D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5978/2539

ผล: กลับ อาญา ถูกอ้าง 1 ฉบับ
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1เมื่อโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คจนครบถ้วนตามที่ฟ้องมาแล้วดังนี้หนี้ที่จำเลยออกเช็คจึงสิ้นผลผูกพันแม้โจทก์จะเรียกร้องเงินอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากเงินตามเช็คอีกภายหลังที่ยื่นคำฟ้องแล้วโดยจำเลยจะชดใช้ให้ก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คมีผลผูกพันกันใหม่ต้องถือว่าคดีเลิกกันสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้เอง

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

2จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 5 กระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน

3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2เดือน รวมจำคุก 10 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

4จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ปรากฎว่า จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2537 หลังจากนั้นโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คหลายครั้งจนกระทั่งในวันที่18 สิงหาคม 2538 โจทก์แถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์รวมจำนวน 518,000 บาท ครบถ้วนตามจำนวนเงินในเช็คจริง แต่จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 100,000 บาท โจทก์ยังติดใจเรียกร้องในส่วนนี้อีกหากจำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท ดังกล่าวแล้ว โจทก์จะขอถอนฟ้องไป ส่วนจำเลยแถลงรับว่าได้สัญญาจะชำระเงินแก่โจทก์อีกจำนวน 100,000 บาท จริง โดยจะชำระให้ภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2538ครั้นในวันที่ 5 ตุลาคม 2538 จำเลยแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่มีเงินมาชำระแก่โจทก์อีกจำนวน 100,000บาท ส่วนโจทก์แถลงว่าเมื่อจำเลยไม่ยอมชำระเงินอีก 100,000 บาทโจทก์ก็ไม่ยอมถอนฟ้อง ขอให้ดำเนินคดีต่อไป เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7บัญญัติว่า "ถ้า ฯลฯ หนี้ที่ผู้กระทำผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" เมื่อต่อมาภายหลังที่จำเลยยื่นฎีกาแล้วโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทั้งห้าฉบับจนครบถ้วนจำนวน 518,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องมาแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้โจทก์จะเรียกร้องเงินจำนวนอีก 100,000 บาท ภายหลังที่ยื่นคำฟ้องแล้ว โดยจำเลยจะชดใช้เงินก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องมีผลผูกพันกันใหม่จึงถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

5พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้อง ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5978/2539นางสาว รัชนี จันทร์ประสิทธิ์โจทก์นาง อุดมลักษณ์ เลิศวิริยะปิติจำเลย ป.วิ.อ. ม. 39, ม. 195 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 7เมื่อโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คจนครบถ้วนตามที่ฟ้องมาแล้วดังนี้หนี้ที่จำเลยออกเช็คจึงสิ้นผลผูกพันแม้โจทก์จะเรียกร้องเงินอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากเงินตามเช็คอีกภายหลังที่ยื่นคำฟ้องแล้วโดยจำเลยจะชดใช้ให้ก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คมีผลผูกพันกันใหม่ต้องถือว่าคดีเลิกกันสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้เอง

6โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

7จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 5 กระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน

8จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2เดือน รวมจำคุก 10 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

9จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ปรากฎว่า จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2537 หลังจากนั้นโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คหลายครั้งจนกระทั่งในวันที่18 สิงหาคม 2538 โจทก์แถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์รวมจำนวน 518,000 บาท ครบถ้วนตามจำนวนเงินในเช็คจริง แต่จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 100,000 บาท โจทก์ยังติดใจเรียกร้องในส่วนนี้อีกหากจำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท ดังกล่าวแล้ว โจทก์จะขอถอนฟ้องไป ส่วนจำเลยแถลงรับว่าได้สัญญาจะชำระเงินแก่โจทก์อีกจำนวน 100,000 บาท จริง โดยจะชำระให้ภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2538ครั้นในวันที่ 5 ตุลาคม 2538 จำเลยแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่มีเงินมาชำระแก่โจทก์อีกจำนวน 100,000บาท ส่วนโจทก์แถลงว่าเมื่อจำเลยไม่ยอมชำระเงินอีก 100,000 บาทโจทก์ก็ไม่ยอมถอนฟ้อง ขอให้ดำเนินคดีต่อไป เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7บัญญัติว่า "ถ้า ฯลฯ หนี้ที่ผู้กระทำผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" เมื่อต่อมาภายหลังที่จำเลยยื่นฎีกาแล้วโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทั้งห้าฉบับจนครบถ้วนจำนวน 518,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องมาแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้โจทก์จะเรียกร้องเงินจำนวนอีก 100,000 บาท ภายหลังที่ยื่นคำฟ้องแล้ว โดยจำเลยจะชดใช้เงินก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องมีผลผูกพันกันใหม่จึงถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

10พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้อง(อำนวย สุขพรหม-ปรีชา นาคพันธุ์-ระพินทร บรรจงศิลป)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 5) ถือว่าเป็นเจตนารมณ์แห่งกฎหมายที่ต้องการให้คู่กรณีสามารถยุติปัญหาพิพาทกันได้ตลอดเวลาก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผลก็คือผู้สั่งจ่ายหรือผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวมีโอกาสไม่ต้องรับโทษทางอาญาค่อนข้างสูงมาก แม้ว่าศาลจะพิพากษาลงโทษ เช่น จำคุกไปแล้วก็ตาม ตราบใดคดียังไม่ถึงที่สุดโจทก์หรือผู้เสียหายอาจถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ หรือคู่ความยอมความกันได้ ผลก็คือสิทธิฟ้องคดีอาญาเป็นอันระงับไป(ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39) เหตุที่กฎหมายมีหลักการเช่นนี้ เพื่อให้การใช้เช็คอันเป็นเอกสารเปลี่ยนมือเป็นไปโดยแพร่หลายและมีความเชื่อถือในวงการธุรกิจไม่ว่าในระดับทั่วไปจนถึงระดับปกติ ทางปฏิบัติจึงมีอยู่เสมอที่มีการถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์ในชั้นฎีกา และศาลฎีกาก็มีแนวปฏิบัติว่าเมื่อคู่ความหรือคู่กรณีตกลงกันได้ก็จะอนุญาตให้ถอนและจำหน่ายคดีเสีย อย่างไรก็ดีเพื่อสนับสนุนมิให้มีการนำพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คซึ่งมีระวางโทษทางอาญาถึงจำคุกไปใช้บีบบังคับผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกเช็คให้ชำระหนี้โดยเอาข้อกล่าวหาในทางอาญาเป็นมาตรการจนเกินจำเป็น และเพื่อให้เป็นทางออกแก่ผู้สั่งจ่ายเช็คที่จะไม่ต้องรับโทษในทางอาญาพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 7 จึงบัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คหรือแก่ธนาคารภายหลังสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โปรดสังเกตุข้อความที่ว่า หนี้ที่ผู้กระทำผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นกรณีหนึ่งที่ทำให้คดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเลิกกัน เมื่อคดีเลิกกันสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมเป็นอันระงับไป (กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39) ปัญหาว่าหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คนั้นจะสิ้นผลในกรณีใดคงต้องพิจารณาจากหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความระงับหนี้ เช่นระงับโดยการชำระหนี้ การวางทรัพย์และการปลดหนี้ให้ คดีนี้จำเลยเป็นหนี้โจทก์จึงออกเช็คสั่งจ่ายเงินรวม 5 ฉบับเป็นทั้งสิ้น 518,000 บาท ศาลชั้นต้นและ

11ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

12จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่ต้องห้ามระหว่างนี้เองจำเลยนำเงินไปชำระแก่โจทก์หลายครั้งและโจทก์ยอมรับชำระหนี้ดังกล่าวจนครบจำนวนเงินตามที่ลงในเช็คเท่านั้นโดยยังมิได้รับชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินตามเช็คซึ่งจำเลยผู้ผิดนัดต้องรับผิดแก่โจทก์ด้วย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224) ดังนี้จะถือว่าหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ได้สิ้นผลผูกพันแล้วหรือไม่ เพราะในทางแพ่งจำเลยยังมีหนี้ที่เกิดจากการที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์อยู่คือหนี้ดอกเบี้ยดังที่กล่าวแล้วนั้น ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องฟ้องบังคับได้ภายในอายุความปัญหานี้เป็นข้อน่าคิด สำหรับในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คอันเป็นบทบัญญัติพิเศษหรือเฉพาะเรื่องนี้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับก่อนนั้นเมื่อมีการชำระเงินตามจำนวนที่ปรากฎในเช็คแล้วเท่านั้น มิได้ชำระดอกเบี้ยอันเกิดจากการผิดนัด โดยชำระก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด

13ศาลฎีกาวินิจฉัยตลอดมาว่าคดีเป็นอันเลิกกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2534, 5865/2534, 494/2535)หรือแม้แต่การนำเงินตามเช็คมาวางศาล โดยผู้ทรงเช็คไม่ยอมรับเงินไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม ถือว่าหนี้ตามเช็คสิ้นผลผูกพัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6241/2538) เมื่อพิจารณาตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและถ้อยคำตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คที่ว่าหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นย่อมหมายถึงจำนวนเงินตามที่ปรากฎในเช็คที่ผู้นั้นได้ออกเช็คชำระหนี้เท่านั้นหารวมถึงดอกเบี้ยที่เกิดจากหนี้เงินตามเช็คนั้นไม่และโดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นความผิดอาญาจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2)แต่เคยมีคดีหนึ่งระหว่างจำเลยถูกฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จำเลยได้เงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้โดยอ้างว่าโจทก์บอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้ โดยแถลงว่าสละสิทธิที่จะถอนเงินนั้น ดังนี้ ถือว่าคดีอาญาเป็นอันเลิกกัน(คำสั่งศาลฎีกาที่ 1933-1935/2535) ซึ่งคดีนี้จำเลยนำเงิน 2 จำนวนไปวางศาล คือ เงินตามเช็คพิพาทจำนวนหนึ่ง และดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวจำนวนหนึ่ง เมื่อรวมกันแล้วย่อมเกินกว่าจำนวนเงินตามเช็คจำเลยคงคิดรวมถึงจำนวนดอกเบี้ยของต้นเงินตามเช็คระหว่างผิดนัดเข้าไปด้วย ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องในอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ดังที่กล่าวมาแล้ว นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ ซึ่งคงไม่ได้หมายความว่าคำว่าเงินตามเช็คที่จำเลยได้ออกเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 7 นั้นรวมถึงดอกเบี้ยด้วย ดังที่กล่าวมาแล้วแต่เป็นเรื่องที่จำเลยป้องกันไว้เพื่อมิให้มีปัญหาในการตีความว่าคำว่าหนี้ตามเช็คดังกล่าวนั้นรวมถึงดอกเบี้ยของเงินตามเช็คนั้นด้วยหรือไม่ หรือมิฉะนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยเห็นว่าตนเองมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยด้วยจึงนำดอกเบี้ยของเงินตามเช็คมาชำระด้วยทางปฏิบัติควรเป็นเช่นนั้น น่าจะชอบด้วยเหตุผล ส่วนในแง่ของการตีความน่าจะเป็นการยุติกันแล้วว่าหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คนั้น หมายถึงหนี้ตามจำนวนที่ลงในเช็คเท่านั้น และตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้คงเป็นการยืนยันบรรทัดฐานตามคำพิพากษาศาลฎีกาก่อน ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดย

14ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าภายหลังเมื่อจำเลยยื่นฎีกาแล้ว โจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทั้ง 5 ฉบับจนครบถ้วนจำนวน518,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องมาแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแม้โจทก์จะเรียกร้องเงินจำนวนอีก 100,000 บาท ภายหลังที่ที่ยื่นคำฟ้องแล้วโดยจำเลยจะชดใช้ให้ก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องมีผลผูกพันกันใหม่จึงถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3)ปัญหาที่สงสัยกันมานานแล้วน่าจะได้ข้อยุติดังที่กล่าวมาแล้วและสำหรับคดีนี้ เงินจำนวนอีก 100,000 บาท ที่จำเลยตกลงจะจ่ายให้แก่โจทก์ โจทก์ชอบที่จะไปดำเนินการเรียกร้องในทางแพ่งต่อไปได้ พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษาคำพิพากษา:

15โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

16จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 5 กระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน

17จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2เดือน รวมจำคุก 10 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

18จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ปรากฎว่า จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2537 หลังจากนั้นโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คหลายครั้งจนกระทั่งในวันที่18 สิงหาคม 2538 โจทก์แถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์รวมจำนวน 518,000 บาท ครบถ้วนตามจำนวนเงินในเช็คจริง แต่จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 100,000 บาท โจทก์ยังติดใจเรียกร้องในส่วนนี้อีกหากจำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท ดังกล่าวแล้ว โจทก์จะขอถอนฟ้องไป ส่วนจำเลยแถลงรับว่าได้สัญญาจะชำระเงินแก่โจทก์อีกจำนวน 100,000 บาท จริง โดยจะชำระให้ภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2538ครั้นในวันที่ 5 ตุลาคม 2538 จำเลยแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่มีเงินมาชำระแก่โจทก์อีกจำนวน 100,000บาท ส่วนโจทก์แถลงว่าเมื่อจำเลยไม่ยอมชำระเงินอีก 100,000 บาทโจทก์ก็ไม่ยอมถอนฟ้อง ขอให้ดำเนินคดีต่อไป เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7บัญญัติว่า "ถ้า ฯลฯ หนี้ที่ผู้กระทำผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" เมื่อต่อมาภายหลังที่จำเลยยื่นฎีกาแล้วโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทั้งห้าฉบับจนครบถ้วนจำนวน 518,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องมาแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้โจทก์จะเรียกร้องเงินจำนวนอีก 100,000 บาท ภายหลังที่ยื่นคำฟ้องแล้ว โดยจำเลยจะชดใช้เงินก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องมีผลผูกพันกันใหม่จึงถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

19พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้อง ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5978/2539นางสาว รัชนี จันทร์ประสิทธิ์โจทก์นาง อุดมลักษณ์ เลิศวิริยะปิติจำเลย ป.วิ.อ. ม. 39, ม. 195 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 7เมื่อโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คจนครบถ้วนตามที่ฟ้องมาแล้วดังนี้หนี้ที่จำเลยออกเช็คจึงสิ้นผลผูกพันแม้โจทก์จะเรียกร้องเงินอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากเงินตามเช็คอีกภายหลังที่ยื่นคำฟ้องแล้วโดยจำเลยจะชดใช้ให้ก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คมีผลผูกพันกันใหม่ต้องถือว่าคดีเลิกกันสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้เอง

20โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

21จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 5 กระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน

22จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2เดือน รวมจำคุก 10 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

23จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ปรากฎว่า จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2537 หลังจากนั้นโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คหลายครั้งจนกระทั่งในวันที่18 สิงหาคม 2538 โจทก์แถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์รวมจำนวน 518,000 บาท ครบถ้วนตามจำนวนเงินในเช็คจริง แต่จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 100,000 บาท โจทก์ยังติดใจเรียกร้องในส่วนนี้อีกหากจำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท ดังกล่าวแล้ว โจทก์จะขอถอนฟ้องไป ส่วนจำเลยแถลงรับว่าได้สัญญาจะชำระเงินแก่โจทก์อีกจำนวน 100,000 บาท จริง โดยจะชำระให้ภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2538ครั้นในวันที่ 5 ตุลาคม 2538 จำเลยแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่มีเงินมาชำระแก่โจทก์อีกจำนวน 100,000บาท ส่วนโจทก์แถลงว่าเมื่อจำเลยไม่ยอมชำระเงินอีก 100,000 บาทโจทก์ก็ไม่ยอมถอนฟ้อง ขอให้ดำเนินคดีต่อไป เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7บัญญัติว่า "ถ้า ฯลฯ หนี้ที่ผู้กระทำผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" เมื่อต่อมาภายหลังที่จำเลยยื่นฎีกาแล้วโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทั้งห้าฉบับจนครบถ้วนจำนวน 518,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องมาแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นได้สิ้นผลผูกพันกันแล้วด้วยการชำระเงินครบถ้วนไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้โจทก์จะเรียกร้องเงินจำนวนอีก 100,000 บาท ภายหลังที่ยื่นคำฟ้องแล้ว โดยจำเลยจะชดใช้เงินก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องมีผลผูกพันกันใหม่จึงถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

24พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้อง

(อำนวย สุขพรหม - ปรีชา นาคพันธุ์ - ระพินทร บรรจงศิลป)