คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567

สรรหาฎีกาเด็ด

ย่อ

1การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่า ค. อาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 83, 269/5, 269/7, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 5, 7, 9, 14 ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2

2จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

3พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นางสาวนฤมล ผู้เสียหายที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ผู้เสียหายที่ 1 สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x พร้อมสมัครเข้าใช้งาน "SCB Easy App" ซึ่งการเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานมีการกำหนดชื่อและรหัสผ่าน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายที่ 2 ถูกคนร้ายร่วมกันหลอกลวงโดยแสดงตนเป็นผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อว่าข้อความที่ได้รับจากคนร้ายทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ปรับปรุงข้อมูลธนาคารเป็นของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลส่วนตัวลงในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองบัญชี แล้วเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญา ที่ธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 เลขที่บัญชี 407 - 386xxx - x

4คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอม และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบตามฟ้องหรือไม่

5โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร ท. แล้วมีการโอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. และถูกโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับจ้างเปิดบัญชีรับโอนเงิน ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดในลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ ร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ได้รับลิงก์ข้อความ SMS ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6971 xxxx ให้ปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ท. ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว สาขาเอสพละนาด เมื่อกดลิงก์ข้อความเข้าไปพบเว็บไซต์มีภาพเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลลงในเว็บไซต์ หลังจากนั้นเวลากลางคืนผู้เสียหายที่ 2 ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งว่ามีเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท จึงเข้าไปที่แอปพลิเคชัน "SCB Easy" เพื่อตรวจสอบแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ และไม่สามารถติดต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 2 โทรศัพท์สอบถามพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้ง รับแจ้งว่าบัญชีเงินฝากถูกล็อกและมีเงินออกจากบัญชีผิดปกติ โดยมีร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 เบิกความเป็นพยานโจทก์ถึงลักษณะการกระทำความผิดของคนร้ายว่า ความผิดที่เกิดขึ้นมีผู้ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน 49 คน ผู้เสียหายที่ 2 เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ผู้กระทำความผิดจะส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ถูกหลอกลวง เมื่อผู้ถูกหลอกลวงกดลิงก์ข้อความเข้าไปในเว็บไซต์และกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ผู้กระทำความผิดจะนำข้อมูลไปเข้าใช้ระบบบัญชีเงินฝากทางอินเทอร์เน็ตของผู้ถูกหลอกลวงในเว็บไซต์ที่แท้จริงของธนาคาร จากนั้นจะถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวงโอนเข้าบัญชีที่ผู้กระทำความผิดเตรียมไว้ โดยลักษณะการกระทำความผิด กระทำกันเป็นขบวนการ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มจัดทำเว็บไซต์ปลอม กลุ่มที่สองเป็นผู้ว่าจ้างเปิดบัญชีเงินฝากและรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อรับโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวง และกลุ่มที่สามเป็นผู้ทำหน้าที่ถอนเงินจากตู้ถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) นำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้กระทำความผิดด้วยวิธีการฝากเข้าตู้รับฝากเงินสด กลุ่มคนที่รับเงินไปเป็นชาวจีน (ไต้หวัน) และถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหมจับกุมได้ ตามผลการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลแผนประทุษกรรมรายงานการสืบสวนการจับกุมผู้ต้องหา และเครือข่ายการกระทำผิดสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และพยานเอกสาร จึงเชื่อว่าคนร้ายร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการและลงมือกระทำความผิดนับแต่มีการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวง และเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวงออกไปจากบัญชีและผ่านไปยังบัญชีของคนร้ายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สุดท้ายคือเงินที่ได้จากการหลอกลวง โดยคนร้ายใช้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของคนร้ายเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกับระบบ "SCB Easy Net" หรือแอปพลิเคชัน "SCB Easy App" ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าถึงข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x ของผู้เสียหายที่ 2 และข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. ของผู้ถูกหลอกลวงที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 หรือผู้ถูกหลอกลวงคนหนึ่งคนใด แต่ขึ้นอยู่กับคนร้ายจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของลูกค้าธนาคาร ท. คนใดที่ปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของคนร้าย อันเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอมและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และโจทก์มีพันตำรวจโทสืบสกุล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง เบิกความประกอบข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับโอนเงิน 200,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พบว่า ผู้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและเปิดใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้ง โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8464 xxxx มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 1 7302 0139x xx x ซึ่งเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยตามสำเนาข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีนางสาวนันธิยา พนักงานของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วันนั้นพยานปฏิบัติงานอยู่มีการตั้งป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายและเมื่อตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของจำเลย เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ตามรายการบัญชีออมทรัพย์ปรากฏว่าวันที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 21.59 นาฬิกา ถึง 22.03 นาฬิกา มีรายการรับโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 4 รายการ และในช่วงเวลา 22.42 นาฬิกา ถึง 22.45 นาฬิกา มีรายการโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลย 3 รายการ ไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญา ตามรายการบัญชีออมทรัพย์แต่พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยในการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอม หรือใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายที่ 2 หรือจำเลยได้มอบบัตรถอนเงินสด (เอทีเอ็ม) ให้ผู้ใด คงได้ความเพียงว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเพียงผู้เปิดบัญชีและมีเงินของผู้เสียหายที่ 2 ผ่านเข้าออกบัญชีของจำเลยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายมาตั้งแต่ต้นโดยแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏชัดว่า ในวันที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน มีการห้ามเปิดบัญชีรับจ้างด้วยป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายอยู่ในตำแหน่งที่จำเลยผู้เปิดบัญชีมองเห็นได้ง่าย จำเลยก็อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความถึงสาเหตุที่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. ว่า นางสาวแคท ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ขอให้ช่วยเปิดบัญชีแล้วจะให้เงิน จำเลยถูกหลอกจึงเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยได้รับเงินมาบัญชีละ 400 บาท และมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่นางสาวแคทไป คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยได้และเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ ถือว่าการเปิดบัญชีของจำเลยเป็นการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากโดยได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทน ซึ่งปกติทั่วไปการเปิดบัญชีเงินฝากสำหรับฝากและเบิกถอนเงินนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ขอเปิดบัญชีในการทำธุรกรรมการเงินกับธนาคาร ผู้ขอเปิดบัญชีควรที่จะต้องเก็บสมุดบัญชีไว้กับตนเอง การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่านางสาวแคทอาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้าย แต่

6ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด อันมิใช่ข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง, 215 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง และโจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและ

7พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

8พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดลำปาง มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีที่มีความร้ายแรงและอายุของจำเลยขณะกระทำความผิด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคท้าย หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ยังควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดขั้นต่ำให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

(อนันต์ คงบริรักษ์ - ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล - สุวิทย์ พรพานิช)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 1, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 269/5, ป.อ. มาตรา 269/7, ป.อ. มาตรา 341, ป.อ. มาตรา 342, ป.อ. มาตรา 343, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 5, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 9, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14, ป.วิ.อ. มาตรา 192, พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1, ป.อ. มาตรา 76, ป.อ. มาตรา 78, พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก thai-legal-corpus (CC-BY-4.0) ← deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ