คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2522 ย่อ (หลักกฎหมาย) ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจำเลยเป็นฝ่ายฎีกา โจทก์มิได้ฎีกาแต่กล่าวมาในคำแก้ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี ศาลฎีกาจะพิพากษาเพิ่มดอกเบี้ยให้โจทก์หาได้ไม่ เพราะไม่มีคำขอและคำฟ้องฎีกา คำพิพากษา โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ขอร้องโจทก์ให้ช่วยไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3400ตำบลยานนาวา ซึ่งจำเลยจำนองไว้กับบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด เป็นเงิน 600,000 บาท โดยสัญญาว่าเมื่อไถ่ถอนจำนองแล้วนำที่ดินนั้นไปขายได้กำไรเท่าใดจะแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่งครั้นโจทก์ไถ่ถอนจำนองแล้วจำเลยผ่อนชำระเงินให้โจทก์ 250,000 บาท ต่อมาจำเลยทำสัญญารับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ตามสำเนาท้ายฟ้องเป็นเงิน 350,000 บาท ครั้นพ.ศ. 2514 จำเลยทำการแบ่งแยกโฉนดและตัดถนนในที่พิพาทสร้างตึกแถวได้ 84 ห้อง ขายตึกแถวพร้อมที่ดินไปประมาณ 50 ห้อง แต่จำเลยไม่ชำระเงินตามสัญญารับสภาพหนี้ให้โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเวลา 9 ปี 10 เดือน 10 วัน เป็นเงิน 262,500 บาท ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 612,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยขอให้โจทก์ออกเงิน 600,000 บาท ไถ่ถอนจำนองที่ดิน เพื่อนำที่ดินไปขายแบ่งกำไร และไม่เคยชำระเงิน250,000 บาทแก่โจทก์ ความจริงมีว่าเมื่อ พ.ศ. 2501 จำเลยจำนองที่ดินไว้ต่อบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด ต่อมาโจทก์ยืมเงินจำเลย 600,000 บาท แล้วออกเช็คให้จำเลยยึดถือไว้ ครั้น พ.ศ. 2502 จำเลยตกลงให้โจทก์กับพวกก่อสร้างตึกแถว 2 ชั้นลงในที่ดินนั้น และปีเดียวกับโจทก์ชำระเงินกู้ 600,000 บาทแก่จำเลย จำเลยคืนเช็คให้โจทก์ไป ส่วนที่ดินเมื่อจำเลยไถ่ถอนแล้วโจทก์กับพวกได้ปลูกสร้างตึกแถวขึ้น แต่สร้างได้เพียง 44 ห้องก็เลิกสัญญา ต้องโอนกิจการให้คนอื่นต่อมา พ.ศ. 2505 จำเลยให้ปลูกตึกแถวเพิ่มขึ้นอีก 16 ห้อง แต่คงขายได้เพียง 30 ห้อง ครั้น พ.ศ. 2509 จำเลยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมูนิสต์ โจทก์อ้างว่าสามารถช่วยได้ แต่ต้องเสียเงินบ้าง แล้วพากันไปพบเจ้าพนักงานตำรวจสันติบาล เจ้าพนักงานตำรวจบันทึกคำให้การจำเลยไว้มีข้อความตอนหนึ่งว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 600,000 บาท จำเลยทักท้วงและไม่ยอมลงชื่อ ต่อมาโจทก์บอกว่าเงินนั้นเจ้าพนักงานตำรวจเรียกร้องเพื่อให้เรื่องของจำเลยเสร็จไป จำเลยต่อรองลงมาเหลือ 350,000 บาท และนัดชำระเมื่อขายที่ดินแปลงดังกล่าวหมดแล้ว และในวันเดียวกันได้ทำสัญญาอีกฉบับหนึ่ง สัญญาสองฉบับนี้ทำขึ้นเพื่อปิดบังอำพรางสัญญาที่จำเลยตกลงจะให้เงิน 350,000 บาท เพื่อให้สินบนเจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่มีผลบังคับ ต่อมาราว 2 เดือน เจ้าพนักงานตำรวจระงับเรื่องที่จำเลยถูกกล่าวหาและมิได้เรียกร้องเงิน จำเลยจึงปฏิเสธการจ่ายเงิน 350,000 บาท แก่โจทก์ และขอสัญญาคืน แต่โจทก์อ้างว่าหาย หลังจากนั้นโจทก์ยืมเงินจำเลยหลายครั้งแล้วชำระด้วยเช็ค ตอนหลังเช็คขึ้นเงินไม่ได้ จำเลยทวงถาม โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากเงินที่โจทก์ออกทดรองไถ่ถอนจำนองที่ดินจำเลยไม่ใช่นิติกรรมอำพรางให้เงินสินบนเจ้าพนักงาน จำเลยต้องชำระให้โจทก์ แต่โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี พิพากษากลับให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2519 จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยฎีกาศาฎีกาวินิจฉัยว่าหนี้ตามสัญญาหมาย จ.1 เป็นผลสืบเนื่องมาจากเงินที่โจทก์ออกทดรองไถ่ถอนจำนองที่ดินของจำเลย ไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการให้เงินสินบนเจ้าพนักงานส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีทั้งดอกเบี้ยต้องคิดตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2509 เป็นต้นมา โจทก์ขอคิดเพียง 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยนั้น โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจะพิพากษาเพิ่มดอกเบี้ยให้ไม่ได้พิพากษายืน องค์คณะ: ขจร หะวานนท์ - พิสัณห์ ลีตเวทย์ - จรัญ สำเร็จประสงค์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. มาตรา 142, ป.วิ.พ. มาตรา 237, ป.วิ.พ. มาตรา 247 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา