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 เพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบโดยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้ศาลชั้นต้นและ

21ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

22พิพากษายืน. ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3713/2535นาง ซิ้วฮวย เตียนะวันชัยโจทก์ธนาคาร กรุงไทย จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 320 ป.วิ.พ. ม. 89ข้อตกลงในสัญญาจำนองมีว่า นอกจากโจทก์ต้องรับผิดในเงิน390,000 บาทแล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยซึ่งลูกหนี้ผิดนัดด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ขอไถ่ถอนจำนองในจำนวนเงิน390,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เสนอขอชำระดอกเบี้ยด้วยจำเลยย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้และไม่ยอมให้ไถ่ถอนจำนองได้ การนำสืบพยานเอกสารตามประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบพยานภายหลัง แม้ไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวถามค้านพยานโจทก์ไว้จำเลยก็มีสิทธิอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้.

23โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่10555 ตำบลนาดี (บางปิ้ง) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ของนายทองพูลปลั่งศิริ ซึ่งมีอยู่ขณะจดทะเบียนจำนองและในภายภาคหน้า ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 390,000 บาท ต่อจำเลย ต่อมา โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองต่อจำเลยในวงเงิน 390,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมรับการไถ่ถอนจำนองแต่กำหนดให้โจทก์ไถ่ถอนในวงเงิน 840,000บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่เกินกว่าโจทก์ได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้แก่จำเลย โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการไถ่ถอนได้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10555 ให้แก่โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวและรับเงิน 390,000 บาท จากโจทก์

24จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์และหนี้ของนายทองพูล ปลั่งศิริ ซึ่งเป็นหนี้จำเลยผู้รับจำนองในขณะทำสัญญาจำนองหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้า เป็นเงินจำนวน 390,000 บาท รวมตลอดทั้งหนี้ค่าอุปกรณ์นายทองพูล ปลั่งศิริ เป็นหนี้จำเลยสาขาสมุทรสาคร รวมเป็นเงิน5,102,640.97 บาท โจทก์ให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 390,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง โจทก์มิได้เสนอชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้ จำเลยจึงไม่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ และไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้

25พิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์มิได้เสนอการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองให้ถูกต้องครบถ้วนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์และไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้อง

26พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์จะขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ในจำนวนเงิน 390,000 บาท ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 1 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่าผู้จำนองได้จำนองเพื่อประกันเงินซึ่งนายทองพูลลูกหนี้ได้เบิกไปจากผู้รับจำนองหรือในเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งซึ่งผู้จำนองหรือลูกหนี้เป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลาทำสัญญาจำนองหรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้ากับค่าอุปกรณ์ คือ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง ผู้จำนองยอมรับผิดชอบด้วยทั้งสิ้น และในข้อ 2 ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ผู้จำนองยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับจำนองในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในจำนวนเงินทั้งสิ้น ซึ่งลูกหนี้ที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นหนี้ผู้รับจำนองเงินดอกเบี้ยนี้จะได้คิดในยอดหนี้ประจำวันซึ่งปรากฏในบัญชีของผู้รับจำนอง ถ้าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยที่กล่าวนี้ ผู้จำนองยอมให้ผู้รับจำนองคำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบต้นในบัญชีของผู้จำนองและหรือลูกหนี้ด้วย ดังนั้นสัญญาจำนองย่อมมีความหมายว่า นอกจากโจทก์ผู้จำนองจะต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเป็นเงิน 390,000 บาทแล้ว ยังต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยเมื่อนายทองพูลซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยด้วย โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนองในจำนวนเงิน 390,000บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เสนอขอชำระดอกเบี้ยด้วย จำเลยย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้และไม่ยอมให้ไถ่ถอนจำนองได้ส่วนที่

27โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยมีหน้าที่นำสืบภายหลังได้อ้างส่งสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้จำเลยไม่มีสิทธิอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.23 นั้น เห็นว่าจำเลยอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 เพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบโดยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้ศาลชั้นต้นและ

28ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

29พิพากษายืน.

(วิทวัส อยู่วัฒนา - ไพศาล รางชางกูร - ประสิทธิ์ แสนศิริ)