คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3280/2561 ย่อ (หลักกฎหมาย) เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยา โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ส่วนจำเลยที่ 3 น้องชายของจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วย นับแต่รับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาแล้วทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าโดยได้รับเงินค่าจ้างเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแล้วยังร่วมมือช่วยเหลือ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้าให้สำเร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุน คำพิพากษา โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1636/2552 ของศาลจังหวัดเชียงรายเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2631/2550 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3033/2549 ของศาลจังหวัดสงขลา และนับโทษจำเลยที่ 9 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อย. 1444/2553 ของศาลชั้นต้น เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 9 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี และปรับ 1,600,000 บาท ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2,000,000 บาท เมื่อลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ได้อีก คงเพิ่มเฉพาะโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คงปรับ 3,000,000 บาท ปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุวรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยที่ 9 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี และปรับ 800,000 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1636/2552 ของศาลจังหวัดเชียงรายเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2631/2550 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3033/2549 ของศาลจังหวัดสงขลา ส่วนคดีที่ขอให้นับโทษจำเลยที่ 9 ต่อนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1,333,333.33 บาท ปรับจำเลยที่ 8 เป็นเงิน 666,666.66 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 49 ปี 12 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 4 และที่ 8 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท จำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 444,444.44 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 9 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเล็ต สีดำ หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 นายอนุศักดิ์ นางสาวอรณี นางอะธิตา ภริยาจำเลยที่ 2 กับเด็ก 2 คน นั่งโดยสารมาด้วย เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 ประจำด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 13,200 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 198.460 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอววางอยู่ที่คอนโซลระหว่างเบาะหลังกับกระจกด้านหลัง และเมทแอมเฟตามีน 245 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อชั้นในของนางสาวอรณี โดยจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากภาคเหนือเพื่อไปส่งให้แก่ลูกค้า เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องนำรถไปรับจำเลยที่ 1 พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเยาวชนจึงแยกไปดำเนินคดีต่างหาก จำเลยที่ 1 แจ้งรายละเอียดลูกค้าให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบและตกลงนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 91.943 กรัม และส่งให้จำเลยที่ 8 จำนวน 4,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 57.283 กรัม ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมจำเลยที่ 4 ขณะมารับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวพร้อมจำเลยที่ 5 คนขับรถแท็กซี่ให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ภริยาจำเลยที่ 4 กับทำการจับกุมจำเลยที่ 7 และที่ 8 โดยจำเลยที่ 7 เป็นภริยาจำเลยที่ 8 และไปรับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 8 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 7 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 8 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเล็ต สีดำ หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาโดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ส่วนจำเลยที่ 3 น้องชายของจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วย นับแต่รับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาแล้วทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าโดยได้รับเงินค่าจ้างเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแล้วยังร่วมมือช่วยเหลือ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้าให้สำเร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ว่า จำเลยที่ 9 ร่วมสมคบกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจ่าสิบตำรวจ พิชัย เจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ประจำด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ พยานโจทก์ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากสายลับในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ว่ามีกลุ่มของนางอัมพร ยังไม่ทราบชื่อสกุลผู้ค้ายาเสพติดในจังหวัดเชียงรายจะลักลอบขนเมทแอมเฟตามีนจากจังหวัดเชียงรายไปยังภาคใต้ จึงรายงานให้พันตำรวจตรี สมโภช หัวหน้าด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และร้อยตำรวจโท เทียนชัย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและเป็นพยานโจทก์ทราบ ซึ่งพันตำรวจตรี สมโภชได้ประสานไปยังหน่วยปราบปรามยาเสพติดเชียงใหม่ขอข้อมูล ปรากฏว่านางอัมพรที่ได้รับข้อมูลจากสายลับมีตัวตนจริง คือนางอัมพร จำเลยที่ 9 เมื่อพยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ราชการและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 9 มาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือตนเองว่ารับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 และรุ่งขึ้นจากวันที่ถูกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้รับรองภาพถ่ายจากข้อมูลทะเบียนราษฎรว่าเป็นภาพถ่ายจำเลยที่ 9 ที่จ้างจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ลูกค้า ประกอบกับโจทก์มีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเคยรับจ้างจำเลยที่ 9 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า 2 ถึง 3 ครั้งแล้ว ระหว่างวันที่ 7 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2553 จำเลยที่ 9 โทรศัพท์บอกให้จำเลยที่ 1 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า วันที่ 9 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกของนายจ้างที่จังหวัดพะเยาไปรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 บริเวณริมถนนสายป่าแดด - อำเภอจุน จำเลยที่ 9 ขับรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้ โดยรถยนต์คันดังกล่าวเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกับที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดจากจำเลยที่ 9 ในภายหลัง ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์บอกน้องชายคือจำเลยที่ 3 ให้หารถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยา จำเลยที่ 1 ยอมรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่ารับจ้างจากจำเลยที่ 9 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 และที่ 8 ทั้งอธิบายรูปพรรณสัณฐานของจำเลยที่ 9 ให้พนักงานสอบสวนทราบ โดยให้การไว้ต่อหน้านายนครินทร์ ทนายความที่ร่วมฟังการสอบปากคำด้วย แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจะเป็นคำซัดทอดถึงจำเลยที่ 9 ที่เป็นผู้กระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่มิใช่เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ปัดความรับผิดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 9 เพียงลำพัง จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ซัดทอดว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 9 ที่ว่าจ้างจำเลยที่ 1 นำไปส่งให้แก่ลูกค้าประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตามทางนำสืบของโจทก์ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรี สมโภช ร้อยตำรวจโท เทียนชัย และจ่าสิบตำรวจ พิชัย ทำนองเดียวกันว่า เมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนในรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยอมร่วมมือขยายผลการจับกุมโดยให้รายละเอียดว่า จำเลยที่ 9 ให้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 เม็ด จำเลยที่ 8 จำนวน 4,000 เม็ด ที่เหลืออีก 3,200 เม็ด ส่งให้แก่นายสมุทร ไม่ทราบชื่อสกุล จำเลยที่ 1 ให้การว่าติดต่อกับจำเลยที่ 9 ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 5721 xxxx หมายเลขดังกล่าวตรงกับที่สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 ในอีกคดีหนึ่ง ครั้นจำเลยที่ 9 ถูกจับกุมในอีกคดีเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 ได้อีก 1 เครื่อง คือหมายเลข 08 5722 xxxx ซึ่งโทรศัพท์ทั้งสองหมายเลขของจำเลยที่ 9 ดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 4 จดบันทึกไว้ในสมุดโน้ตของจำเลยที่ 4 ว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 9 เจ้าพนักงานตำรวจยังทำการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 08 9755 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 9 มกราคม 2553 มีการติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 หมายเลข 08 5722 xxxx ตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 4 หมายเลข 08 7994 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 11 มกราคม 2553 มีการพยายามติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 9 ทั้งสองหมายเลขดังกล่าว และตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 8 หมายเลข 08 2243 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 5, 8 และ 10 มกราคม 2553 มีการติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 หมายเลข 08 5721 xxxx แสดงว่านอกจากมีการติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 9 ยังมีการติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับจำเลยที่ 4 และที่ 8 ด้วย ดังนี้การติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 สนับสนุนคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ให้มีน้ำหนักเชื่อถือได้ กอปรกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การไปโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ยังคงให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับในชั้นสอบสวน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 9 จ้างจำเลยที่ 1 ไปส่งเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ให้ลูกค้า คือ จำเลยที่ 4 ที่ 8 และนายสมุทร การกระทำของจำเลยที่ 9 เป็นการร่วมสมคบกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ที่จำเลยที่ 9 อ้างว่า จำเลยที่ 9 ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ที่มีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกไปส่งของทางภาคใต้ จำเลยที่ 9 ได้ฝากจำเลยที่ 1 ซื้อกล้ายางจากทางภาคใต้มาปลูกที่จังหวัดเชียงรายจึงมีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 9 ยกขึ้นอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 9 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 9 เป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ องค์คณะ: ธนาพนธ์ ชวรุ่ง - สมจิตร์ ทองศรี - วันชัย ศศิโรจน์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 14, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 58, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 86 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา