คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 115/2535 ย่อ (หลักกฎหมาย) กรณีผู้จัดการและกรรมการกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก อันเป็นการกระทำต่อบริษัทโจทก์ เป็นที่เห็นได้ชัดว่าผู้กระทำผิดจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง กรรมการอื่น หรือผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย จึงมีสิทธิฟ้องคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ หรือถอนคำร้องทุกข์อันมีผลทำให้คดีอาญาระงับได้ แม้บุคคลดังกล่าวจะมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์. คำพิพากษา โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันยักยอกเงินของบริษัทโจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352, 353พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526มาตรา 4ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 1ปี ปรับคนละ 4,000 บาท เนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้มีการบรรเทาผลร้ายในการกระทำความผิด เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ที่ 2 กลับตนเป็นพลเมืองดี ให้รอการลงโทษจำคุกไว้คนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 2ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับไปหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่านายประเสริฐ วงศ์วรรณโชติในฐานะกรรมการของโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันยักยอกเงินตามเช็คที่นางพิน ชัยวงศ์ นำมาชำระให้โจทก์ เมื่อนายประเสริฐไปถอนคำร้องทุกข์ที่ให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยอ้างว่าสามารถตกลงกันได้แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39(2) ฝ่ายโจทก์ฎีกาว่าที่นายประเสริฐไปร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1และที่ 2 ฐานยักยอกเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เป็นการกระทำในฐานะผู้ถือหุ้นโจทก์จะถือว่าเป็นการกระทำของโจทก์ไม่ได้นั้น คดีได้ความจากข้อนำสืบของจำเลยว่า ขณะที่นายประเสริฐไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 13 และ 15 กรกฎาคม 2528 บริษัทโจทก์มีกรรมการรวม 5 คน คือ จำเลยที่ 1 นายประเสริฐ วงศ์วรรณโชตินายกิมเล้ง แซ่ลี้ จำเลยที่ 2 และนางสาวสมจิตร ไชยกุล และผู้ที่มีอำนาจลงชื่อผูกพันโจทก์ คือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือนายประเสริฐคนใดคนหนึ่งรวมเป็นสองคนและประทับตราสำคัญของโจทก์ เห็นว่า กรณีความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(3)บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทนนั้น ถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ เหล่านั้นกลับเป็นผู้กระทำผิดต่อนิติบุคคลนั้นเสียเอง ก้เป็นที่เห็นได้ชัดว่าผู้กระทำผิดจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง เมื่อเป็นดังนี้ บรรดาผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1169 ก็บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้ดังนี้โดยนิตินัยย่อมถือว่านายประเสริฐซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์เป็นผู้เสียหาย จึงมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2), 123 ประกอบด้วยมาตรา 2(4) เทียบตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1680/2520 ระหว่างนางสาวสงวน คำจิ่ม โจทก์ นายประเมิน คำจิ่ม ที่ 1 กับพวก จำเลยเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นายประเสริฐในฐานะกรรมการของโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันยักยอกทรัพย์ของโจทก์แต่ต่อมานายประเสริฐได้ถอนคำร้องทุกข์นั้นแล้ว ดังนั้นไม่ว่านายประเสริฐจะดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดในฐานะกระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะผู้ถือหุ้นตามที่โจทก์ฎีกา สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (2) เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ย่อมไม่จำเป็นที่จะวินิจฉัยปัญหาอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"พิพากษายืน. องค์คณะ: จเร อำนวยวัฒนา - ก้าน อันนานนท์ - เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 352, ป.อ. มาตรา 353, พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 39, ป.วิ.อ. มาตรา 5, ป.พ.พ. มาตรา 1169, ป.วิ.อ. มาตรา 28, ป.วิ.อ. มาตรา 39 แหล่งที่มา: สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ