คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13933/2558

ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา

ย่อ

1ที่ดินเกิดเหตุไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินใด ๆ และไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และเป็นป่าตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) ที่บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เพราะที่ดินเกิดเหตุเป็นป่า ไม่ใช่ให้รับผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพราะที่ดินเกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ความเป็นป่าหรือความเป็นป่าสงวนแห่งชาติก็ต่างกันไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคนละฉบับ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ โดยผลแห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) หรือไม่ก็ตาม หามีผลให้ที่ดินเกิดเหตุพ้นสภาพความเป็นป่าไปด้วยไม่

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี กับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าที่เกิดเหตุตามฟ้อง

2จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าบริเวณที่ระบายสีแดงตามแผนที่

3จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันว่า ที่เกิดเหตุอยู่ท้องที่บ้านเหวปลากั้ง หมู่ที่ 10 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ เป็นบริเวณพื้นที่ป่าอนุรักษ์เตรียมผนวกเป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และเป็นสวนป่าของหน่วยจัดการต้นน้ำลำตะคอง แปลงปลูกปี 2513 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2539 นายชลอ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำลำตะคองกับพวกออกตรวจพื้นที่เกิดเหตุพบมีการไถปรับที่ดินเกิดเหตุด้วยรถแทรกเตอร์ แล้วปลูกต้นมะม่วงและข้าวโพดสลับกันทั่วพื้นที่ ลักษณะทำมาแล้วประมาณ 1 เดือน แต่ไม่พบผู้ใดเป็นผู้กระทำ จึงถ่ายรูปและทำบันทึกการตรวจยึดไว้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550 นายพีรพงษ์ จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินเกิดเหตุตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินเกิดเหตุเป็นของตน นายพีรพงษ์จึงนำเอกสารเกี่ยวกับคำฟ้อง คำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลย แผนที่ที่ดินที่จำเลยที่ 1 อ้างตามคำฟ้อง และสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ของคดีดังกล่าวมามอบแก่นายชลอ สำหรับจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้นายพจน์ ปลูกต้นมะม่วง และจ้างให้จำเลยที่ 2 ปลูกข้าวโพดและเก็บเกี่ยวผลผลิตดังกล่าว

4คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อที่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โจทก์มีนายชะลอเบิกความยืนยันว่า ที่ดินเกิดเหตุอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานของพยาน เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นสวนป่ามีการปลูกต้นสีเสียดแก่น แปลงปลูกปี 2513 และมีหลักเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และหลักเขตสวนป่า ซึ่งเป็นเสาปูนปักห่างกันต้นละประมาณ 100 เมตร พยานกับพวกตรวจพื้นที่เป็นประจำทุกเดือน พบการกระทำคดีนี้ตามวันเวลาข้างต้น โดยมีการรื้อถอนหลักเขตสวนป่าออกไป คงเหลือแต่หลักเขตของอุทยานแห่งชาติ มีการใช้รถแทรกเตอร์ไถดินตัดทำลายต้นสีเสียดแก่นประมาณ 3,000 ต้น ไปรวมกองสุมเป็นจุด ๆ มีการปลูกข้าวโพดที่เพาะจากเมล็ดสูงประมาณ 1 ฟุต และต้นมะม่วงด้วยกิ่งตอน สลับกันทั่วพื้นที่ และทำถนนดินที่บริเวณทิศเหนือของที่ดินเกิดเหตุ โดยสภาพทำมาได้ประมาณ 1 เดือน เป็นเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ตามภาพถ่ายแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจยึด หลังจากนั้นพวกพยานไม่พบผู้ใดและมีการกระทำใด ๆ ในที่ดินเกิดเหตุอีก จนกระทั่งได้รับการร้องเรียนจากนายพีรพงษ์ข้างต้น ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าเป็นการกระทำของพวกตน เพียงแต่ปฏิเสธว่าการกระทำของพวกตนไม่เป็นความผิดตามฟ้องเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่า เมื่อประมาณกลางปี 2539 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินเกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน มาจากนายโพธิ์ ในราคา 90,000 บาท โดยสภาพที่ดินเกิดเหตุในตอนนั้นเป็นป่ากระถิน ต้นไม้ที่กองรวมกันในภาพถ่ายแสดงสถานที่เกิดเหตุ นั้น อยู่นอกเขตที่ดินเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 อ้างว่า ครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา จนกระทั่งมีกรณีพิพาทกับนายพีรพงษ์ เห็นได้ว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินเกิดเหตุไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินใด ๆ และไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และเป็นป่าตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) ที่บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า และเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามฟ้องแล้ว โดยมิพักต้องพิจารณาว่า ที่ดินเกิดเหตุมีต้นไม้หรือมีการตัดทำลายต้นสีเสียดแก่นตามที่พยานโจทก์อ้างหรือไม่ ทั้งคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เพราะที่ดินเกิดเหตุเป็นป่า ไม่ใช่ให้รับผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพราะที่ดินเกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ความเป็นป่าหรือความเป็นป่าสงวนแห่งชาติก็ต่างกันไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคนละฉบับ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ โดยผลแห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) หรือไม่ก็ตาม หามีผลให้ที่ดินเกิดเหตุพ้นสภาพความเป็นป่าไปด้วยไม่ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7545/2542 ที่จำเลยที่ 1 อ้างนั้นมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแตกต่างกับคดีนี้ จึงนำมาใช้อ้างในคดีนี้ไม่ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้มีผลให้พ้นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด รวมทั้งการกระทำของจำเลยที่ 1 แสดงถึงเจตนาที่จะยึดถือครอบครองป่าที่เกิดเหตุเพื่อตนเองอย่างชัดแจ้ง อันจะอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนา จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องหาได้ไม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อที่ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เคยรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดิน สำนักงานที่ดินที่อำเภอปากช่องที่เกิดเหตุ ทั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2856 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ติดกับที่ดินเกิดเหตุด้านทิศเหนือและที่ดินบริเวณเดียวกันอีกหลายแปลง ซึ่งที่ดินที่อ้างนั้นได้ขายแก่ภริยาของจำเลยที่ 1 แล้วมีการยึดที่ดินแปลงนั้นออกขายทอดตลาด โดยนายพีรพงษ์เป็นผู้ซื้อจากการขายทอดตลาด นายพีรพงษ์เข้าครอบครองที่ดินแปลงนั้นรวมถึงที่ดินเกิดเหตุที่อยู่ติดกัน จึงเกิดกรณีพิพาทกับจำเลยที่ 1 ข้างต้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ส่อว่าเป็นการอาศัยตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ใส่ตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สภาพป่า ดังนั้น โทษตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองจึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากพอแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

5พิพากษายืน

(วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์ - อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย - โสภณ โรจน์อนนท์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 55, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 72 ตรี, ป.อ. มาตรา 83, ป.วิ.อ. มาตรา 39

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ