ย่อ / หลักกฎหมาย
1สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามแต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุ ป. เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุ ป. จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุ ป. มอบให้พระภิกษุ ข.เป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้นส.ง.ร. และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหาย กรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปส.ง.ร. จึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของส.ง.ร. และจำเลย แม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เนื่องจาก ประมวลรัษฎากรฯมาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องว่า จำเลย นายสังวาร กองแก้ว นายประเสริฐ ศรียาและนายสว่าง ทองเรือง ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับผิดชอบการเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้รับมอบเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดไว้ในความครอบครองดูแลร่วมกัน ต่อมาจำเลยซึ่งครอบครองเงินจำนวน 40,000 บาท ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
2จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่าสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดเป็นนิติบุคคลหรือไม่ การที่จำเลยยักยอกเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด นายสว่าง ทองเรืองนายสังวาร กองแก้ว และนายประเสริฐ ศรียา เป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ไม่ได้ปิดแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพระภิกษุประจักษ์เป็นเจ้าคณะสงฆ์สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2536ชาวบ้านร่วมกันนำผ้าป่าไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้รับเงินสุทธิ 150,000 บาท ขณะนั้นพระภิกษุประจักษ์ยังเป็นพระภิกษุจำวัดอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าวได้ให้พระภิกษุขวัญเมือง ฝีมือช่างหรือสุธรรมโม เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าว พระภิกษุขวัญเมืองจึงให้นายสว่างเป็นผู้เลือกชาวบ้าน 4 คน เป็นกรรมการดูแลรักษาเงิน นายสว่างได้เสนอตนเอง นายสังวาร นายประเสริฐและจำเลยเป็นกรรมการด้วยความเห็นชอบของชาวบ้านที่มาทอดผ้าป่าจากนั้นกรรมการทั้งสี่ร่วมกันรับมอบเงินไปเก็บรักษาโดยนายสว่างเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้กรรมการแต่ละคนไปเก็บรักษา ซึ่งนายสว่างได้ให้นายสังวารกับนายประเสริฐเก็บรักษาเงินคนละ 30,000 บาทจำเลยเก็บรักษาเงิน 40,000 บาท ส่วนนายสว่างเก็บรักษาเงิน50,000 บาท เมื่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดต้องการใช้จ่ายเงินพระภิกษุขวัญเมืองจะเบิกเงินจากนายสว่างตลอดมา จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2536 ทางสำนักสงฆ์ดังกล่าวเบิกเงินซึ่งเก็บรักษาไว้ที่นายสว่าง นายสังวาร และนายประเสริฐรวมเป็นเงิน 110,000 บาทหมด ทางสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดต้องการใช้จ่ายเงินอีก นายสว่างกับนายสังวารจึงไปทวงถามเงินจากจำเลยหลายครั้งแต่จำเลยบอกว่ายังไม่มีเงิน ครั้งวันที่ 5 ธันวาคม 2537 นายสว่างนายสังวาร และนายประเสริฐไปทวงถามเงินจากจำเลยอีก จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เก็บรักษาเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดนายสว่าง นายสังวารและนายประเสริฐจึงมอบอำนาจให้นายสว่างไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปะคำให้ดำเนินคดีแก่จำเลยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม แต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุประจักษ์เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุประจักษ์จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุประจักษ์มอบให้พระภิกษุขวัญเมืองเป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้น นายสว่าง นายสังวาร นายประเสริฐ และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหายกรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน 40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปนายสว่าง นายสังวาร และนายประเสริฐจึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายสว่าง นายสังวาร นายประเสริฐและจำเลยเมื่อนายสว่างผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการอื่นให้ไปร้องทุกข์การร้องทุกข์ของนายสว่างจึงเป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เนื่องจากประมวลรัษฎากร มาตรา 118ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้นมิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาแต่อย่างใดทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อนายสังวารกับนายประเสริฐเบิกความยืนยันว่ามอบอำนาจให้นายสว่างไปร้องทุกข์ก็เพียงพอที่จะรับฟังได้ฎีกาข้อกฎหมายอื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
4พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2386/2541พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์โจทก์นาย ศิริชัย สุขจิตรจำเลย ป.อ. ม. 352 ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ป.รัษฎากร ม. 118สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามแต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุ ป. เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุ ป. จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุ ป. มอบให้พระภิกษุ ข.เป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้นส.ง.ร. และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหาย กรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปส.ง.ร. จึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของส.ง.ร. และจำเลย แม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เนื่องจาก ประมวลรัษฎากรฯมาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด
5โจทก์ฟ้องว่า จำเลย นายสังวาร กองแก้ว นายประเสริฐ ศรียาและนายสว่าง ทองเรือง ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับผิดชอบการเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้รับมอบเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดไว้ในความครอบครองดูแลร่วมกัน ต่อมาจำเลยซึ่งครอบครองเงินจำนวน 40,000 บาท ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
6จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
7จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่าสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดเป็นนิติบุคคลหรือไม่ การที่จำเลยยักยอกเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด นายสว่าง ทองเรืองนายสังวาร กองแก้ว และนายประเสริฐ ศรียา เป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ไม่ได้ปิดแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพระภิกษุประจักษ์เป็นเจ้าคณะสงฆ์สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2536ชาวบ้านร่วมกันนำผ้าป่าไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้รับเงินสุทธิ 150,000 บาท ขณะนั้นพระภิกษุประจักษ์ยังเป็นพระภิกษุจำวัดอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าวได้ให้พระภิกษุขวัญเมือง ฝีมือช่างหรือสุธรรมโม เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าว พระภิกษุขวัญเมืองจึงให้นายสว่างเป็นผู้เลือกชาวบ้าน 4 คน เป็นกรรมการดูแลรักษาเงิน นายสว่างได้เสนอตนเอง นายสังวาร นายประเสริฐและจำเลยเป็นกรรมการด้วยความเห็นชอบของชาวบ้านที่มาทอดผ้าป่าจากนั้นกรรมการทั้งสี่ร่วมกันรับมอบเงินไปเก็บรักษาโดยนายสว่างเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้กรรมการแต่ละคนไปเก็บรักษา ซึ่งนายสว่างได้ให้นายสังวารกับนายประเสริฐเก็บรักษาเงินคนละ 30,000 บาทจำเลยเก็บรักษาเงิน 40,000 บาท ส่วนนายสว่างเก็บรักษาเงิน50,000 บาท เมื่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดต้องการใช้จ่ายเงินพระภิกษุขวัญเมืองจะเบิกเงินจากนายสว่างตลอดมา จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2536 ทางสำนักสงฆ์ดังกล่าวเบิกเงินซึ่งเก็บรักษาไว้ที่นายสว่าง นายสังวาร และนายประเสริฐรวมเป็นเงิน 110,000 บาทหมด ทางสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดต้องการใช้จ่ายเงินอีก นายสว่างกับนายสังวารจึงไปทวงถามเงินจากจำเลยหลายครั้งแต่จำเลยบอกว่ายังไม่มีเงิน ครั้งวันที่ 5 ธันวาคม 2537 นายสว่างนายสังวาร และนายประเสริฐไปทวงถามเงินจากจำเลยอีก จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เก็บรักษาเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดนายสว่าง นายสังวารและนายประเสริฐจึงมอบอำนาจให้นายสว่างไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปะคำให้ดำเนินคดีแก่จำเลยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม แต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุประจักษ์เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุประจักษ์จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุประจักษ์มอบให้พระภิกษุขวัญเมืองเป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้น นายสว่าง นายสังวาร นายประเสริฐ และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหายกรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน 40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปนายสว่าง นายสังวาร และนายประเสริฐจึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายสว่าง นายสังวาร นายประเสริฐและจำเลยเมื่อนายสว่างผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการอื่นให้ไปร้องทุกข์การร้องทุกข์ของนายสว่างจึงเป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เนื่องจากประมวลรัษฎากร มาตรา 118ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้นมิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาแต่อย่างใดทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อนายสังวารกับนายประเสริฐเบิกความยืนยันว่ามอบอำนาจให้นายสว่างไปร้องทุกข์ก็เพียงพอที่จะรับฟังได้ฎีกาข้อกฎหมายอื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
8พิพากษายืน(อภิศักดิ์ พรวชิราภา-กนก พรรณรักษา-วิชา มั่นสกุล)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุมีข้อน่าสังเกตว่าบางกรณีผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เสียหายโดยเป็นเพียงผู้ครอบครองทรัพย์นั้นก็ถือว่าเป็นผู้เสียหายได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2505"ผู้เสียหาย" นั้นไม่จำต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกทำให้เสียหาย บุคคลที่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ก็เป็นผู้เสียหายได้หากได้รับการเสียหายเกี่ยวกับสิทธิครอบครอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1554-1555/2512 ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ดูแลทรัพย์พิพาทไว้ จำเลยยืมทรัพย์พิพาทไปจากโจทก์ร่วม เมื่อเกิดการเสียหายขึ้นเพราะการกระทำผิดยักยอกของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในฐานะเป็นผู้ครอบครองดูแลทรัพย์พิพาทมีอำนาจร้องทุกข์ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) แม้ในฟ้องจะบรรยายคลาดเคลื่อนว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความต่างกับฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2521 กรรมการกับผู้อื่นยักยอกทรัพย์ของบริษัท กรรมการไม่ฟ้องคดีอาญา ผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายฟ้องกรรมการและผู้อื่นนั้นขอให้ลงโทษฐานยักยอกได้ ในส่วนของการร้องทุกข์นั้นอาจจะร้องทุกข์ได้โดยทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 123 วรรคท้าย และไม่ต้องทำเป็นแบบฟอร์มแต่อย่างใดเพียงแต่เป็นหนังสือร้องเรียนถึงผู้บังคับการกองปราบปรามขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยก็ถือเป็นการร้องทุกข์แล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2507) ซึ่งการร้องทุกข์สามารถที่จะร้องทุกข์ได้ทั้งต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจและการร้องทุกข์นี้กฎหมายไม่ได้บังคับให้ผู้เสียหายต้องกระทำด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้เสียหายจึงสามารถที่จะมอบอำนาจให้มีการร้องทุกข์แทนได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1534/2503,2468/2523)ซึ่งการมอบอำนาจดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบว่าให้ทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด และแม้ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์เป็นหนังสือโดยในหนังสือไม่มีข้อความว่าผู้รับมอบอำนาจก็ร้องทุกข์โดยอาศัยหนังสือนั้นได้ เป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062/2520) นอกจากนั้นในหนังสือมอบอำนาจไม่จำต้องระบุว่าให้ร้องทุกข์กี่คดี และไม่จำต้องกำหนดระยะเวลาการมอบอำนาจไว้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4397/2530) หากมีหนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์หนังสือมอบอำนาจไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากรที่ว่า หนังสือนั้นจะต้องปิดอากรแสตมป์เพราะจากบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะเอกสารในคดีแพ่งเท่านั้นไม่รวมถึงคดีอาญา ดังนั้นแม้หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือปิดไม่ครบก็สามารถรับฟังตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ ถือว่าเป็นการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3623/2537,5059/2537) จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้มีข้อน่าสังเกตว่าส.ง.ร. และจำเลยได้ร่วมกันรับมอบเงินไปเก็บรักษาส.ง.ร.และจำเลยแม้จะแบ่งกันเก็บรักษาเงินไว้คนละส่วนก็ตามแต่ความรับผิดที่มีต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดนั้นบุคคลทั้งสี่คนจะต้องรับผิดร่วมกัน เมื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้กระทำความผิดโดยยักยอกเงินในส่วนที่ตนเองเก็บรักษาไป อีกสามคนที่เหลือก็ถือว่าเป็นผู้เสียหายด้วย เพราะบุคคลทั้งสามนั้นยังคงมีความรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดอยู่ แต่หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่าสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้มอบเงินให้แต่ละคนไปเก็บรักษาเองหากจำเลยทำการยักยอกเงินส่วนที่ตนเก็บรักษาไปแล้ว ส.ง.ร.น่าจะไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะ ส.ง.ร.ไม่ได้รับมอบการครอบครองในส่วนของจำเลย จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนของจำเลยต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด ธีรศักดิ์เงยวิจิตรคำพิพากษา:
9โจทก์ฟ้องว่า จำเลย นายสังวาร กองแก้ว นายประเสริฐ ศรียาและนายสว่าง ทองเรือง ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับผิดชอบการเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้รับมอบเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดไว้ในความครอบครองดูแลร่วมกัน ต่อมาจำเลยซึ่งครอบครองเงินจำนวน 40,000 บาท ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
10จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
11จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่าสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดเป็นนิติบุคคลหรือไม่ การที่จำเลยยักยอกเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด นายสว่าง ทองเรืองนายสังวาร กองแก้ว และนายประเสริฐ ศรียา เป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ไม่ได้ปิดแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพระภิกษุประจักษ์เป็นเจ้าคณะสงฆ์สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2536ชาวบ้านร่วมกันนำผ้าป่าไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้รับเงินสุทธิ 150,000 บาท ขณะนั้นพระภิกษุประจักษ์ยังเป็นพระภิกษุจำวัดอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าวได้ให้พระภิกษุขวัญเมือง ฝีมือช่างหรือสุธรรมโม เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าว พระภิกษุขวัญเมืองจึงให้นายสว่างเป็นผู้เลือกชาวบ้าน 4 คน เป็นกรรมการดูแลรักษาเงิน นายสว่างได้เสนอตนเอง นายสังวาร นายประเสริฐและจำเลยเป็นกรรมการด้วยความเห็นชอบของชาวบ้านที่มาทอดผ้าป่าจากนั้นกรรมการทั้งสี่ร่วมกันรับมอบเงินไปเก็บรักษาโดยนายสว่างเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้กรรมการแต่ละคนไปเก็บรักษา ซึ่งนายสว่างได้ให้นายสังวารกับนายประเสริฐเก็บรักษาเงินคนละ 30,000 บาทจำเลยเก็บรักษาเงิน 40,000 บาท ส่วนนายสว่างเก็บรักษาเงิน50,000 บาท เมื่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดต้องการใช้จ่ายเงินพระภิกษุขวัญเมืองจะเบิกเงินจากนายสว่างตลอดมา จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2536 ทางสำนักสงฆ์ดังกล่าวเบิกเงินซึ่งเก็บรักษาไว้ที่นายสว่าง นายสังวาร และนายประเสริฐรวมเป็นเงิน 110,000 บาทหมด ทางสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดต้องการใช้จ่ายเงินอีก นายสว่างกับนายสังวารจึงไปทวงถามเงินจากจำเลยหลายครั้งแต่จำเลยบอกว่ายังไม่มีเงิน ครั้งวันที่ 5 ธันวาคม 2537 นายสว่างนายสังวาร และนายประเสริฐไปทวงถามเงินจากจำเลยอีก จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เก็บรักษาเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดนายสว่าง นายสังวารและนายประเสริฐจึงมอบอำนาจให้นายสว่างไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปะคำให้ดำเนินคดีแก่จำเลยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม แต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุประจักษ์เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุประจักษ์จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุประจักษ์มอบให้พระภิกษุขวัญเมืองเป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้น นายสว่าง นายสังวาร นายประเสริฐ และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหายกรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน 40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปนายสว่าง นายสังวาร และนายประเสริฐจึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายสว่าง นายสังวาร นายประเสริฐและจำเลยเมื่อนายสว่างผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการอื่นให้ไปร้องทุกข์การร้องทุกข์ของนายสว่างจึงเป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เนื่องจากประมวลรัษฎากร มาตรา 118ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้นมิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาแต่อย่างใดทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อนายสังวารกับนายประเสริฐเบิกความยืนยันว่ามอบอำนาจให้นายสว่างไปร้องทุกข์ก็เพียงพอที่จะรับฟังได้ฎีกาข้อกฎหมายอื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
12พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2386/2541พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์โจทก์นาย ศิริชัย สุขจิตรจำเลย ป.อ. ม. 352 ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ป.รัษฎากร ม. 118สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามแต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุ ป. เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุ ป. จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุ ป. มอบให้พระภิกษุ ข.เป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้นส.ง.ร. และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหาย กรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปส.ง.ร. จึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของส.ง.ร. และจำเลย แม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เนื่องจาก ประมวลรัษฎากรฯมาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด
13โจทก์ฟ้องว่า จำเลย นายสังวาร กองแก้ว นายประเสริฐ ศรียาและนายสว่าง ทองเรือง ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับผิดชอบการเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้รับมอบเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดไว้ในความครอบครองดูแลร่วมกัน ต่อมาจำเลยซึ่งครอบครองเงินจำนวน 40,000 บาท ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
14จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
15จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่าสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดเป็นนิติบุคคลหรือไม่ การที่จำเลยยักยอกเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด นายสว่าง ทองเรืองนายสังวาร กองแก้ว และนายประเสริฐ ศรียา เป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ไม่ได้ปิดแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพระภิกษุประจักษ์เป็นเจ้าคณะสงฆ์สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2536ชาวบ้านร่วมกันนำผ้าป่าไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดได้รับเงินสุทธิ 150,000 บาท ขณะนั้นพระภิกษุประจักษ์ยังเป็นพระภิกษุจำวัดอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าวได้ให้พระภิกษุขวัญเมือง ฝีมือช่างหรือสุธรรมโม เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าว พระภิกษุขวัญเมืองจึงให้นายสว่างเป็นผู้เลือกชาวบ้าน 4 คน เป็นกรรมการดูแลรักษาเงิน นายสว่างได้เสนอตนเอง นายสังวาร นายประเสริฐและจำเลยเป็นกรรมการด้วยความเห็นชอบของชาวบ้านที่มาทอดผ้าป่าจากนั้นกรรมการทั้งสี่ร่วมกันรับมอบเงินไปเก็บรักษาโดยนายสว่างเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้กรรมการแต่ละคนไปเก็บรักษา ซึ่งนายสว่างได้ให้นายสังวารกับนายประเสริฐเก็บรักษาเงินคนละ 30,000 บาทจำเลยเก็บรักษาเงิน 40,000 บาท ส่วนนายสว่างเก็บรักษาเงิน50,000 บาท เมื่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดต้องการใช้จ่ายเงินพระภิกษุขวัญเมืองจะเบิกเงินจากนายสว่างตลอดมา จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2536 ทางสำนักสงฆ์ดังกล่าวเบิกเงินซึ่งเก็บรักษาไว้ที่นายสว่าง นายสังวาร และนายประเสริฐรวมเป็นเงิน 110,000 บาทหมด ทางสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดต้องการใช้จ่ายเงินอีก นายสว่างกับนายสังวารจึงไปทวงถามเงินจากจำเลยหลายครั้งแต่จำเลยบอกว่ายังไม่มีเงิน ครั้งวันที่ 5 ธันวาคม 2537 นายสว่างนายสังวาร และนายประเสริฐไปทวงถามเงินจากจำเลยอีก จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เก็บรักษาเงินของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดนายสว่าง นายสังวารและนายประเสริฐจึงมอบอำนาจให้นายสว่างไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปะคำให้ดำเนินคดีแก่จำเลยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม แต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุประจักษ์เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุประจักษ์จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุประจักษ์มอบให้พระภิกษุขวัญเมืองเป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้น นายสว่าง นายสังวาร นายประเสริฐ และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหายกรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน 40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปนายสว่าง นายสังวาร และนายประเสริฐจึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายสว่าง นายสังวาร นายประเสริฐและจำเลยเมื่อนายสว่างผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการอื่นให้ไปร้องทุกข์การร้องทุกข์ของนายสว่างจึงเป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เนื่องจากประมวลรัษฎากร มาตรา 118ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้นมิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาแต่อย่างใดทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อนายสังวารกับนายประเสริฐเบิกความยืนยันว่ามอบอำนาจให้นายสว่างไปร้องทุกข์ก็เพียงพอที่จะรับฟังได้ฎีกาข้อกฎหมายอื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
16พิพากษายืน
(อภิศักดิ์ พรวชิราภา - กนก พรรณรักษา - วิชา มั่นสกุล)