ย่อ / หลักกฎหมาย
1ที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของ อ. ไม่ปรากฏว่า อ. ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด เมื่อ อ. ตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ อ. ทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของ อ. มีสิทธิได้รับมรดกของ อ. ในลำดับแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินทันทีตั้งแต่ อ. ถึงแก่ความตาย และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของอ. มีหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่ อ. ทำไว้ ในอันที่จะต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยเป็นการบังคับในส่วนอันเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ อ. ซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นในที่ดินพิพาท และไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้การฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนางอรุณ เปลี่ยนสมัย เมื่อปลายปี 2539 นางอรุณถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบว่าจำเลยจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 ให้ผู้อื่น โจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจำเลยไม่ดำเนินการให้ ขอให้บังคับจำเลยรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยนำโฉนดที่ดินดังกล่าวมาวางศาล แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนให้แก่โจทก์ โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ถ้าจำเลยขัดขืนให้โจทก์ออกเงินไปก่อนแล้วบังคับเอาจากจำเลยภายหลัง
2จำเลยให้การว่า โจทก์สละสิทธิเกี่ยวกับข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อขาย ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะจำเลยไม่เข้าใจว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยรับผิดในฐานะทายาทนางอรุณ หรือตามสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 ตำบลบางแวก อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยให้ใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาภายในอายุความ
4โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 หรือไม่เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอรุณ ไม่ปรากฏว่านางอรุณได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด เมื่อนางอรุณถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนางอรุณทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้สืบสันดานของนางอรุณและเป็นทายาทโดยธรรมของนางอรุณ มีสิทธิได้รับมรดกของนางอรุณในลำดับแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) จำเลยจึงมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาททันทีตั้งแต่นางอรุณถึงแก่ความตาย และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอรุณมีหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่นางอรุณทำไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ในอันที่จะต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยจึงเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้และแม้จะมีทายาทอื่นของนางอรุณมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยด้วยการบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยเป็นการบังคับในส่วนอันเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนางอรุณซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นในที่ดินพิพาท และไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้ที่
5จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยทำกับโจทก์สิทธินำคดีมาฟ้องจึงมีอายุความ 2 ปี จำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า การฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นางอรุณทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
6พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7811/2542นาง สุภาพร เพิ่มสกุลโจทก์นาง กิญจนา ใจดีหรือเปลี่ยนสมัยจำเลย ป.พ.พ. ม. 193/30, ม. 1599 วรรคหนึ่ง, ม. 1620 วรรคหนึ่ง, ม. 1629 (1)ที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของ อ. ไม่ปรากฏว่า อ. ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด เมื่อ อ. ตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ อ. ทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของ อ. มีสิทธิได้รับมรดกของ อ. ในลำดับแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินทันทีตั้งแต่ อ. ถึงแก่ความตาย และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของอ. มีหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่ อ. ทำไว้ ในอันที่จะต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยเป็นการบังคับในส่วนอันเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ อ. ซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นในที่ดินพิพาท และไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้การฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนางอรุณ เปลี่ยนสมัย เมื่อปลายปี 2539 นางอรุณถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบว่าจำเลยจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 ให้ผู้อื่น โจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจำเลยไม่ดำเนินการให้ ขอให้บังคับจำเลยรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยนำโฉนดที่ดินดังกล่าวมาวางศาล แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนให้แก่โจทก์ โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ถ้าจำเลยขัดขืนให้โจทก์ออกเงินไปก่อนแล้วบังคับเอาจากจำเลยภายหลัง
7จำเลยให้การว่า โจทก์สละสิทธิเกี่ยวกับข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อขาย ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะจำเลยไม่เข้าใจว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยรับผิดในฐานะทายาทนางอรุณ หรือตามสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 ตำบลบางแวก อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
8จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยให้ใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาภายในอายุความ
9โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 หรือไม่เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอรุณ ไม่ปรากฏว่านางอรุณได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด เมื่อนางอรุณถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนางอรุณทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้สืบสันดานของนางอรุณและเป็นทายาทโดยธรรมของนางอรุณ มีสิทธิได้รับมรดกของนางอรุณในลำดับแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) จำเลยจึงมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาททันทีตั้งแต่นางอรุณถึงแก่ความตาย และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอรุณมีหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่นางอรุณทำไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ในอันที่จะต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยจึงเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้และแม้จะมีทายาทอื่นของนางอรุณมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยด้วยการบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยเป็นการบังคับในส่วนอันเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนางอรุณซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นในที่ดินพิพาท และไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้ที่
10จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยทำกับโจทก์สิทธินำคดีมาฟ้องจึงมีอายุความ 2 ปี จำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า การฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นางอรุณทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
11พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น(อำนวย เต้พันธ์-กำพล ภู่สุดแสวง-ชวลิต ยอดเณร)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุเมื่อเจ้ามรดกตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาท (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599) ไม่ว่าทายาทจะแสดงเจตนารับหรือไม่ก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 มิได้วางขอบข่ายหรือเงื่อนไขไว้ ดังนั้นเมื่อเจ้ามรดกตายทรัพย์มรดกหรือกองมรดกของเจ้ามรดกจึงตกทอดแก่ทายาททันที เมื่อกองมรดกได้แก่ทรัพย์สินสิทธิ หน้าที่และความรับผิดของผู้ตาย ทายาทจึงย่อมต้องรับเอาไปทั้งหมดด้วย (มาตรา 1599 และ 1600) แม้ว่าจะไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตนก็ตาม (มาตรา 1601) กรณีที่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดนั้นมีปัญหาอยู่เสมอที่จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเป็นหน้าที่หรือความรับผิดของเจ้ามรดกหรือไม่ เพราะถ้าไม่ใช่ทายาทไม่ต้องผูกพันต้องปฏิบัติหรือรับผิด แต่ถ้าใช่ทายาทก็ต้องผูกพันปฏิบัติหรือต้องรับผิดด้วย ปัญหาที่ต้องพิจารณาเพื่อประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาตามหัวข้อหมายเหตุนี้ก็คือกรณีที่เจ้ามรดกมีหน้าที่หรือความรับผิดต่อบุคคลอื่นหรือเจ้าหนี้ ดังนี้เจ้าหนี้จะต้องฟ้องทายาทโดยธรรมทั้งหมดหรือเพียงบางคนเท่านั้นเพื่อบังคับให้ชำระหนี้หรือรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมในกรณีที่เจ้ามรดกมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใดไว้ ทั้งนี้ดังที่กล่าวมาแล้วเมื่อเจ้ามรดกตายและมิได้ทำพินัยกรรมไว้แล้วทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม (มาตรา 1599 และ 1620) ตามมาตรา 1737 ให้อำนาจแก่เจ้าหนี้ว่าเจ้าหนี้กองมรดกจะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทคนใดก็ได้ แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกให้เรียกเข้ามาในคดีด้วยตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุว่าทายาทที่เจ้าหนี้กองมรดกจะใช้สิทธิเรียกร้องจะต้องเป็นผู้รับมรดก หรือบังคับว่าจะต้องฟ้องทายาททุกคน ดังนั้น จะฟ้องทายาททุกคนหรือคนใดคนหนึ่งก็ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 710-711/2535 และ1939/2535) และยังมีคำพิพากษา
12ศาลฎีกาวินิจฉัยด้วยว่าแม้จะไม่เรียกผู้จัดการมรดกเข้ามาในคดีก็หาทำให้เจ้าหนี้ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ เพียงแต่อาจมีผลในการบังคับคดีต่อไปเท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 710-711/2535)อย่างไรก็ดีกรณีที่มีการแบ่งมรดกเสร็จแล้วนั้นถ้าเจ้าหนี้ฟ้องทายาทคนใดคนหนึ่งให้ชำระหนี้ของเจ้ามรดก เจ้าหนี้ก็มีสิทธิเรียกร้องได้เท่าที่ทายาทผู้นั้นได้รับมรดกมาเท่านั้น ไม่อาจเรียกร้องเอาจากทายาทอื่นที่ไม่ได้ถูกฟ้องด้วยได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 792/2506) ทางปฏิบัติจึงเป็นเรื่องยุ่งยากที่เจ้าหนี้กองมรดกจะทราบว่ากองมรดกนั้นได้มีการแบ่งเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง ดังนั้น ทางออกของเจ้าหนี้คือ ฟ้องทายาททุกคน แต่ก็ยังมีปัญหาต่อไปว่าเจ้าหนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นทายาทบ้าง มีข้อพิจารณาว่า หลักการในมาตรา 1736 ที่ว่า "ตราบใดที่เจ้าหนี้กองมรดกหรือผู้รับพินัยกรรมที่ปรากฏตัว ยังไม่ได้รับชำระหนี้หรือส่วนได้ตามพินัยกรรมแล้วทุกคน ให้ถือว่าทรัพย์มรดกยังอยู่ในระหว่างจัดการ" ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องทางแก้ไขของเจ้าหนี้ทางหนึ่ง โดยผู้ร่างคงมองเห็นปัญหานี้จึงได้ร่างหลักการเช่นว่านี้ไว้ แต่ก็ยังไม่มีคำพิพากษา
13ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้โดยตรง สำหรับข้อเท็จจริงกรณีตามคดีหมายเหตุนี้ เป็นเรื่องที่เจ้ามรดกทำสัญญาไว้ว่าจะให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางเดิน แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเจ้ามรดกก็ตายไปก่อน โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของเจ้ามรดกบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้ โดยไม่มีประเด็นโต้เถียงว่าโจทก์ต้องฟ้องทายาททุกคนหรือไม่ และข้อที่น่าคิดก็คือว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องทายาทโดยธรรมคนอื่นด้วย จะบังคับให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับทายาทโดยธรรมอื่นได้อย่างไร ในข้อนี้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า "การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยเป็นเรื่องสามารถกระทำได้ และแม้จะมีทายาทอื่นของ อ. มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยด้วย การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย เป็นการบังคับในส่วนอันเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ อ. ซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นในที่ดินพิพาท และไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้" เรื่องนี้คงมีข้อพิจารณาได้ว่าเป็นกรณีที่ที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของอ. ยังมิได้มีการแบ่ง แม้ฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้กองมรดกต่อทายาทโดยธรรมคนใดคนหนึ่งก็บังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ทั้งหมด ปัญหาที่น่าจะพิจารณาต่อไปคือที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 กรณีนี้หากเป็นเรื่องเจ้าหนี้เจ้ามรดกใช้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดกแล้ว มาตรา 1754 วรรคสามบังคับว่า แม้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้าหนี้มีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปีมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกหมายความว่าเจ้าหนี้ของเจ้ามรดกต้องฟ้องภายในหนึ่งปี แม้ว่าอายุความเรียกร้องจะยาวกว่าหนึ่งปี และรวมถึงหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระด้วยก็ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีเช่นเดียวกัน มีบรรทัดฐานเป็นกรณีศึกษาหลายเรื่องเช่น คำพิพากษาศาลฎีกา 3994/2540 วินิจฉัยว่า แม้หนังสือสัญญากู้ยืมที่ ป. ลูกหนี้ทำไว้กับโจทก์ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แต่ ป. ถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงความตายของ ป. ตามมาตรา 1754 วรรคสาม เพราะสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย หากรอจนหนี้ถึงกำหนดชำระอายุความ 1 ปี อาจล่วงพ้นไปแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 247/2541 โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยย่อมใช้สิทธิตามมาตรา 694 ได้ และคดีนี้ไม่ใช่คดีมรดก จึงไม่เกี่ยวกับว่าจำเลยจะเป็นบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 1755 หรือไม่ เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของ อ. ลูกหนี้ภายใน 1 ปี นับแต่ทราบว่า อ. ถึงแก่ความตายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อกองมรดกของ อ. จึงขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกัน อ. ต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์คดีนี้ยังได้หลักด้วยว่า แม้ว่าผู้ค้ำประกันจะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ก็ตาม แต่ก็ยังมีสิทธิของผู้ค้ำประกันตามมาตรา 694 ที่อาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้ชั้นต้นมีต่อเจ้าหนี้ได้ด้วยและกรณีเจ้าหนี้ฟ้องเรียกร้องหนี้จากกองมรดกนั้นไม่ใช่คดีมรดก ดังนั้น ผู้ที่ยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อกองมรดกจึงไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 1755ขอให้เปรียบเทียบกรณีตามปัญหาซึ่ง
14ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ สิทธินำคดีมาฟ้องจึงมีอายุความ 2 ปี จำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 คดีขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30อ. ทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่12 กุมภาพันธ์ 2540 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความขอให้สังเกตในเรื่องการต่อสู้เรื่องอายุความของจำเลย ซึ่งจำเลยต่อสู้เรื่องอายุความกรณีจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยทำกับโจทก์ แต่
15ศาลฎีกาวินิจฉัยตามสัญญาจะซื้อขายที่ อ. เจ้ามรดกทำไว้กับโจทก์ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับการที่โจทก์ฟ้องบังคับขอให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ อ. ซึ่งก็มีข้อน่าคิดที่ว่าเมื่อนับแต่วันที่ อ. ทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ถึงวันฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปีฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เพราะแม้ว่าจะมีอายุความสิทธิเรียกร้อง 10 ปีก็ตามหากเป็นกรณีตาม มาตรา 1754 วรรคสาม ก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปี ดังที่กล่าวมาแล้วอย่างไรก็ตามคดีนี้ปรากฏว่า อ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปลายเดือนกันยายน 2539 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ก็ยังไม่เกิน คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7811/2542 จึงเป็นกรณีน่าศึกษาและทำความเข้าใจในปัญหาข้อกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้ว พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษาคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนางอรุณ เปลี่ยนสมัย เมื่อปลายปี 2539 นางอรุณถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบว่าจำเลยจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 ให้ผู้อื่น โจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจำเลยไม่ดำเนินการให้ ขอให้บังคับจำเลยรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยนำโฉนดที่ดินดังกล่าวมาวางศาล แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนให้แก่โจทก์ โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ถ้าจำเลยขัดขืนให้โจทก์ออกเงินไปก่อนแล้วบังคับเอาจากจำเลยภายหลัง
16จำเลยให้การว่า โจทก์สละสิทธิเกี่ยวกับข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อขาย ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะจำเลยไม่เข้าใจว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยรับผิดในฐานะทายาทนางอรุณ หรือตามสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 ตำบลบางแวก อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
17จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยให้ใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาภายในอายุความ
18โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 หรือไม่เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอรุณ ไม่ปรากฏว่านางอรุณได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด เมื่อนางอรุณถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนางอรุณทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้สืบสันดานของนางอรุณและเป็นทายาทโดยธรรมของนางอรุณ มีสิทธิได้รับมรดกของนางอรุณในลำดับแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) จำเลยจึงมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาททันทีตั้งแต่นางอรุณถึงแก่ความตาย และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอรุณมีหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่นางอรุณทำไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ในอันที่จะต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยจึงเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้และแม้จะมีทายาทอื่นของนางอรุณมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยด้วยการบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยเป็นการบังคับในส่วนอันเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนางอรุณซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นในที่ดินพิพาท และไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้ที่
19จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยทำกับโจทก์สิทธินำคดีมาฟ้องจึงมีอายุความ 2 ปี จำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า การฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นางอรุณทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
20พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7811/2542นาง สุภาพร เพิ่มสกุลโจทก์นาง กิญจนา ใจดีหรือเปลี่ยนสมัยจำเลย ป.พ.พ. ม. 193/30, ม. 1599 วรรคหนึ่ง, ม. 1620 วรรคหนึ่ง, ม. 1629 (1)ที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของ อ. ไม่ปรากฏว่า อ. ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด เมื่อ อ. ตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ อ. ทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของ อ. มีสิทธิได้รับมรดกของ อ. ในลำดับแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินทันทีตั้งแต่ อ. ถึงแก่ความตาย และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของอ. มีหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่ อ. ทำไว้ ในอันที่จะต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยเป็นการบังคับในส่วนอันเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ อ. ซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นในที่ดินพิพาท และไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้การฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนางอรุณ เปลี่ยนสมัย เมื่อปลายปี 2539 นางอรุณถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบว่าจำเลยจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 ให้ผู้อื่น โจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจำเลยไม่ดำเนินการให้ ขอให้บังคับจำเลยรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยนำโฉนดที่ดินดังกล่าวมาวางศาล แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนให้แก่โจทก์ โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ถ้าจำเลยขัดขืนให้โจทก์ออกเงินไปก่อนแล้วบังคับเอาจากจำเลยภายหลัง
21จำเลยให้การว่า โจทก์สละสิทธิเกี่ยวกับข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อขาย ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะจำเลยไม่เข้าใจว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยรับผิดในฐานะทายาทนางอรุณ หรือตามสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 ตำบลบางแวก อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
22จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยให้ใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาภายในอายุความ
23โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 83497 หรือไม่เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอรุณ ไม่ปรากฏว่านางอรุณได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ใด เมื่อนางอรุณถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนางอรุณทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้สืบสันดานของนางอรุณและเป็นทายาทโดยธรรมของนางอรุณ มีสิทธิได้รับมรดกของนางอรุณในลำดับแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) จำเลยจึงมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาททันทีตั้งแต่นางอรุณถึงแก่ความตาย และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอรุณมีหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่นางอรุณทำไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ในอันที่จะต้องจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย การบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยจึงเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้และแม้จะมีทายาทอื่นของนางอรุณมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยด้วยการบังคับให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยเป็นการบังคับในส่วนอันเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนางอรุณซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นในที่ดินพิพาท และไม่ได้เป็นเรื่องที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้ที่
24จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยทำกับโจทก์สิทธินำคดีมาฟ้องจึงมีอายุความ 2 ปี จำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า การฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นางอรุณทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
25พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(อำนวย เต้พันธ์ - กำพล ภู่สุดแสวง - ชวลิต ยอดเณร)