คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5377/2546 ย่อ (หลักกฎหมาย) ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษและเห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งมิได้พิพากษาให้ลดโทษแก่จำเลยที่ 2 ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าควรจะมีข้อความว่ามีเหตุอันควรปรานี มีเหตุบรรเทาโทษ และลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ใช่การแก้ไขถ้อยคำที่พิมพ์ผิดพลาด แต่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งอ่านแล้ว ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 190 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) คำว่า "เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป" นั้น หมายความว่ากรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดจะต้องมีอัตราโทษขั้นต่ำจำคุกสามปีเป็นอย่างน้อยที่สุด แต่การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกโดยมีข้อหาว่าโจทก์กระทำความผิดฐานบุกรุกทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามมาตรา 365(2)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ตามมาตรา 358 ซึ่งมีระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี และมาตรา 335(7) ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคหนึ่ง จำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี อัตราโทษขั้นต่ำแต่ละฐานความผิดดังกล่าวไม่ถึงสามปี การเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 181(1) คำพิพากษา โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ได้เอาความเท็จฟ้องโจทก์ (ที่ถูก โจทก์กับพวกรวมห้าคน) ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1868/2539 ว่า เมื่อวันที่ 4 ถึง 5 พฤษภาคม 2539 โจทก์ได้กระทำความผิดอาญาโดยบุกรุกเข้าไปในที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 1 รื้อบ้านอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เป็นการทำให้เสียทรัพย์ แล้วนำเอาอุปกรณ์บ้านที่รื้อไปขายโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งฟ้องดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ไม่ได้บุกรุกทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่ยังฟ้องโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ความผิดอาญาดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป และเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2539 วันที่ 9 ตุลาคม 2539 และวันที่ 18 พฤศจิกายน2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โดยเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2535 นายเหลื่อม เขี้ยวแก้ว บิดาจำเลยที่ 1 ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินคือบ้านไม่มีเลขที่ แล้วโจทก์กับพวกได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินและบ้าน ทำการรื้อบ้านเอาไปขายเสีย ความจริงจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเหลื่อม มิได้ยกให้จำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้กระทำความผิดดังที่จำเลยทั้งสองเบิกความ คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดีเพราะเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายความผิดดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 181, 83 และ 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175 และมาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 (ที่ถูก มาตรา 181(1)) เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรม ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 3 ปี และปรับ 14,000 บาท ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 3 ปี และปรับ 14,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 28,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสองประกอบมาตรา 181 (ที่ถูก มาตรา 181(1)) จำคุก 3 ปี และปรับ 28,000 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30โจทก์อุทธรณ์ขอไม่ให้รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อแรกว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี และปรับ 28,000 บาท แล้วรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งที่เมื่อลงโทษจำคุกเกิน 2 ปี แล้วไม่อาจรอการลงโทษจำคุกได้ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซึ่งใช้บังคับขณะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา) ย่อมเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด ควรจะมีข้อความเพิ่มเติมว่า มีเหตุอันควรปรานี และมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี แล้วรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 จึงขอให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษและเห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งมิได้พิพากษาให้ลดโทษแก่จำเลยที่ 2 ข้อที่อ้างว่าควรจะมีข้อความว่ามีเหตุอันควรปรานี มีเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกานั้น เป็นการอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ใช่การแก้ไขถ้อยคำที่พิมพ์ผิดพลาด แต่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งอ่านแล้ว ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อที่สองว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง แต่ก็มิได้เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไปนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 174 มาตรา 175 มาตรา 177...(1) เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป..." คำว่า "เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป" นั้น หมายความว่า กรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดจะต้องมีอัตราโทษขั้นต่ำจำคุกสามปีเป็นอย่างน้อยที่สุด แต่คดีนี้กรณีแห่งข้อหาว่าโจทก์กระทำความผิดคือการที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1868/2539ของศาลชั้นต้น โดยมีข้อหาว่าโจทก์กระทำความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ตามมาตรา 358 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และตามมาตรา 335(7) ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคหนึ่ง จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี อัตราโทษขั้นต่ำแต่ละฐานความผิดดังกล่าวไม่ถึงสามปี การเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1868/2539 ของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วการกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จและฐานเบิกความเท็จของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) เช่นเดียวกัน ปัญหาการปรับบทลงโทษว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่ เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาข้อนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาต้องกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ โดยไม่ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาอีกต่อไป"พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) ให้ยก องค์คณะ: สมศักดิ์ เนตรมัย - ทองหล่อ โฉมงาม - ปรีดี รุ่งวิสัย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 190, ป.อ. มาตรา 181, ป.อ. มาตรา 175, ป.อ. มาตรา 177, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 56, ป.อ. มาตรา 365, ป.วิ.อ. มาตรา 213 แหล่งที่มา: เนติบัณฑิตยสภา