คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4675/2553 ย่อ (หลักกฎหมาย) ตามคำฟ้องไม่ชัดเจนพอฟังได้ว่า สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยในการยับยั้งและจัดเก็บสิทธิในภาพยนตร์หมายถึงอะไร เจ้าของสิทธิในต่างประเทศยังคงสงวนสิทธิในการใช้ดุลพินิจพิจารณาข้อดีข้อเสียในการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยด้วยตนเองเพียงผู้เดียวหรือไม่ หากเจ้าของสิทธิในต่างประเทศยังคงสงวนสิทธิการร้องทุกข์โดยบริษัท บ. จะทำได้ต้องทำในฐานะตัวแทนเจ้าของสิทธิในต่างประเทศ ซึ่งต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของสิทธิในต่างประเทศให้ทำเช่นนั้นได้ด้วยและไม่เป็นการยากที่เจ้าของสิทธิในต่างประเทศจะทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือทำหนังสือมอบอำนาจให้ชัดเจน หากมีความประสงค์เช่นนั้นจริงและหากมีข้อเท็จจริงเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระบุไว้ในคำบรรยายฟ้องให้ชัดเจน เพื่อมิให้กระทบถึงเสรีภาพของจำเลยทั้งห้าในการที่อาจถูกดำเนินคดีซ้ำสอง ตามคำฟ้องโจทก์ยังไม่มีความชัดเจนในข้อนี้ กรณียังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า บริษัท บ. ไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งห้าในความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต การแจ้งความร้องทุกข์โดยบริษัท บ. จึงไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย ทำให้การสอบสวนไม่ชอบและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง โดยให้มีผลถึงจำเลยที่ไม่อุทธรณ์ด้วย คำพิพากษา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 27, 28, 29, 69 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 20, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและให้แผ่นซีดี ภาพยนตร์เรื่อง "แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง" ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งห้าแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเพียงลูกจ้างประกอบกับจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 4 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึง ที่ 4 กลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 3 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 5 เป็นกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดทีที เคเบิล และเป็นผู้ซื้อแผ่นซีดี ภาพยนตร์เรื่อง "แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง" ซึ่งจำเลยทั้งห้ามาทำการแพร่ภาพและเสียงแก่ประชาชนทั่วไปที่เป็นสมาชิก ให้ลงโทษฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานโสตทัศนวัสดุหรือภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานฉายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณา ปรับ 10,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 210,000 บาท จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพ นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 105,000 บาท เมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยที่ 5 ประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 5 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับให้จำเลยที่ 5 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 3 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นซีดีภาพยนตร์เรื่อง "แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง" ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้เสียหาย ค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานโสตทัศนวัสดุหรือภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จ่ายให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบแผ่นซีดีภาพยนตร์และเพลงที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาจำนวน 1,308 แผ่น นั้น การกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าฐานนี้เกิดจากการที่ไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แผ่นซีดีภาพยนตร์และเพลงของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) คำขอส่วนนี้จึงให้ยกเสีย จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ว่า บริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของสิทธิและได้สิทธิภาพยนตร์เรื่อง "แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ซึ่งมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อยับยั้งและจัดเก็บสิทธิในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความชัดเจนพอที่จะถือได้ว่า บริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันแพร่ภาพและเสียงงานภาพยนตร์ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องไม่ชัดเจนพอฟังได้ว่าสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยในการยับยั้งและจัดเก็บสิทธิในภาพยนตร์หมายถึงอะไร เจ้าของสิทธิในต่างประเทศยังคงสงวนสิทธิในการใช้ดุลพินิจพิจารณาข้อดีข้อเสียในการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยด้วยตนเองเพียงผู้เดียวหรือไม่ หากเจ้าของสิทธิในต่างประเทศยังคงสงวนสิทธิ การร้องทุกข์โดยบริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) จะทำได้ต้องทำในฐานะตัวแทนเจ้าของสิทธิในต่างประเทศ ซึ่งก็ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของสิทธิในต่างประเทศให้ทำเช่นนั้นได้ด้วยและไม่เป็นการยากที่เจ้าของสิทธิในต่างประเทศจะทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือทำหนังสือมอบอำนาจให้ชัดเจนหากมีความประสงค์เช่นนั้นจริงและหากมีข้อเท็จจริงเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระบุไว้ในคำบรรยายฟ้องให้ชัดเจน เพื่อมิให้กระทบถึงเสรีภาพของจำเลยทั้งห้าในการที่อาจถูกดำเนินคดีซ้ำสอง เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ยังไม่มีความชัดเจนในข้อนี้ กรณียังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าบริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งห้าในความผิดฐานดังกล่าวได้ การแจ้งความร้องทุกข์โดยบริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) จึงไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย ทำให้การสอบสวนไม่ชอบและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง โดยให้มีผลถึงจำเลยที่ไม่อุทธรณ์ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง องค์คณะ: อร่าม เสนามนตรี - สมควร วิเชียรวรรณ - ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 195, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 28, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 29, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69, พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 20, พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 34, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 56, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา