คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2516 ย่อ (หลักกฎหมาย) ในขณะที่เกิดเหตุละเมิดขึ้นนั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางยังมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญโจทก์ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดซึ่งลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้กระทำต่อทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนนั้นได้ และอำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อผู้กระทำละเมิดต่อทรัพย์นั้นเป็นบุคคลสิทธิ มิใช่ทรัพย์สิทธิที่ติดตามไปกับตัวทรัพย์ เมื่อสิทธิดังกล่าวได้เกิดมีขึ้นแล้ว แม้ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นห้างหุ้นส่วนนั้นก็ตาม อำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็หาโอนไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางด้วยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ รถยนต์ของจำเลยที่ชนรถโจทก์ได้ประกันไว้กับบริษัทประกันภัยเมื่อเกิดเหตุแล้วตัวแทนบริษัทประกันภัยไปตรวจ เห็นว่ารถฝ่ายจำเลยผิดจึงได้รับรถโจทก์ไปซ่อมให้ ได้มีการไปทำบันทึกกันที่สถานีตำรวจมีข้อความตอนหนึ่งว่า ส่วนค่าเสียหายนอกจากการซ่อมซึ่งบริษัทประกันภัยรับผิดชอบ ตัวแทนของโจทก์จะไปเจรจาตกลงกันเองกับจำเลยที่ 2ผู้เป็นเจ้าของรถคันที่เป็นฝ่ายชนต่อไป บันทึกนี้เป็นเพียงบันทึกระหว่างตัวแทนโจทก์กับตัวแทนบริษัทประกันภัยเท่านั้น โจทก์หามีหน้าที่แจ้งให้จำเลยทราบไม่ (วรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 24/2516) คำพิพากษา โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ โจทก์ได้ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยาง และได้รับจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๑๐ ดังนั้นระหว่างวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ ถึงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๑๐ โจทก์จึงเป็นหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียน เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๐๙ โจทก์ได้เช่าซื้อรถยนต์เลขทะเบียน ก.ท.ร.๒๑๙๙๐ เพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๑๐ จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ได้ขับรถยนต์บรรทุกเลขทะเบียน ก.ท.ข. ๐๒๘๔๐ เพื่อประโยชน์ของนายจ้างด้วยความประมาทชนรถยนต์ ก.ท.ร.๒๑๙๙๐ เสียหาย เข้าซ่อม๔๐ วัน โจทก์ต้องเช่ารถยนต์รับจ้างใช้ประโยชน์วันละ ๒๕๐ บาทเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท และทำให้รถยนต์เสื่อมราคาไป ๒๐,๐๐๐ บาทขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑ เนื่องจากโจทก์ทิ้งฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายประมาท โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์เลขทะเบียน ก.ท.ร.๒๑๙๙๐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกและไม่ใช่นายจ้างของจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันและแทนกันใช้ค่าขาดผลประโยชน์ในการใช้รถ ๑๐,๐๐๐ บาท ค่าเสื่อมราคา ๒,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาต่อมา ในปัญหาที่ว่าโจทก์ในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะหุ้นส่วนมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้ร่วมรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นายสถิต ตั้งวาริธร นายพรชัยวัฒนจาวเรือง นายอ๊าหยุด แซ่ตั้ง นายสำราญ จันทร์เสริม และนายซู้เซง แซ่ตั้ง โจทก์ได้ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม๒๕๐๙ นายสถิต ตั้งวาริธร โจทก์ ได้ลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ร. ๒๑๙๙๐ เพื่อประโยชน์ในกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้น เหตุละเมิดที่ทำให้รถยนต์คันนี้ได้รับความเสียหายเกิดขึ้นโดยการกระทำของฝ่ายจำเลยเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๑๐ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้รับจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่๔ กรกฎาคม ๒๕๑๐ และโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในเดือนมกราคม ๒๕๑๑ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่าในขณะที่เกิดเหตุละเมิดขึ้นนั้นห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางยังมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ โจทก์ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้องร้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้รับผิดเพราะเหตุละเมิดดังกล่าวข้างต้นได้ และอำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อผู้กระทำละเมิดต่อทรัพย์นั้น เป็นบุคคลสิทธิ มิใช่ทรัพย์สิทธิที่ติดตามไปกับตัวทรัพย์ เมื่อสิทธิดังกล่าวได้เกิดมีขึ้นแล้ว แม้ต่อมาเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางได้จดทะเบียน จัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นห้างหุ้นส่วนนั้นก็ตาม อำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็หาโอนไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางด้วยไม่ ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้แจ้งการสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายให้จำเลยทราบล่วงหน้าก่อนการตกลงประนีประนอมยอมความกันจึงไม่ผูกมัดจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ด้วยนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รถยนต์ของจำเลยที่ชนรถโจทก์ได้ประกันไว้กับบริษัท ร.ส.พ.ประกันภัย จำกัดเมื่อเกิดเหตุแล้ว นายวิเชียรตัวแทนบริษัทประกันภัยไปตรวจ เห็นว่ารถฝ่ายจำเลยผิด จึงได้รับรถโจทก์ไปซ่อมให้ ได้มีการไปทำบันทึกกันที่สถานีตำรวจมีข้อความตอนหนึ่งว่า ส่วนค่าเสียหายนอกจากการซ่อมซึ่งบริษัทประกันภัยรับผิดชอบ นายรัตนพิมลตัวแทนของโจทก์จะไปเจรจาตกลงกันเองกับจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นเจ้าของรถคันที่เป็นฝ่ายชนต่อไป ดังนี้ เห็นได้ว่าบันทึกนี้เป็นเพียงบันทึกระหว่างตัวแทนโจทก์กับตัวแทนบริษัทประกันภัยเท่านั้น โจทก์จึงหามีหน้าที่แจ้งให้จำเลยทราบดังที่จำเลยฎีกาไม่ ในเรื่องค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาของรถโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าพยานจำเลยไม่อาจหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ในประเด็นข้อนี้ได้ พิพากษายืน องค์คณะ: วิกรม เมาลานนท์ - สนับ คัมภีรยส - สุธี ชอบธรรม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. มาตรา 55, ป.พ.พ. มาตรา 420, ป.พ.พ. มาตรา 425, ป.พ.พ. มาตรา 441, ป.พ.พ. มาตรา 1015, ป.พ.พ. มาตรา 1025, ป.พ.พ. มาตรา 1033, ป.พ.พ. มาตรา 1077, ป.พ.พ. มาตรา 1079, ป.พ.พ. มาตรา 1298, ป.พ.พ. มาตรา 1336 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา