D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 787-788/2506

ผล: แก้ อาญา ประชุมใหญ่

พนักงานอัยการกรมอัยการโจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ บริษัท 5 พระเจดีย์โอสถ จำกัด โดยนายสุพัฒน์ เฮงสกุล กรรมการผู้จัดการโจทก์ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลธนบุรีโอสถ โดยนายบุญเพ็ชร แซ่โค้ว เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ที่ 1 นายบุญเพ็ชร์ แซ่โค้ว ที่ 2จำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1เจตนาของนิติบุคคลย่อมแสดงออกทางผู้แทนของนิติบุคคลเมื่อผู้แทนของนิติบุคคลแสดงเจตนาซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้แทนในทางการของการดำเนินกิจการตามวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคลเจตนานั้นก็ผูกพันนิติบุคคล และต้องถือว่าเป็นเจตนาของนิติบุคคลนั้นเองฉะนั้น นิติบุคคลจึงอาจมีเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดในทางอาญาและกระทำความผิดซึ่งผู้กระทำต้องมีเจตนารวมทั้งต้องรับโทษทางอาญาเท่าที่ลักษณะแห่งโทษเปิดช่องให้ลงแก่นิติบุคคลได้ ซึ่งต้องพิจารณาตามลักษณะความผิดพฤติการณ์แห่งการกระทำและอำนาจหน้าที่ของผู้แทนนิติบุคคลประกอบกับวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคลเป็นรายๆ ไป การที่ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นโดยกระทำไปในอำนาจหน้าที่ทางการค้าอันเป็นวัตถุที่ประสงค์และเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของห้างหุ้นส่วนถือได้ว่าเป็นเจตนาและการกระทำของห้างหุ้นส่วน ฉะนั้น ห้างหุ้นส่วนจึงต้องรับผิดทางอาญาด้วย(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6/2506)

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมา โดยคดีแรกโจทก์ฟ้องจำเลยปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าสำนวนที่สองฟ้องว่าจำเลยเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งจดทะเบียนแล้ว

2จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลียนเครื่องหมายการค้าจริง แต่ความผิดดังกล่าวนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่านิติบุคคลไม่สามารถกระทำได้จะแสดงเจตนาทุจริตก็ไม่ได้ จะกระทำได้ก็แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการเท่านั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการโดยตรงและไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้โจทก์ โจทก์ร่วม และ

3จำเลยฎีกาศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เจตนาของนิติบุคคลย่อมแสดงออกทางผู้แทนของนิติบุคคลตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 เมื่อผู้แทนของนิติบุคคลแสดงเจตนาอันใดซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้แทนในทางการของการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเจตนานั้นก็ผูกพันนิติบุคคลและต้องถือว่าเป็นเจตนาของนิติบุคคลนั้นเอง ฉะนั้น นิติบุคคลจึงอาจมีเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดในทางอาญา และกระทำความผิดซึ่งผู้กระทำต้องมีเจตนา รวมทั้งต้องรับโทษทางอาญาเท่าที่ลักษณะแห่งโทษเปิดช่องให้ลงแก่นิติบุคคลได้ซึ่งทั้งนี้ต้องพิจารณาตามลักษณะความผิดพฤติการณ์แห่งการกระทำและอำนาจหน้าที่ของผู้แทนนิติบุคคลประกอบกับวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเป็นราย ๆ ไป คดีนี้เห็นได้ว่า นายบุญเพ็ชรจำเลยได้กระทำการไปในอำนาจหน้าที่ของนายบุญเพ็ชร ในทางการค้ายาอันเป็นวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนจำเลย และเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของห้างหุ้นส่วนจำเลย ถือได้ว่าเป็นเจตนาและการกระทำของห้างหุ้นส่วนจำเลยด้วยห้างหุ้นส่วนจำเลยต้องรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกับนายบุญเพ็ชร์จำเลย

4พิพากษาแก้เป็นว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลธนบุรีโอสถจำเลยมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 237 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 274 ซึ่งมีโทษจำคุกขั้นต่ำเบากว่า ให้ปรับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลธนบุรีโอสถจำเลย 2,000 บาท ริบของกลางในสำนวนแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(โพยม เลขยานนท์ - บริรักษ์จรรยาวัตร - สวัสดิ์ พานิชอัตรา)