คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 862/2537 ย่อ (หลักกฎหมาย) เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกิน 100 บาทคดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยจึงเป็นการมิชอบศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในข้อหาความผิดนั้น และข้อเท็จจริงในข้อหาดังกล่าวย่อมยุติ อัยการสูงสุดจะรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 หาได้ไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษา โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 พาอาวุธมีดคนละ 1 เล่ม ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยทั้งสามกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันใช้มีด ไม้ และใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, 371, 83, 91จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8), 371 เรียงกระทงลงโทษฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธ ปรับ100 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ จำคุก 3 ปีปรับ 75 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1และที่ 3 นั้นอัตราโทษอย่างสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดรวมถึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ด้วย โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรีบัญญัติไว้จึงเป็นการมิชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในข้อหาความผิดดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงต้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้เสีย เมื่อโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ และอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี ดังกล่าวแล้วข้อเท็จจริงในข้อหาดังกล่าวย่อมยุติ อัยการสูงสุดจะรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 หาได้ไม่ เพราะมิใช่กรณีฎีกาของโจทก์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาทั้งหมดจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ตามฎีกาของโจทก์ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3เฉพาะในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เท่านั้นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่..."พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) ประกอบด้วย มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้คนละ 9 เดือน และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ องค์คณะ: สุนพ กีรติยุติ - ชลิต ประไพศาล - ชลอ ทองแย้ม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ, ป.วิ.อ. มาตรา 221, ป.อ. มาตรา 295, ป.อ. มาตรา 297, ป.อ. มาตรา 371, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 78, ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี, ป.วิ.อ. มาตรา 218, ป.วิ.อ. มาตรา 219, ป.วิ.อ. มาตรา 220 แหล่งที่มา: สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ