D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2544

ผล: แก้ ยาเสพติด ประชุมใหญ่
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิตให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วยแต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีหรือถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปหรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ"ในมาตรา 4 ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 5, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และริบของกลาง

2จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต

3จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 25 ปี ริบของกลาง คืนเงิน 1,500 บาท แก่เจ้าของ

4จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 26 หลอด น้ำหนักรวม 1.74 กรัม

5มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองก็เป็นได้ ยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะอนุมานได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อจำหน่าย

6จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังไว้ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงมีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการผลิตหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิต ให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ" ในมาตรา 4ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง เข็มฉีดยา 1 ชุด ไฟแช็ก1 อัน หลอดกาแฟ 36 หลอด มีดโกน 1 เล่ม เทียนไขพร้อมแท่นรอง1 ชุด และกระป๋องสี 1 ใบ ของกลางในคดีนี้มิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามที่ฟ้อง ไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

7พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 9 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ไม่ริบเข็มฉีดยา ไฟแช็ก มีดโกนเทียนไขพร้อมแท่นรองและกระป๋องสีของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2544พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีโจทก์นาย สมชาย แก่นสาร กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4, ม. 15, ม. 65, ม. 66, ม. 67แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิตให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วยแต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีหรือถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปหรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ"ในมาตรา 4 ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

8โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 5, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และริบของกลาง

9จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต

10จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 25 ปี ริบของกลาง คืนเงิน 1,500 บาท แก่เจ้าของ

11จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 26 หลอด น้ำหนักรวม 1.74 กรัม

12มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองก็เป็นได้ ยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะอนุมานได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อจำหน่าย

13จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังไว้ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงมีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการผลิตหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิต ให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ" ในมาตรา 4ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง เข็มฉีดยา 1 ชุด ไฟแช็ก1 อัน หลอดกาแฟ 36 หลอด มีดโกน 1 เล่ม เทียนไขพร้อมแท่นรอง1 ชุด และกระป๋องสี 1 ใบ ของกลางในคดีนี้มิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามที่ฟ้อง ไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

14พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 9 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ไม่ริบเข็มฉีดยา ไฟแช็ก มีดโกนเทียนไขพร้อมแท่นรองและกระป๋องสีของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1(หัสดี ไกรทองสุก-ศิริชัย สวัสดิ์มงคล-ธาดา กษิตินนท์)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุยาเสพติดให้โทษชนิดเฮโรอีนปกติจะเป็นเกล็ดหรือผง ในการใช้เสพเองก็ดี จำหน่ายก็ดี เพื่อความสะดวกมักจะต้องแบ่งมาใส่ในหลอดพลาสติกหรือหลอดกาแฟใช้ไฟลนปิดหัวท้ายไว้ก่อน เดิมก็เข้าใจกันว่าการแบ่งบรรจุเช่นนี้เป็นการแบ่งบรรจุอันเป็นการผลิตแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงความประสงค์ของการแบ่งบรรจุ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่องกล่าวว่า แม้หากจะฟังตามที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยแบ่งเฮโรอีนหลอดใหญ่ใส่หลอดเล็กเพื่อความสะดวกในการเสพและนำติดตัวก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการผลิตตามความหมายของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 แล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2532) จนกระทั่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22/2539และที่ 2777/2541 วินิจฉัยชัดเจนขึ้นว่า การแบ่งบรรจุตามมาตรา 4ดังกล่าว ต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปหรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นบ่อเกิด เป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษ หรือทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่หลายง่ายขึ้นเช่น การแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เป็นต้น หาใช่ว่าเมื่อมีการแบ่งบรรจุยาเสพติดให้โทษแล้วจะเป็นการผลิตยาเสพติดให้โทษเสมอไปไม่ แล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยในคดีดังกล่าวแบ่งบรรจุเฮโรอีนเพื่อความสะดวกในการใช้หรือเสพของตนเองย่อมมีเป็นธรรมดาของบุคคลที่ต้องการใช้เสพ ไม่มีลักษณะร้ายแรง จึงไม่อยู่ในความหมายของคำว่า "ผลิต" สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2544 ที่หมายเหตุนี้ก็วินิจฉัยทำนองเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองเรื่องที่กล่าวนั้นและเมื่อฟังว่าจำเลยอาจแบ่งบรรจุเพื่อเก็บไว้เสพเองก็ไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นขณะที่ทำหมายเหตุนี้ทราบว่าได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9275/2544วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า การที่จำเลยตัดแล้วกรอกเฮโรอีนใส่หลอดกาแฟ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยแบ่งบรรจุโดยมีวัตถุประสงค์ที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยอาจแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกในการเสพของตนเองก็เป็นได้ ดังนี้ ไม่เป็นการผลิตตามกฎหมาย ฉะนั้น จึงเป็นอันยุติได้ว่า การแบ่งบรรจุเฮโรอีนใส่หลอดเล็ก ๆ ไว้เสพเอง โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงอื่น ๆ ย่อมไม่เป็นการผลิตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯมาตรา 4 ส่วนการแบ่งบรรจุเฮโรอีนใส่หลอดเล็ก ๆ เพื่อความสะดวกในการจัดจำหน่ายนั้นเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1798/2540 และที่ 4183/2540 วินิจฉัยว่า เป็นการผลิตเฮโรอีนตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาหลัง ๆ ที่ยกขึ้นกล่าวมาแล้ว การแบ่งบรรจุเพื่อสะดวกในการจัดจำหน่ายนั้นก็จะต้องมีลักษณะหรือวัตถุประสงค์ที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ด้วยจึงจะเป็นการผลิตตามกฎหมาย เช่น แบ่งบรรจุเพื่อขายให้แก่บุคคลโดยทั่วไป เป็นต้น หากแบ่งบรรจุเพื่อขายให้เพื่อนเพียงหลอดสองหลอดเพราะเพื่อนอ้อนวอนขอแบ่งซื้อ ก็อาจไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษเฮโรอีนก็ได้ อนึ่ง สำหรับยาเสพติดให้โทษประเภทยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีนซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ระบุให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษด้วยนั้น แม้โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นเม็ด การใช้เสพก็ดี การจำหน่ายก็ดีไม่มีความจำเป็นต้องแบ่งบรรจุใส่หลอดเล็ก ๆ เสียก่อนได้ก็ตาม แต่หากมีการแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกในการเสพหรือจำหน่ายก็ต้องพิจารณาทำนองเดียวกับยาเสพติดให้โทษเฮโรอีนดังกล่าวมาแล้วเหมือนกัน ดังปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2542 ที่ 2459/2542 และที่ 4288/2542 เป็นต้น สมบูรณ์ บุญภินนท์คำพิพากษา:

15โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 5, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และริบของกลาง

16จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต

17จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 25 ปี ริบของกลาง คืนเงิน 1,500 บาท แก่เจ้าของ

18จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 26 หลอด น้ำหนักรวม 1.74 กรัม

19มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองก็เป็นได้ ยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะอนุมานได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อจำหน่าย

20จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังไว้ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงมีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการผลิตหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิต ให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ" ในมาตรา 4ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง เข็มฉีดยา 1 ชุด ไฟแช็ก1 อัน หลอดกาแฟ 36 หลอด มีดโกน 1 เล่ม เทียนไขพร้อมแท่นรอง1 ชุด และกระป๋องสี 1 ใบ ของกลางในคดีนี้มิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามที่ฟ้อง ไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

21พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 9 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ไม่ริบเข็มฉีดยา ไฟแช็ก มีดโกนเทียนไขพร้อมแท่นรองและกระป๋องสีของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2544พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีโจทก์นาย สมชาย แก่นสาร กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4, ม. 15, ม. 65, ม. 66, ม. 67แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิตให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วยแต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีหรือถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปหรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ"ในมาตรา 4 ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

22โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 5, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และริบของกลาง

23จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต

24จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 25 ปี ริบของกลาง คืนเงิน 1,500 บาท แก่เจ้าของ

25จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 26 หลอด น้ำหนักรวม 1.74 กรัม

26มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองก็เป็นได้ ยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะอนุมานได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อจำหน่าย

27จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังไว้ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงมีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการผลิตหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิต ให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ" ในมาตรา 4ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง เข็มฉีดยา 1 ชุด ไฟแช็ก1 อัน หลอดกาแฟ 36 หลอด มีดโกน 1 เล่ม เทียนไขพร้อมแท่นรอง1 ชุด และกระป๋องสี 1 ใบ ของกลางในคดีนี้มิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามที่ฟ้อง ไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

28พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 9 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ไม่ริบเข็มฉีดยา ไฟแช็ก มีดโกนเทียนไขพร้อมแท่นรองและกระป๋องสีของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

(หัสดี ไกรทองสุก - ศิริชัย สวัสดิ์มงคล - ธาดา กษิตินนท์)