คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 94/2547 ย่อ (หลักกฎหมาย) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนให้จำเลยในคดีดังกล่าวดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ หากจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนั้น จำเลยที่ 3 จะพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้วเพราะการเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาและถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1021 และ 1022 หาใช่จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่ ดังนั้น เมื่อในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็น คำพิพากษา คดีนี้จำเลยที่ 3 ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ จำเลยที่ 3 จึงหาหลุดพ้นจากความผิดรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ แต่ต้องร่วมรับผิดบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070 และ 1077 (2) เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เด็ดขาด และโจทก์ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้มีคำขอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 89 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจะได้มีการแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้วหรือไม่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การว่า หนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จำเลยที่ 1 มิได้ปิดสถานที่ประกอบกิจการเนื่องจากโครงการขายบ้านของจำเลยที่ 1 ขายหมดแล้ว และมิได้ดำเนินกิจการใดอีก จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 มิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติลัมละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าของปี 2525 ถึง 2527 เป็นเงินทั้งสิ้น 15,200,748 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินโดยวิธีปิดหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า ณ สำนักงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2529 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ภายในกำหนด และมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หนี้ภาษีอากรของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามที่เจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งประเมินไว้ โจทก์ได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ได้ 24,675 บาท จำเลยที่ 1 คงค้างชำระภาษีอากรจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,176,073 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีในหมายเลขแดงที่ 22471/2534 และหมายเลขแดงที่ 13636/2530 ของศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2534 ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อของจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2534 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 152/2534 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีอากรดังกล่าวของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในปี 2538 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้วเพราะเกิน 2 ปี นับจากวันที่จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยในคดีดังกล่าวดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียน กรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ หากจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนั้น จำเลยที่ 3 จะพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว เพราะการเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาและถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1021 และ 1022 หาใช่จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 นำสืบรับว่าภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจำเลยที่ 3 จึงไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.3 ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 3 ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ จำเลยที่ 3 จึงหาหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามที่อ้างไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ภาษีอากรถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,176,073 บาท จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อต่อไปว่า โจทก์ไม่ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยที่ 3 ทราบ จึงถือไม่ได้ว่าหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่" คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดแล้วและเมื่อพิจารณาคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้มีคำขอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายได้ตามกฎหมายดังกล่าวโดยไม่จำต้องคำนึงว่าจะได้มีการแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 3 ทราบหรือไม่ เพราะจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 และ 1077 (2) ดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้ออื่นเนื่องจากไม่มีผลให้คดีเปลี่ยนแปลง อนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ 3 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาด เป็นการฎีกาคำพิพากษาซึ่งพิพากษาตามฟ้องขอให้ล้มละลาย ต้องเสียค่าขึ้นศาลสำหรับคำฟ้องฎีกา 50 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (1) แต่จำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลฎีกามา 200 บาท จึงเสียเกินมา 150 บาท เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลยที่ 3" พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 150 บาท แก่จำเลยที่ 3 องค์คณะ: สุพัฒน์ บุญยุบล - ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน - บรรหาร มูลทวี กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 1021, ป.พ.พ. มาตรา 1022, ป.พ.พ. มาตรา 1070, ป.พ.พ. มาตรา 1077, พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 89, พ.ร.บ.ลัมละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14, ป.พ.พ. มาตรา 1068, พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89, พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 แหล่งที่มา: สำนักวิชาการ