คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 56/2542 ย่อ (หลักกฎหมาย) พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 กับพวกมาก่อนไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศ.และสิบตำรวจตรีพ.ยังตรงกันว่า เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุปรากฏว่าประตูหน้าต่างบ้านนั้นปิดทั้งหมด ซึ่งหากในวันนั้นมีการ เปียแชร์ดังที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ ก็ไม่น่าจะต้องมีการปิด ประตูหน้าต่างกันแต่อย่างใด ทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกศ. เรียกให้เปิดประตูหน้าบ้าน จำเลยที่ 3 ก็วิ่งหนีออกไป ทางหลังบ้าน โดยในมือกำ ถุงพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และพวกของจำเลยที่ 3 อีก 2 คน ต่างก็มีเมทแอมเฟตามีนบรรจุ อยู่ในถุงพลาสติกคนละ 1 ใบ โดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกครอบครองไว้นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 300 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง และหลอด พลาสติกสีเหลืองที่วางอยู่บริเวณพื้นกลางบ้านที่เกิดเหตุ น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ที่จำเลยที่ 3 กับพวกนั้น เป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกแต่ละคนแบ่งแยก ไปจากเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงและใน หลอดพลาสติกสีเหลือง การที่จำเลยที่ 3 กับพวกแบ่งแยกใส่ ถุงพลาสติกถุงละ 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ก็เพื่อความสะดวก ในการจำหน่าย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำพิพากษา โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 328 เม็ดหนัก 31.25 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, และริบของกลางจำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ 10 เม็ด ปฏิเสธว่ามิได้มีเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนในฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพจำเลยที่ 3 ให้การว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพจำนวน 5 เม็ด ส่วนที่เหลืออีก 323 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ริบของกลางจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 กับพวกได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 328 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 3.094 กรัม คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศิริชัยครูประเสริฐวัฒนา และสิบตำรวจตรีไพรสน รุ่งเรือง ผู้จับกุมจำเลยที่ 3 กับพวกเบิกความว่า ก่อนจับกุมจำเลยที่ 3 กับพวกประมาณ 2 สัปดาห์ ร้อยตำรวจเอกศิริชัยสืบทราบว่าบ้านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าอยู่นั้น มีการขายเมทแอมเฟตามีน ในวันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกศิริชัยได้ขอหมายค้นจากพันตำรวจตรีวสันต์ แก้วแสงเอก และนำกำลังตำรวจรวม 10 คน ไปยังบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงปรากฏว่าบ้านที่เกิดเหตุปิดประตูหน้าต่าง ร้อยตำรวจเอกศิริชัย จึงให้สิบตำรวจตรีไพรสนอ้อมไปทางหลังบ้าน ส่วนร้อยตำรวจเอกศิริชัยปีนขึ้นไปดูภายในบ้านทางช่องลมหน้าบ้าน เห็นจำเลยที่ 3 กับพวกนั่งรวมกันอยู่บนพื้นกลางบ้าน ต่อจากนั้นร้อยตำรวจเอกศิริชัยได้ลงมาแล้วเรียกให้คนในบ้านเปิดประตู ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 วิ่งไปเปิดประตูหลังบ้านเพื่อหลบหนี จึงถูกสิบตำรวจตรีไพรสนซึ่งดักรออยู่จับตัวไว้ได้ หลังจากนั้นพวกของจำเลยที่ 3 ได้เปิดประตูหน้าบ้านให้ร้อยตำรวจเอกศิริชัยกับพวกเข้าไปในบ้าน ปรากฏว่าบริเวณพื้นกลางบ้านที่จำเลยที่ 3 กับพวกนั่งล้อมวงกัน มีถุงพลาสติกสีแดง 1 ใบ หลอดพลาสติกสีเหลืองมีฝาปิด 1 หลอด วางอยู่ ซึ่งสิบตำรวจตรีไพรสนเปิดออกดูต่อหน้าจำเลยที่ 3 กับพวก พบเมทแอมเฟตามีนสีเหลืองส้มเม็ดกลมแบนอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง 200 เม็ด และอยู่ในหลอดพลาสติกยาวประมาณ 10 เซนติเมตร 100 เม็ด ตรวจค้นตัวจำเลยที่ 3 พบในมือข้างขวากำ ถุงพลาสติกมีเมทแอมเฟตามีนลักษณะเดียวกัน 5 เม็ด และพบเมทแอมเฟตามีนที่มีลักษณะเดียวกันที่กระเป๋ากางเกงจำเลยที่ 1 จำนวน 10 เม็ด และกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 จำนวน 5 เม็ด กับยังพบเมทแอมเฟตามีนอีก 8 เม็ด ตกอยู่ที่พื้นห้องน้ำด้วย ร้อยตำรวจเอกศิริชัยกับพวกจึงควบคุมจำเลยที่ 3 กับพวกพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่ง เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 กับพวกมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่า จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศิริชัยและสิบตำรวจตรีไพรสนยังตรงกันว่าเมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุปรากฏว่า ประตูหน้าต่างบ้านนั้นปิดทั้งหมด ซึ่งหากในวันนั้นมีการเปียแชร์กันดังที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ ก็ไม่น่าจะต้องมีการปิดประตูหน้าต่างกันแต่อย่างใดทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกศิริชัยเรียกให้เปิดประตูหน้าบ้านจำเลยที่ 3 ก็วิ่งหนีออกไปทางหลังบ้านโดยในมือกำ ถุงพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และพวกของจำเลยที่ 3 อีก 2 คน ต่างก็มีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกคนละ 1 ใบโดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกครอบครองไว้นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง และหลอดพลาสติกสีเหลืองที่วางอยู่บริเวณพื้นกลางบ้านที่เกิดเหตุ น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ที่ตัวจำเลยที่ 3 กับพวกนั้น เป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกแต่ละคนแบ่งแยกไปจากเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงในหลอดพลาสติกสีเหลือง การที่จำเลยที่ 3 กับพวกแบ่งแยกใส่ถุงพลาสติกถุงละ 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ก็เพื่อความสะดวกในการจำหน่าย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองถึง 328 เม็ด ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นคุณมากอยู่แล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประการอื่นล้วนแต่ไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 56/2542พนักงานอัยการ จังหวัด ราชบุรีโจทก์นาย ณ รงค์ ปิริติ กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 227 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15, ม. 66พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 กับพวกมาก่อนไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศ.และสิบตำรวจตรีพ.ยังตรงกันว่า เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุปรากฏว่าประตูหน้าต่างบ้านนั้นปิดทั้งหมด ซึ่งหากในวันนั้นมีการ เปียแชร์ดังที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ ก็ไม่น่าจะต้องมีการปิด ประตูหน้าต่างกันแต่อย่างใด ทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกศ. เรียกให้เปิดประตูหน้าบ้าน จำเลยที่ 3 ก็วิ่งหนีออกไป ทางหลังบ้าน โดยในมือกำ ถุงพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และพวกของจำเลยที่ 3 อีก 2 คน ต่างก็มีเมทแอมเฟตามีนบรรจุ อยู่ในถุงพลาสติกคนละ 1 ใบ โดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกครอบครองไว้นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 300 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง และหลอด พลาสติกสีเหลืองที่วางอยู่บริเวณพื้นกลางบ้านที่เกิดเหตุ น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ที่จำเลยที่ 3 กับพวกนั้น เป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกแต่ละคนแบ่งแยก ไปจากเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงและใน หลอดพลาสติกสีเหลือง การที่จำเลยที่ 3 กับพวกแบ่งแยกใส่ ถุงพลาสติกถุงละ 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ก็เพื่อความสะดวก ในการจำหน่าย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 328 เม็ดหนัก 31.25 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, และริบของกลางจำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ 10 เม็ด ปฏิเสธว่ามิได้มีเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนในฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพจำเลยที่ 3 ให้การว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพจำนวน 5 เม็ด ส่วนที่เหลืออีก 323 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ริบของกลางจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 กับพวกได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 328 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 3.094 กรัม คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศิริชัยครูประเสริฐวัฒนา และสิบตำรวจตรีไพรสน รุ่งเรือง ผู้จับกุมจำเลยที่ 3 กับพวกเบิกความว่า ก่อนจับกุมจำเลยที่ 3 กับพวกประมาณ 2 สัปดาห์ ร้อยตำรวจเอกศิริชัยสืบทราบว่าบ้านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าอยู่นั้น มีการขายเมทแอมเฟตามีน ในวันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกศิริชัยได้ขอหมายค้นจากพันตำรวจตรีวสันต์ แก้วแสงเอก และนำกำลังตำรวจรวม 10 คน ไปยังบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงปรากฏว่าบ้านที่เกิดเหตุปิดประตูหน้าต่าง ร้อยตำรวจเอกศิริชัย จึงให้สิบตำรวจตรีไพรสนอ้อมไปทางหลังบ้าน ส่วนร้อยตำรวจเอกศิริชัยปีนขึ้นไปดูภายในบ้านทางช่องลมหน้าบ้าน เห็นจำเลยที่ 3 กับพวกนั่งรวมกันอยู่บนพื้นกลางบ้าน ต่อจากนั้นร้อยตำรวจเอกศิริชัยได้ลงมาแล้วเรียกให้คนในบ้านเปิดประตู ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 วิ่งไปเปิดประตูหลังบ้านเพื่อหลบหนี จึงถูกสิบตำรวจตรีไพรสนซึ่งดักรออยู่จับตัวไว้ได้ หลังจากนั้นพวกของจำเลยที่ 3 ได้เปิดประตูหน้าบ้านให้ร้อยตำรวจเอกศิริชัยกับพวกเข้าไปในบ้าน ปรากฏว่าบริเวณพื้นกลางบ้านที่จำเลยที่ 3 กับพวกนั่งล้อมวงกัน มีถุงพลาสติกสีแดง 1 ใบ หลอดพลาสติกสีเหลืองมีฝาปิด 1 หลอด วางอยู่ ซึ่งสิบตำรวจตรีไพรสนเปิดออกดูต่อหน้าจำเลยที่ 3 กับพวก พบเมทแอมเฟตามีนสีเหลืองส้มเม็ดกลมแบนอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง 200 เม็ด และอยู่ในหลอดพลาสติกยาวประมาณ 10 เซนติเมตร 100 เม็ด ตรวจค้นตัวจำเลยที่ 3 พบในมือข้างขวากำ ถุงพลาสติกมีเมทแอมเฟตามีนลักษณะเดียวกัน 5 เม็ด และพบเมทแอมเฟตามีนที่มีลักษณะเดียวกันที่กระเป๋ากางเกงจำเลยที่ 1 จำนวน 10 เม็ด และกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 จำนวน 5 เม็ด กับยังพบเมทแอมเฟตามีนอีก 8 เม็ด ตกอยู่ที่พื้นห้องน้ำด้วย ร้อยตำรวจเอกศิริชัยกับพวกจึงควบคุมจำเลยที่ 3 กับพวกพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่ง เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 กับพวกมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่า จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศิริชัยและสิบตำรวจตรีไพรสนยังตรงกันว่าเมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุปรากฏว่า ประตูหน้าต่างบ้านนั้นปิดทั้งหมด ซึ่งหากในวันนั้นมีการเปียแชร์กันดังที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ ก็ไม่น่าจะต้องมีการปิดประตูหน้าต่างกันแต่อย่างใดทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกศิริชัยเรียกให้เปิดประตูหน้าบ้านจำเลยที่ 3 ก็วิ่งหนีออกไปทางหลังบ้านโดยในมือกำ ถุงพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และพวกของจำเลยที่ 3 อีก 2 คน ต่างก็มีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกคนละ 1 ใบโดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกครอบครองไว้นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง และหลอดพลาสติกสีเหลืองที่วางอยู่บริเวณพื้นกลางบ้านที่เกิดเหตุ น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ที่ตัวจำเลยที่ 3 กับพวกนั้น เป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกแต่ละคนแบ่งแยกไปจากเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงในหลอดพลาสติกสีเหลือง การที่จำเลยที่ 3 กับพวกแบ่งแยกใส่ถุงพลาสติกถุงละ 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ก็เพื่อความสะดวกในการจำหน่าย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองถึง 328 เม็ด ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นคุณมากอยู่แล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประการอื่นล้วนแต่ไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน(เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ-ไพโรจน์ คำอ่อน-ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจเต็มที่และอย่างกว้างขวาง การใช้ดุลพินิจไม่ใช่เรื่องทำตามอำเภอใจ แต่ทำโดยเหตุผลที่สุจริตชนมองเห็นว่าเป็นธรรมศาลอาจชั่งน้ำหนักคำพยานโดยใช้เหตุผลธรรมดา (CommonSense), กฎแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (LawofIdentity), กฎแห่งความขัดกัน (LawofContradiction), กฎแห่งความเป็นครึ่ง ๆ กลาง ๆ (LawofExcludedMiddle) หรือกฎแห่งความมีเหตุผลอันสมควร(LawofSufficientReason) คำเบิกความของพยานที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะมีน้ำหนักรับฟังได้หรือไม่นอกจากพิจารณาจากกฎแห่งการชั่งน้ำหนักคำพยานดังกล่าวแล้ว คำเบิกความของพยานนั้นจะต้องสอดคล้องเชื่อมโยงกับพยานหลักฐานอื่น ๆ อีกด้วย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยทำนองว่าคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่และพยานไม่เคยมีสาเหตุ ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน แต่คำเบิกความนั้นขัดต่อหลักเหตุผล ขัดกับพยานหลักฐานอื่นหรือกรณีคำพยานตกอยู่ในความสงสัย ศาลก็ไม่รับฟัง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2531,1581/2530,2182/2533,3451/2535และ 1173/2536 เป็นต้น แนวคำพิพากษาศาลฎีกาว่าคำเบิกความของเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุกับจำเลยมาก่อนเสมือนหนึ่งเป็นพยานคนกลางเชื่อมโยงสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นไม่มีข้อพิรุธ ศาลรับฟัง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2534,109/2534,410/2536,413/2536,5080/2541 เป็นต้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน เบิกความตรงกันสองปากและคำเบิกความสอดคล้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่วางอยู่บริเวณพื้นกลางบ้านที่เกิดเหตุกับเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ที่ตัวจำเลย และเป็นไปตามหลักเหตุผลธรรมดาว่าจำเลยกระทำการผิดกฎหมายอยู่ภายในบ้านย่อมต้องระมัดระวังปกปิดมิให้ผู้อื่นรู้เห็น บ้านที่เกิดเหตุจึงปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด เป็นคำพยานที่มีน้ำหนักให้รับฟัง สุชาติชาติปัญญาวุฒิคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 328 เม็ดหนัก 31.25 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, และริบของกลางจำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ 10 เม็ด ปฏิเสธว่ามิได้มีเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนในฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพจำเลยที่ 3 ให้การว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพจำนวน 5 เม็ด ส่วนที่เหลืออีก 323 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ริบของกลางจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 กับพวกได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 328 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 3.094 กรัม คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศิริชัยครูประเสริฐวัฒนา และสิบตำรวจตรีไพรสน รุ่งเรือง ผู้จับกุมจำเลยที่ 3 กับพวกเบิกความว่า ก่อนจับกุมจำเลยที่ 3 กับพวกประมาณ 2 สัปดาห์ ร้อยตำรวจเอกศิริชัยสืบทราบว่าบ้านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าอยู่นั้น มีการขายเมทแอมเฟตามีน ในวันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกศิริชัยได้ขอหมายค้นจากพันตำรวจตรีวสันต์ แก้วแสงเอก และนำกำลังตำรวจรวม 10 คน ไปยังบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงปรากฏว่าบ้านที่เกิดเหตุปิดประตูหน้าต่าง ร้อยตำรวจเอกศิริชัย จึงให้สิบตำรวจตรีไพรสนอ้อมไปทางหลังบ้าน ส่วนร้อยตำรวจเอกศิริชัยปีนขึ้นไปดูภายในบ้านทางช่องลมหน้าบ้าน เห็นจำเลยที่ 3 กับพวกนั่งรวมกันอยู่บนพื้นกลางบ้าน ต่อจากนั้นร้อยตำรวจเอกศิริชัยได้ลงมาแล้วเรียกให้คนในบ้านเปิดประตู ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 วิ่งไปเปิดประตูหลังบ้านเพื่อหลบหนี จึงถูกสิบตำรวจตรีไพรสนซึ่งดักรออยู่จับตัวไว้ได้ หลังจากนั้นพวกของจำเลยที่ 3 ได้เปิดประตูหน้าบ้านให้ร้อยตำรวจเอกศิริชัยกับพวกเข้าไปในบ้าน ปรากฏว่าบริเวณพื้นกลางบ้านที่จำเลยที่ 3 กับพวกนั่งล้อมวงกัน มีถุงพลาสติกสีแดง 1 ใบ หลอดพลาสติกสีเหลืองมีฝาปิด 1 หลอด วางอยู่ ซึ่งสิบตำรวจตรีไพรสนเปิดออกดูต่อหน้าจำเลยที่ 3 กับพวก พบเมทแอมเฟตามีนสีเหลืองส้มเม็ดกลมแบนอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง 200 เม็ด และอยู่ในหลอดพลาสติกยาวประมาณ 10 เซนติเมตร 100 เม็ด ตรวจค้นตัวจำเลยที่ 3 พบในมือข้างขวากำ ถุงพลาสติกมีเมทแอมเฟตามีนลักษณะเดียวกัน 5 เม็ด และพบเมทแอมเฟตามีนที่มีลักษณะเดียวกันที่กระเป๋ากางเกงจำเลยที่ 1 จำนวน 10 เม็ด และกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 จำนวน 5 เม็ด กับยังพบเมทแอมเฟตามีนอีก 8 เม็ด ตกอยู่ที่พื้นห้องน้ำด้วย ร้อยตำรวจเอกศิริชัยกับพวกจึงควบคุมจำเลยที่ 3 กับพวกพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่ง เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 กับพวกมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่า จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศิริชัยและสิบตำรวจตรีไพรสนยังตรงกันว่าเมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุปรากฏว่า ประตูหน้าต่างบ้านนั้นปิดทั้งหมด ซึ่งหากในวันนั้นมีการเปียแชร์กันดังที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ ก็ไม่น่าจะต้องมีการปิดประตูหน้าต่างกันแต่อย่างใดทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกศิริชัยเรียกให้เปิดประตูหน้าบ้านจำเลยที่ 3 ก็วิ่งหนีออกไปทางหลังบ้านโดยในมือกำ ถุงพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และพวกของจำเลยที่ 3 อีก 2 คน ต่างก็มีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกคนละ 1 ใบโดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกครอบครองไว้นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง และหลอดพลาสติกสีเหลืองที่วางอยู่บริเวณพื้นกลางบ้านที่เกิดเหตุ น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ที่ตัวจำเลยที่ 3 กับพวกนั้น เป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกแต่ละคนแบ่งแยกไปจากเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงในหลอดพลาสติกสีเหลือง การที่จำเลยที่ 3 กับพวกแบ่งแยกใส่ถุงพลาสติกถุงละ 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ก็เพื่อความสะดวกในการจำหน่าย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองถึง 328 เม็ด ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นคุณมากอยู่แล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประการอื่นล้วนแต่ไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 56/2542พนักงานอัยการ จังหวัด ราชบุรีโจทก์นาย ณ รงค์ ปิริติ กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 227 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15, ม. 66พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 กับพวกมาก่อนไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศ.และสิบตำรวจตรีพ.ยังตรงกันว่า เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุปรากฏว่าประตูหน้าต่างบ้านนั้นปิดทั้งหมด ซึ่งหากในวันนั้นมีการ เปียแชร์ดังที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ ก็ไม่น่าจะต้องมีการปิด ประตูหน้าต่างกันแต่อย่างใด ทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกศ. เรียกให้เปิดประตูหน้าบ้าน จำเลยที่ 3 ก็วิ่งหนีออกไป ทางหลังบ้าน โดยในมือกำ ถุงพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และพวกของจำเลยที่ 3 อีก 2 คน ต่างก็มีเมทแอมเฟตามีนบรรจุ อยู่ในถุงพลาสติกคนละ 1 ใบ โดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกครอบครองไว้นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 300 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง และหลอด พลาสติกสีเหลืองที่วางอยู่บริเวณพื้นกลางบ้านที่เกิดเหตุ น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ที่จำเลยที่ 3 กับพวกนั้น เป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกแต่ละคนแบ่งแยก ไปจากเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงและใน หลอดพลาสติกสีเหลือง การที่จำเลยที่ 3 กับพวกแบ่งแยกใส่ ถุงพลาสติกถุงละ 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ก็เพื่อความสะดวก ในการจำหน่าย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 328 เม็ดหนัก 31.25 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, และริบของกลางจำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ 10 เม็ด ปฏิเสธว่ามิได้มีเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนในฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพจำเลยที่ 3 ให้การว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพจำนวน 5 เม็ด ส่วนที่เหลืออีก 323 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ริบของกลางจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 กับพวกได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 328 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 3.094 กรัม คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศิริชัยครูประเสริฐวัฒนา และสิบตำรวจตรีไพรสน รุ่งเรือง ผู้จับกุมจำเลยที่ 3 กับพวกเบิกความว่า ก่อนจับกุมจำเลยที่ 3 กับพวกประมาณ 2 สัปดาห์ ร้อยตำรวจเอกศิริชัยสืบทราบว่าบ้านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าอยู่นั้น มีการขายเมทแอมเฟตามีน ในวันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกศิริชัยได้ขอหมายค้นจากพันตำรวจตรีวสันต์ แก้วแสงเอก และนำกำลังตำรวจรวม 10 คน ไปยังบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงปรากฏว่าบ้านที่เกิดเหตุปิดประตูหน้าต่าง ร้อยตำรวจเอกศิริชัย จึงให้สิบตำรวจตรีไพรสนอ้อมไปทางหลังบ้าน ส่วนร้อยตำรวจเอกศิริชัยปีนขึ้นไปดูภายในบ้านทางช่องลมหน้าบ้าน เห็นจำเลยที่ 3 กับพวกนั่งรวมกันอยู่บนพื้นกลางบ้าน ต่อจากนั้นร้อยตำรวจเอกศิริชัยได้ลงมาแล้วเรียกให้คนในบ้านเปิดประตู ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 วิ่งไปเปิดประตูหลังบ้านเพื่อหลบหนี จึงถูกสิบตำรวจตรีไพรสนซึ่งดักรออยู่จับตัวไว้ได้ หลังจากนั้นพวกของจำเลยที่ 3 ได้เปิดประตูหน้าบ้านให้ร้อยตำรวจเอกศิริชัยกับพวกเข้าไปในบ้าน ปรากฏว่าบริเวณพื้นกลางบ้านที่จำเลยที่ 3 กับพวกนั่งล้อมวงกัน มีถุงพลาสติกสีแดง 1 ใบ หลอดพลาสติกสีเหลืองมีฝาปิด 1 หลอด วางอยู่ ซึ่งสิบตำรวจตรีไพรสนเปิดออกดูต่อหน้าจำเลยที่ 3 กับพวก พบเมทแอมเฟตามีนสีเหลืองส้มเม็ดกลมแบนอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง 200 เม็ด และอยู่ในหลอดพลาสติกยาวประมาณ 10 เซนติเมตร 100 เม็ด ตรวจค้นตัวจำเลยที่ 3 พบในมือข้างขวากำ ถุงพลาสติกมีเมทแอมเฟตามีนลักษณะเดียวกัน 5 เม็ด และพบเมทแอมเฟตามีนที่มีลักษณะเดียวกันที่กระเป๋ากางเกงจำเลยที่ 1 จำนวน 10 เม็ด และกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 จำนวน 5 เม็ด กับยังพบเมทแอมเฟตามีนอีก 8 เม็ด ตกอยู่ที่พื้นห้องน้ำด้วย ร้อยตำรวจเอกศิริชัยกับพวกจึงควบคุมจำเลยที่ 3 กับพวกพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่ง เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 กับพวกมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่า จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศิริชัยและสิบตำรวจตรีไพรสนยังตรงกันว่าเมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุปรากฏว่า ประตูหน้าต่างบ้านนั้นปิดทั้งหมด ซึ่งหากในวันนั้นมีการเปียแชร์กันดังที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ ก็ไม่น่าจะต้องมีการปิดประตูหน้าต่างกันแต่อย่างใดทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกศิริชัยเรียกให้เปิดประตูหน้าบ้านจำเลยที่ 3 ก็วิ่งหนีออกไปทางหลังบ้านโดยในมือกำ ถุงพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด และพวกของจำเลยที่ 3 อีก 2 คน ต่างก็มีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกคนละ 1 ใบโดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกครอบครองไว้นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง และหลอดพลาสติกสีเหลืองที่วางอยู่บริเวณพื้นกลางบ้านที่เกิดเหตุ น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ที่ตัวจำเลยที่ 3 กับพวกนั้น เป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 กับพวกแต่ละคนแบ่งแยกไปจากเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงในหลอดพลาสติกสีเหลือง การที่จำเลยที่ 3 กับพวกแบ่งแยกใส่ถุงพลาสติกถุงละ 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ก็เพื่อความสะดวกในการจำหน่าย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองถึง 328 เม็ด ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นคุณมากอยู่แล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประการอื่นล้วนแต่ไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน องค์คณะ: เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ - ไพโรจน์ คำอ่อน - ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 78, ป.วิ.พ. มาตรา 104, ป.วิ.อ. มาตรา 227 แหล่งที่มา: สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ